"สัตว์พาหนะของใครเพริดไป ผู้ใดจับได้ถ้าเป็นผลประโยชน์แก่ตนเสียแล้ว มีโทษฐานยักยอกเก็บของตกหล่น"
ฟุ๊ตโน้ต
"กระบือเพริดไปนั้นต้องเรียกว่าตก ฤาหาย ในมาตรานี้ใช้คำว่า "ของตกของหาย" จึ่งต้องเข้าใจตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ว่า กระบือนั้นเป็นของได้
สัตว์พาหนะของใครเพริดหนีไปได้ เจ้าของยังแสวงหาในชั้นนั้นหาสิ้นกรรมสิทธิ์ไม่ ด้วยเหตุว่าในทันใดนั้น เจ้าของยังคงต้องมีใจคิดจะติดตามเอากลับคืน แต่ถ้าผู้ใดมีปลาที่ยังไม่ตายมาในเรือ เช่น ปลาเทโพเป็นต้น แลปลาเทโพนั้นดิ้นกระโดดน้ำไป ตามธรรมดาแล้วเจ้าของคงปลงใจไม่คิดคว้าเอาคืนอีกในสองอย่างนี้กฎหมายให้มีผลผิดกัน ในเรื่องสัตว์พาหนะเจ้าของยังหาหมดกรรมสิทธิ์ไม่ ด้วยเหตุว่ายังมีใจติดตามต่อไป ในเรื่องปลาเทโพนั้นเจ้าของหมดกรรมสิทธิ์ ด้วยเหตุว่าเจ้าของจำเป็นหมดวิสัยที่จะเพียรจับปลาตัวนั้นให้ได้อีก ในเรื่องสัตว์พาหนะนั้นถ้าและผู้ใดจับได้ ผู้จับได้หาได้สัตว์นั้นเป็นของตนไม่ ถ้าส่งคืนให้เจ้าของเขาไป ส่วนเรื่องปลาเทโพเล่าถ้าผู้ใดตกฤาช้อนปลาตัวนั้นขึ้นมาได้ในภายหลัง ผู้ตกผู้ช้อนเป็นเจ้าของได้ทันที ด้วยเจ้าของเดิมได้สละใจมาชั้นหนึ่งแล้วหมดกรรมสิทธิ์ เช่น คนสูบบุหรี่ครึ่งตัวโยนทิ้งไป ผู้ใดเก็บก้นบุหรี่ได้หาเป็นขโมยไม่
ในชั้นที่ผู้ใดจับสัตว์พาหนะ ฤาเก็บของตกหล่นของผู้ใดได้ในชั้นนี้ไม่มีความผิดหามิได้ ความผิดเกิดขึ้นเมื่อมีใจแลดำเนินการไปเพื่อจะเอาเป็นประโยชน์แก่ตนเอง เป็นต้น เช่นในคดีเรื่องควายเพริดนี้ คนจับมาได้ ในชั้นนี้ไม่มีความผิด ผิดเมื่อลงมือฆ่าควายนั้นลง ด้วยเหตุว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าจะเอาเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ไม่ให้เจ้าของได้ทรัพย์ของเขาคืน อนึ่งช้าเหนือมีธรรมเนียมปล่อยช้างเข้าปาทอดไว้นาน ๆ เพื่อให้ช้างหากินตามสบายใจ ให้ได้กำลังความสุขอายุยืน เช่นนี้ไม่เรียกว่าเจ้าของได้สละทิ้งกรรมสิทธิ์ของตนในช้าง ด้วยเป็นธรรมเนียมที่จำต้องปล่อยช้างเช่นนี้ ต่อเจ้าของต้องการใช้ช้างเมื่อใด จึ่งออกค้นหาพาช้างกลับมายังบ้าน" (ให้ดูยัสติเนียมเล่ม ๒ หมวด ๑ ข้อ ๑๖ แลสมุดของโสมพิมพ์ที่ ๓ หน้า ๓๑๗ เรื่องเตรี่ลิคตี่โอ)
รพีพัฒนศักดิ์
(จากคำพิพากษากรรมการฎีกาบางเรื่อง หน้า ๕๐-๕๖)
หมายเหตุ ในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ คำว่า เพริด [เพฺริด] แปลว่า ก. กระเจิดกระเจิง, เตลิดไป, เช่น วัวเพริด ใจเพริด.
อ้างอิงที่มา : Turkjung Law