"การวินิจฉัยต้องชั่งประโยชน์ส่วนได้เสียของทั้งสองฝ่ายด้วยกันกล่าวคือ ถ้าความเสียหายและความเดือนร้อนของฝ่ายหนึ่งจะได้รับจนเกินควร เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินของเขาผู้เดือนร้อนนั้นแล้ว ยังจะทำให้เขาได้รับความเดือนรำคาญเกินกว่าปกติที่วิญญูชนในฐานะเช่นเดียวกันนั้นจะพึงตั้งขันติอุเบกขาให้ได้แล้ว จึงจะนับว่าเป็นความเดือนร้อนรำคาญอันจะมีผลเรียกร้องให้ปฏิบัติการกันได้ตามที่ ม.๑๓๗๗ บัญญัติไว้นั้น ถ้าความเดือนร้อนรำคาญเป็นปกติสำหรับสภาพตำแหน่งแห่งที่อยู่นั้นแล้ว ก็ต้องยอมทนเอาดังที่คนทั้งหลายในท้องถิ่นทำเลนั้นเขาทนกันได้ คนที่ไปปลูกบ้านอยู่ในทำเลถิ่นที่เขาตั้งโรงสีทำการค้าขาย จะหวังวิเวกปลอดจากเสียงและความกระเทือนใด ๆ อันเป็นประจำสำหรับท้องถิ่นเช่นนั้นเสียเลยทีเดียวไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับผู้ที่มีบ้านอยู่ข้างถนนหลวงจะเที่ยวห้ามการจราจรผู้คนยวดยานมิให้ทำเสียงอึกทึกนั้นไม่ได้ ใครรักความสงบก็ควรไปอยู่ในที่สงบ ถ้ามาอยู่ในที่อึกทึกจอแจซึ่งคนทั้งหลายในท้องถิ่นนั้นเขาพอจะทนกันได้เท่าขนาดเพียงใดก็ต้องทนเอาเท่าขนาดเพียงนั้น หลักในเรื่องความเดือนร้อนรำคาญ ท่านจึงถือเอาหลักตามสภาพตำแหน่งที่ประกอบด้วยขันติคุณของวิญญูชนในท้องถิ่นทำเลนั้น จะเอาความต้องการในวิเวกของคนเส้นประสาทเสีย หรือความพิถีพิถันของผู้ดีแปดสาแหรกมาวัดระดับแห่งความเดือนร้อนรำคาญอันจะมีผลตามกฎหมายหาได้ไม่ บังคับเคร่งครัดเกินไปผลร้ายจะมีเท่ากับผลดีที่หวังจะได้ ใครรู้สึกหงุดหงินรำคาญไม่ว่าแค่ไหนเท่าใด ก็มาขอห้ามเรียกค่าเสียหายกันได้ ที่ไหนจะมีใครกล้าตั้งโรงงานใช้เครื่องจักร์ประกอบอุตสาหกรรม ไม่ได้การอาชีพเช่นนี้บ้านเมืองก็ไปไหนกับเขาไม่ได้ ตามเขาไม่ทันนับวันแต่จะถอยหลัง"
(ศาสตราจารย์ มรว.เสนีย์ ปราโมช : หมายเหตุท้ายฎีกาที่ ๕๐๑/๒๔๘๗ : หนังสือรวมหมายเหตุท้ายคำพิพากษาฎีกากฎหมายลักษณะละเมิด รวบรวมโดย ดร.เขมภูมิ ภูมิถาวร)
อ้างอิงที่มา : Turkjung Law