การจัดตั้งศาลหัวเมืองในมณฑลพายัพ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ แต่ได้รวบรวมกิจการศาลทั้งมวลในกรุงเทพฯ มาขึ้นอยู่กับ กระทรวงยุติธรรมเพียงแห่งเดียวก่อน ครั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มปรับปรุงกิจการศาลหัวเมืองตามพระธรรมนูญศาลหัวเมืองในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ และแต่งตั้งข้าหลวงพิเศษ จัดการศาลหัวเมืองออกไปควบคุมดูแลในปีต่อมา ก่อนการปรับปรุง กิจการศาลหัวเมือง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดระเบียบการปกครอง หัวเมืองใหม่ โดยรวบรวมหัวเมือง ชั้นนอก จัดเป็นมณฑล จังหวัดเชียงใหม่ขณะนั้นมีชื่อเรียกว่านครเชียงใหม่รวมอยู่ในหัวเมืองลานนาไทย ประกอบด้วยเมืองนครลำปาง เมืองนครลำพูน เมืองนครน่าน เมืองแพร่ และเมืองเถิน จนตั้งเป็นมณฑล เรียกว่า มณฑลลาวเฉียง ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงชื่อเรียกว่า มณฑลตะวันตกเฉียงเหนือและมณฑลพายัพตามลำดับ และตั้งกองบัญชาการมณฑลอยู่ที่นครเชียงใหม่ การจัดราชการศาลมณฑลพายัพเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ โดยพระยา ทรงสุรเดช ข้าหลวงใหญ่รักษาราชการมณฑลรวบรวมศาล ๖ ศาลในหน่วยงานของยุติธรรม มหาดไทย วัง คลัง นา และทหารมารวมอยู่ในศาลยุติธรรมแห่งเดียว แล้วแต่งตั้งเจ้าบูรีรัตน์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษา กับตั้งศาลอุทธรณ์รับความอุทธรณ์จากศาลต่าง ๆ ในมณฑลพายัพ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหลวงจรรยายุตกฤตย์ (จำนงค์ อมาตยกุล) เป็นอธิบดีผู้พิพากษาและเป็นข้าหลวงพิเศษจัดการศาลในมณฑลบูรพา เมื่อแรกจัดการศาลใน นครเชียงใหม่นั้น ต้องประสบปัญหาขัดข้องจากผู้ปกครอง ในระบบเก่า ซึ่งต่างไม่พอใจสภาพที่ตนเองถูกริดรอนอำนาจในการพิจารณาตัดสินคดี หลวงจรรยายุตกฤตย์ได้แก้ปัญหาโดยใช้วิธีตั้งชาวเมือง เป็นต้นว่า เจ้าบูรีรัตน์ พระยาจ่าบ้าน พระยาสำภาวะ และพระยามูนินทะเสน ขึ้นเป็น ผู้พิพากษาช่วยพิจารณาสะสางคดีความเก่าที่คั่งค้างอยู่ ทั้งที่ผู้พิพากษาเหล่านี้ไม่มีความรู้ใน ตัวบทกฎหมาย เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งและทำให้เกิดความคล่องตัว ในการติดต่อราชการ จนกระทั่งมีการแต่งตั้งผู้พิพากษาจากกรุงเทพฯ ขึ้นไป และเปิดทำการพิจารณาพิพากษาคดี เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ต่อมาในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ปีเดียวกัน เจ้าอุปราชเมืองเชียงใหม่ได้มีหนังสือถึงหลวงจรรยายุตกฤตย์และพระยานริศรราชกิจ ข้าหลวงรักษาราชการมณฑล ขอแยกศาลกลับไปสังกัดตามแบบเดิม หลวงจรรยายุตกฤตย์ทูลรายงานเรื่องนี้ มายังพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งไม่โปรดให้ ข้าราชการมีเรื่องขัดแย้งกับชาวเมือง กระทรวงมหาดไทยจึงได้ส่งพระยาศรีสหเทพ ปลัดทูลฉลอง กระทรวงมหาดไทย ขึ้นไปดำเนินการ เป็นที่เรียบร้อยจากนั้น หลวงจรรยายุตกฤตย์ได้มีโทรเลขทูเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมว่า ขอประทานอนุญาตกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับพระยาศรีสหเทพเพื่อคัดเลือกหา ตัวบุคคล ไปเป็นผู้พิพากษาศาลในมณฑลพายัพซึ่งจะตั้งขึ้น จำนวน ๖ ศาล ต่อมากระทรวงมหาดไทยจึงได้ออกกฏเสนาบดีเป็นข้อบังคับสำหรับปกครองมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ ลงวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๓ กำหนดให้มีข้าหลวงใหญ่ทำหน้าที่ตรวจและจัดราชการในมณฑลต่างพระเนตรพระกรรณ และเป็นข้าหลวงพิเศษจัดการศาล ยุติธรรมร่วมกับข้าหลวงยุติธรรมซึ่งดำรงตำแหน่งข้าหลวงพิเศษ จัดการศาลยุติธรรม โดยข้าหลวงยุติธรรมมีหน้าที่จัดการวางระเบียบข้อบังคับสำหรับศาลต่าง ๆ ในมณฑลพิจารณาพิพากษาคดีความที่เกินกว่าอำนาจศาลเมืองจะพิจารณาได้ในช่วงที่ยังไม่ได้ จัดตั้งศาลมณฑล พิจารณาพิพากษาความอุทธรณ์และมีอำนาจตั้งผู้พิพากษาทำการในระหว่างที่ยังไม่ได้รับตราจากเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมในระยะเวลาไม่เกิน ๖ เดือน และต่อมาได้เพิ่มอำนาจ ให้ข้าหลวงใหญ่ และข้าหลวงยุติธรรมในมณฑลพายัพมีอำนาจในการออกกฎหมายได้โดยไม่ฝ่าฝืนพระราชกำหนดและขัดต่อสัญญาไมตรีระหว่างประเทศโดย ได้รับพระบรมราชานุญาตก่อน หรือหลังจากออกกฎหมายแล้ว ๖ เดือน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ทั้งนี้ เนื่องจากมณฑลพายัพตั้งอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ และราชการบางอย่างจำเป็นต้องมี กฎข้อบังคับใช้เป็นระเบียบให้ทันเวลา กระทรวงยุติธรรมจึงออกกฎเสนาบดี ที่ ๙/๑๑๙ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ กำหนดอำนาจหน้าที่ของข้าหลวงใหญ่ ข้าหลวงยุติธรรม และอธิบดีผู้พิพากษา เกี่ยวกับกิจการศาลในมณฑลพายัพไว้ว่า “..…ให้ข้าหลวงใหญ่และอธิบดีผู้พิพากษา มีอำนาจออกกฎหมายแลกะที่ตั้งศาล จำนวนศาล อำนาจศาลในมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ…..” และ “…..ถ้าข้าหลวงใหญ่กับข้าหลวงยุติธรรมเห็นพร้อมกันว่าในมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ ควรจะตั้งศาลที่ใด จะควรมีกี่ศาล แลควรจะมีอำนาจเพียงใด แล้วให้ตั้งศาล กะจำนวนศาล แลวางอำนาจศาล ได้ตามสมควรแก่พระราชกำหนดกฎหมาย” กิจการศาลในมณฑลพายัพคงจะดำเนินเรื่องมาตามอำนาจหน้าที่ของข้าหลวงพิเศษจัดการศาลยุติธรรมดังกล่าว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้แยกมณฑลพายัพออกเป็น ๒ มณฑล ตามประกาศเลิกมณฑลเพชรบูรณ์เข้าเป็นเมืองในมณฑลพิษณุโลกและ แยกมณฑลพายัพ เป็นมณฑลมหาราษฎร์และมณฑลพายัพ รวมเรียกว่า มณฑลภาคพายัพ มีตำแหน่งอุปราชเป็นผู้ตรวจกำกับราชการ ลงวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยแบ่งเนื้อที่ในมณฑลพายัพเดิม คือ เมืองนครน่าน เมืองนครลำปาง และเมืองแพร่ ตั้งขึ้นเป็นมณฑล มหาราษฎร์ โดยตั้งศาลารัฐบาลที่เมืองแพร่ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มหาอำมาตย์ตรีพระยาเพชรรัตน์สงคราม เป็นสมุหเทศาภิบาลและ ให้มหาอำมาตย์โทเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ เป็นตำแหน่งอุปราช ผู้ตรวจตรากำกับราชการ ต่อมาจึงมีประกาศแก้พระธรรมนูญข้าหลวงพิเศษและตั้งศาลมณฑลพายัพและศาลมณฑลมหาราษฎร์ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ให้ “ตั้งศาลมณฑลพายัพขึ้นที่เมืองเชียงใหม่ มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบังคับอรรถคดีแพ่งกรณีอาณาครอบไปทั่วอาณาเขต เมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำพูน เมืองเชียงราย แลเมืองแม่ฮ่องสอน มีอธิบดีแลคณะผู้พิพากษารับผิดชอบบังคับราชการศาลมณฑลพายัพ…..” และให้ยกเลิกตำแหน่งข้าหลวงพิเศษประจำมณฑล ตั้งตำแหน่ง “ข้าหลวงพิเศษศาลยุติธรรม” ขึ้นแทน มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีและตรวจตราระเบียบราชการศาลได้ทั่วราชอาณาจักร ศาลมณฑลพายัพที่ตั้งอยู่จังหวัดเชียงใหม่เปิดทำการตลอดมา จึงถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ กำหนดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคแบ่งเป็นจังหวัดและอำเภอ ยกเลิกการปกครองแบบมณฑล ดังนั้นพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๔๗๖ ลงวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงระบุให้ “เลิกศาลมณฑลและให้ศาลมณฑลแต่เดิมมีฐานะเป็นศาลจังหวัดกับให้ยุบตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑล” และ “ให้มีข้าหลวงยุติธรรม มีอำนาจเหมือนอธิบดีผู้พิพากษา…..” ศาลมณฑลพายัพจึงเปลี่ยนฐานะเป็นศาลจังหวัดเชียงใหม่มาจนปัจจุบัน อ้างอิงที่มา : http://www.museum.coj.go.th/malao/payapcourt.html