ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.แพ่ง ภาค3 อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ เนติฯ สมัยที่ 71
คำพิพากษาฎีกาที่ 5379/2559 คดีเดิมเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้ขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพร้อมเรียกค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าเดือนละ 1,500 บาท จำเลยไม่ยื่นคำให้การ คดีของโจทก์จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท โจทก์และจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 วรรคสอง เมื่อคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษว่าไม่ใช่บริวารของจำเลย จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการบังคับผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยผู้ถูกฟ้องขับไล่ในชั้นบังคับคดีอันเป็นสาขาของคดีเดิม จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 วรรคสอง ด้วยเช่นกัน ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องได้ 3 ปาก แล้วมีคำสั่งงดไต่สวนพยานผู้ร้องแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตาม ป.วิ.พ.มาตรา 296 จัตวา(3) และมีคำสั่งให้ยกคำร้องเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินคดีของศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วมีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
แม้คู่ความไม่ได้ฎีกาขึ้นมา เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรแล้วย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องเสียได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247(เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ขณะยื่นฟ้อง และกรณีเช่นนี้จำเลยย่อมไม่มีสิทธิฎีกาข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวต่อมาด้วย
คำพิพากษาฎีกาที่ 4305/2559 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยนำดินเข้าไปถมอันเป็นการรบกวนการครอบครองโดยปกติสุข ขอให้จำเลยขนย้ายออกกับให้ชำระค่าเสียหายปีละ 50,000 บาท จำเลยให้การฟ้องแย้งว่า ค. ซึ่งเป็นภริยาจำเลยและเป็นเจ้าของที่ดินใช้ให้จำเลยเข้าไปปรับหน้าดิน ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดิน จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าที่ดินเป็นของจำเลย จึงมิได้พิพาทกันเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครองในที่ดิน แม้จำเลยจะแถลงการณ์ต่อศาลว่าจำเลยกับ ค. ซื้อที่ดินมาในขณะอยู่กินฉันสามีภริยาก็เป็นเรื่องนอกเหนือคำให้การ และแม้คู่ความจะแถลงศาลว่าที่ดินมีราคา 200,000 บาท ก็ไม่ทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดิน จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 224 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายดินออกไปและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 2,000 บาท โจทก์ไม่อุทธรณ์ ที่ดินพิพาทจึงอาจให้เช่าได้ ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่าที่ดินเป็นของ ค. เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 224 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2561 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่โดยวินิจฉัยว่า “เห็นว่าฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ซึ่งคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156/1 วรรคสี่ ซึ่งเป็นบทมาตราที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะจึงไม่อาจขออนุญาตฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247”
สรุป กรณีตามมาตรา 236 วรรคแรก ก็เป็นบทมาตราที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะเช่นเดียวกับมาตรา 156/1 วรรคสี่ ดังนั้น ถ้าศาลอุทธรณ์สั่งเกี่ยวกับสองมาตราดังกล่าวแล้วจึงไม่อาจขออนุญาตฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4418/2556 ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 224 ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 และได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งในครั้งแรก และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ โดยให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีจากสารบบของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 224 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ให้รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ในครั้งแรก เป็นการสั่งไปโดยผิดหลง ไม่มีผลตามกฎหมายและไม่เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีเพิ่มความแพ่งมาตรา 236 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนและมีคำสั่งให้แก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง ตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 ซึ่งการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 โดยให้บังคับ ตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ มีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงชอบแล้ว และมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ
สรุป คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้รับอุทธรณ์หรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ที่ยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นให้ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้รับอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด แม้จะปรากฏว่าผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกินกำหนดสิบห้าวันก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุด จะฎีกาต่อไปไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4764/2560 จำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นฎีกา มีใจความว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียม และให้ชำระค่าธรรมเนียมภายใน 7 วัน จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์แล้วเห็นว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นจากกำหนด 7 วัน นับแต่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 156/1 วรรคท้าย จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นสั่งชอบแล้ว ให้ยกคำร้องที่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมภายใน 15 วันจำเลยฎีกา มีปัญหาว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง หรือไม่คำร้องขอยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างคดีมีทุนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นพร้อมฎีกา มีใจความว่า “ฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย จึงขอยกเว้นการชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์” คำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นคำร้องขออนุญาตเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มิใช่การยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 และ มาตรา 156 การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นในกรณีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 156/1 ที่จะต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายใน 7 วัน แต่เป็นการอุทธรณ์ที่อยู่ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 229 ที่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 1 เดือน การที่ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยให้เหตุผลทำนองเดียวกัน จึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่หากศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมส่งผลให้จำเลยที่ 1 ได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่พิพาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6363/2560 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ว่ารับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์สำเนาให้จำเลยที่สองผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาและเจ้าพนักงานบังคับคดีแก้ภายใน 15 วัน ให้โจทก์นำส่งภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 3 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ซึ่งผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา มีผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ปรากฏว่าศาลออกหมายและส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 เท่านั้น โดยไม่ได้ออกหมายและส่งสำเนาอุทธรณ์คำสั่งแก่ผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 235 เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปโดยไม่มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นแก้ไขให้ถูกต้องถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฎิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาจึงต้องยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสียตามมาตรา 247 (เดิม) ประกอบมาตรา 243 (2)
สรุป กรณีศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ หรือว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ก็ถือว่าคดีนั้นอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์แต่เมื่อนั้น เพราะฉะนั้นในกรณีผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นในการดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไป หลังจากรับอุทธรณ์แล้วถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะสั่งจำหน่ายก็เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ได้เลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7629/2560 จำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกา ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งต้องกระทำโดยการยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยให้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5971/2544 คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วน คิดเป็นเงิน 279,632 บาท ดังนี้ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดิน 4 ส่วน ที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 279,632 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2494 ครั้ง |