ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.แพ่ง ภาค2 อ.จรรยา จิระเรืองรัตนา (อ.ออกสอบ เนติฯ สมัยที่ 71)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3246/2560 ฎีกาเรื่องนี้เป็นฎีกาที่จำเลยขอหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามมาตรา 57(3) และจำเลยร่วมจะต้องมีหน้าที่ยื่นคำให้การตามมาตรา 177 วรรคท้าย เมื่อจำเลยร่วมถูกหมายเรียกเข้ามาแล้วไม่ไม่ยื่นคำให้การ ก็ถือว่าจำเลยร่วมตกเป็นผู้ขาดนัดยื่นคำให้การ ซึ่งฎีกาดังกล่าวนี้ได้ระบุคำวินิจฉัยเอาไว้เลยว่า ถ้าเป็น กรณีจำเลยขอหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมแล้ว ในกรณีนี้โจทก์ไม่ต้องยื่นคำขอ เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นคนขอหมายเรียกและโจทก์ก็ไม่ได้เป็นคนฟ้องจำเลยร่วมด้วย และศาลก็ไม่สามารถจำหน่ายคดีออกจากสารบบความได้ ก็คือศาลสามารถตัดสินจำเลยร่วมที่ขาดนัดยื่นคำให้การได้ ทำให้การที่ศาลไม่จำหน่ายคดีนี้ก็ชอบแล้ว จะไปจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ไม่ได้ขอตามมาตรา 198 วรรคหนึ่งไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นคนขอหมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม และโจทก์ก็ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมด้วย เพราะฉะนั้นโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอ ตามมาตรา 198 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาฎีกาที่ 3246/2560 ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด และวรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์มิให้โจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีของตนภายในเวลาที่กำหนด แต่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 198 วรรคสอง หรือไม่ ก็อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเท่านั้น ไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วม แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี เนื่องจากจำเลยร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท ส. เช่นเดียวกัน หากศาลพิจารณาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยที่ 2 และที่ 3 อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจำเลยร่วมผู้เป็นกรรมการด้วยกัน ซึ่งโจทก์ไม่คัดค้านคำร้องดังกล่าว ศาลจึงให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี แต่เมื่อจำเลยร่วมได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยร่วมมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือว่าจำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ ตามมาตรา 197 แม้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอตามมาตรา 198 วรรคสอง ก็ตาม แต่โจทก์ดำเนินคดีในส่วนของตนต่อมา ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น หากจะต้องรับผิดต่อบริษัท ส. หรือแพ้คดี ก็ประสงค์ให้คำพิพากษาผูกพันจำเลยร่วมให้ต้องร่วมรับผิดในฐานะที่เป็นกรรมการด้วยกัน กรณีเช่นนี้ถือว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลจะดำเนินคดีในส่วนของจำเลยร่วมไปพร้อมกับจำเลยคนอื่นๆ การที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยร่วมถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจตามสมควร
คำพิพากษาฎีกาที่ 5462/2536 การที่จำเลยไม่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 198 วรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์มิให้จำเลย (โจทก์ฟ้องแย้ง) ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีของตนภายในเวลาที่กำหนด แต่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่อยู่ในดุลพินิจ ดังนั้นตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาจำเลยก็อาจยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้ ศาลมีคำสั่งไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์เนื่องจากยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การ ซึ่งมีผลเท่ากับว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แม้จำเลยจะไม่ได้ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แต่หลังจากศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานกำหนดวันนัดสืบพยานแล้วจำเลยก็ได้มาดำเนินกระบวนพิจารณาตามนัดทุกครั้ง ซึ่งถือว่าจำเลยได้แสดงให้เห็นถึงความประสงค์ในการดำเนินคดีต่อไปแล้ว ทั้งศาลก็ได้ทำการสืบพยานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้จนเสร็จการพิจารณาคดี และนัดฟังคำพิพากษาแล้วจึงไม่ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีฟ้องแย้งของจำเลยและแก้ประเด็นข้อพิพาทใหม่
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1216 ครั้ง |