ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.แพ่ง ภาค3 อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร (ภาคทบทวน) เนติฯ สมัยที่ 71
คำพิพากษาฎีกาที่ 9913/2560 คดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์แม้โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยและบริวารยังอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่การอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทของจำเลยภายหลังครบกำหนดสัญญาเช่าเป็นผลต่อเนื่องมาจากการอยู่โดยสัญญาเช่าการพิจารณาว่าคดีนี้ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสองหรือไม่ ต้องถืออัตราค่าเช่าตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันก่อนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาคือเดือนละ 600 บาท แม้โจทก์กล่าวมาในคำฟ้องว่าหากโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 13,000 บาทและโจทก์ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณในการเรียกค่าเสียหายรายเดือนนับแต่วันฟ้อง แต่โจทก์ไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้แยกต่างหากจากการฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร สิทธิในการอุทธรณ์ของจำเลย ยังต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 224 วรรคสองศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 115,000 บาท เกินกว่า 50,000 บาท เป็นทุนทรัพย์พิพาทของคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์เป็นค่าเสียหายอันเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ ย่อมไม่อาจนำมาคิดคำนวณเป็นทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของคดีฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพาณิชย์ได้ คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคสอง
ส่วนคำว่า “อาจให้เช่า” เราจะใช้ในกรณีที่ไม่ใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการเช่า โดยใช้ในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกหรือผู้อาศัยซึ่งไม่มีค่าเช่า เพราะฉะนั้นจะต้องคำนวณเองว่าโจทก์เสียหายจากการบุกรุกหรือจากการอาศัยถ้านำไปให้ผู้อื่นเช่าแล้วอาจจะได้รับค่าเช่าเท่าไหร่ กรณีนี้เราจึงเรียกว่าอาจให้เช่า โดยในเรื่องนี้เราจะต้องดูคำพิพากษาของศาลเป็นหลัก หากศาลกำหนดให้ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ต้องถือว่าคดีนี้อาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และถ้าถามว่าโจทก์จะอุทธรณ์โดยขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเช่าเพิ่มเติมให้ได้หรือไม่
กรณีนี้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 2224/2557 วินิจฉัยไว้ดังนี้ เดิมคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองให้ออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วลวดหนาม ทั้ง 3 ด้าน ตลอดจนขนย้ายวัสดุที่รื้อถอนออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย เดือนละ 2,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนเรื่องการบังคับคดี แต่ยังคงพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาเฉพาะประเด็นเรื่องค่าเสียหาย ข้อเท็จจริงเป็นอันฟังยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินพิพาท ดังนั้นในชั้นฎีกาจึงไม่มีประเด็นที่พิพาทกันในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงย่อมมิใช่เป็นคดีมีทุนทรัพย์ เพราะการที่จะพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับประเด็นที่คู่ความยกขึ้นโต้เถียงกันในแต่ละชั้นศาล กรณีจึงถือเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีอันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคสอง (เดิม) ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าที่ดินพิพาทโจทก์ได้ทำการขุดตักทรายต่ำกว่าสภาพที่ดินพิพาทเดิมมากไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หรือนำออกให้เช่าได้ การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันฟ้อง จึงไม่เหมาะสมและค่าเสียหายควรจะเป็นพับแก่โจทก์นั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2554 โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าตามฟ้อง เมื่อสินค้าเกิดความเสียหายหรือสูญหายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์ย่อมต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตามหนังสือรับช่วงสิทธิที่ผู้เอาประกันภัยออกให้แก่โจทก์มีข้อความว่า ผู้เอาประกันภัยได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ และตกลงโอนสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากความเสียหายและสูญหายของสินค้าตามฟ้องให้แก่โจทก์ ย่อมฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายและสูญหายของสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าเสียหายจากความเสียหายและสูญหายของสินค้าที่รับประกันภัยไว้โดยผลของกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้
ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้องหรือไม่ นั้น ในส่วนของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุและจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการค้าขายสินค้าเกษตรกรรม ทั้งคนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุก็มิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการรับขนของเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ นอกจากเอกสารซึ่งระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ประเภทรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ทั้งมิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้อง ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ท. ผู้จัดการของจำเลยที่ 2 พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความรับว่า รับขนสินค้าตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้รับการติดต่อจากจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับขนส่งสินค้าตามฟ้องให้ไปร่วมขนส่งสินค้า แต่ ท. อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีรถไปบรรทุกสินค้าจึงสอบถาม อ. โดย อ.ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 อ. จึงไปติดต่อนำรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 มารับขนสินค้า คนขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุก็ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับการรับขนสินค้าตามฟ้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เองว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเหตุแล้วได้นำรถยนต์บรรทุกอีกคันหนึ่งมาแบ่งขนสินค้าไปส่งยังคลังสินค้าของผู้เอาประกันภัย ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการขนส่งสินค้ารายนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องรับผิดชอบจัดหารถไปช่วยขนสินค้าไปยังที่หมายปลายทางตามสัญญาว่าจ้าง ทั้ง ท. เบิกความรับว่า หลังเกิดเหตุแล้วจำเลยร่วมได้ชำระค่าว่าจ้างขนส่งให้แก่จำเลยที่ 2 อีกด้วย จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการรับขนส่งเพื่อทางการค้าเป็นปกติ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้อง เมื่อสินค้าที่รับขนเกิดความเสียหายสูญหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายหรือสูญหายดังกล่าว จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย
โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมรับผิดกับจำเลยร่วมอย่างลูกหนี้ร่วมจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ทั้งที่โจทก์ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้โจทก์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2196 ครั้ง |