ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิชา กฎหมายล้มละลาย อ.กนก จุลมนต์ (ภาคค่ำ) เนติฯ สมัยที่ 71 | สกัดหลัก-คำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ (เอกสารเตรียมสอบ 3 สนาม) ที่ LawSiam.com :- อัพเดท
ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่ม วิ.แพ่ง >> รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* ล้มละลาย
|
|
ชื่อข้อมูล : |
ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิชา กฎหมายล้มละลาย อ.กนก จุลมนต์ (ภาคค่ำ) เนติฯ สมัยที่ 71 |
| หมวด : |
รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* ล้มละลาย |
| สิทธิใช้งาน : |
สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) กลุ่มที่ 11, 12, 14 ,16 ,17 ,18 กลุ่มรวม (ใช้งานทั้งหมด) อ่านรายละเอียด |
| ขนาด : |
ไม่ระบุ |
| |
|
| |
|
|
กลุ่มเตรียมสอบ 3 สนาม (กฎหมายวิ.แพ่ง และ กฎหมายพิเศษ อื่นๆ)
|
| รายละเอียดเบื้องต้น |
ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิชา กฎหมายล้มละลาย อ.กนก จุลมนต์ (ภาคค่ำ) เนติฯ สมัยที่ 71
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2559 คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และขอให้พิพากษาเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2543 ภายหลังจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จำเลยทำสัญญาซื้อห้องชุดเลขที่ 13/83 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดซิตี้ทาวเวอร์คอนโดมิเนี่ยม จากผู้คัดค้านที่ 2 และทำสัญญากู้เงินจากธนาคารดีบีเอส ไทนทนุ จำกัด (มหาชน) พร้อมจดทะเบียนจำนองห้องชุดดังกล่าว จำเลยผ่อนชำระหนี้รวม 8 งวด เป็นเงิน 33,220 บาท แก่ธนาคารดีบีเอส ไทนทนุ จำกัด (มหาชน) ซึ่งการทำนิติกรรมของจำเลยดังกล่าวต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วันที่ 25 สิงหาคม 2547 ธนาคารดีบีเอส ไทนทนุ จำกัด (มหาชน) ได้รวบกิจการและจดทะเบียนแปรสภาพเป็นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และต่อมาธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โอนขายสิทธิจำนองในทรัพย์ดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ขอให้มีคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายห้องชุดเลขที่ 13/83 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดซิตี้ทาวเวอร์คอนโดมิเนี่ยม ระหว่างผู้คัดค้านที่ 2 กับจำเลย การจดทะเบียนจำนองทรัพย์ดังกล่าวระหว่างจำเลยเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 โดยเพิกถอนชื่อจำเลยมาเป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 2 และเพิกถอนชื่อจำเลยผู้จำนองกับผู้คัดค้านที่ 1 ออกจากการจดทะเบียนห้องชุดดังกล่าว กับให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินจำนวน 33,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง
ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ปล่อยสินเชื่อให้จำเลยในการซื้อและรับจดทะเบียนจำนองห้องชุดเพราะไม่ทราบว่าจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่เกิดจากการฉ้อฉลของจำเลย ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) รับเงินจำนวน 33,220 บาท จากจำเลยก่อนที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะรับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้ผู้ร้อง เมื่อการทำนิติกรรมสัญญาของจำเลยเป็นโมฆะ ทำให้ต่างฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินกู้จากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) แต่มีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 390,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ควบกิจการของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านที่ 1 เคยยื่นคำร้องต่อผู้ร้องขอให้คืนเงินที่จำเลยกู้ยืมแต่ผู้ร้องมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 1 ติดตามทวงถามจากผู้คัดค้านที่ 2 อันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ผู้ร้อง และผู้ร้องในฐานะที่จัดการทรัพย์สินของจำเลยมีหน้าที่ติดตามนำเงินคืนผู้คัดค้านที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) ขอให้ยกคำร้อง และให้ผู้ร้องคืนเงินจำนวน 390,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ก่อนมีคำสั่งให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากสารบัญการจดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 13/83 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดซิตี้ทาวเวอร์คอนโดมิเนี่ยม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้คัดค้านที่ 1
ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ยื่นคำคัดค้าน
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินละสัญญาจำนองระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 เพิกถอนรายการจดทะเบียนในสารบัญหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 13/83 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดซิตี้ทาวเวอร์คอนโดมิเนี่ยม โดยเปลี่ยนชื่อจำเลยกลับมาเป็นชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เพิกถอนชื่อจำเลยและธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ออกจากสารบัญ ยกคำขอในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงินจำนวน 33,220 บาท และยกคำขอของผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 และพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2543 จำเลยทำสัญญาซื้อห้องชุดเลขที่ 13/83 ชั้นที่ 6 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุดซิตี้ทาวเวอร์คอนโดมิเนียม ตำบลบางปลาสร้อย (บ้านสวน) อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี จากผู้คัดค้านที่ 2 และในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน จำนวน 390,000 บาท จากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) พร้อมจดทะเบียนห้องชุดดังกล่าวเป็นประกันหนี้ ตามสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อ.ช. 2 ) สัญญากู้เงิน หนังสือสัญญาจำนองห้องชุดเป็นประกันเอกสารหมาย ร. 2 ถึง ร.5 จำเลยชำระเงินแก่ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) จำนวน 33,220 บาท ตามสำเนาการชำระเงินเอกสารหมาย ร. 6 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2547 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รับโอนกิจการของธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเอกสารหมาย ร.7 และ ร. 8 นิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 และนิติกรรมการทำสัญญากู้ยืมเงินพร้อมการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) เป็นโมฆะ
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 มีว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยต้องคืนเงินจำนวน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยทำนิติกรรมซื้อห้องชุดและทำสัญญากู้ยืมเงินพร้อมจดทะเบียนจำนองกับผู้คัดค้านทั้งสองหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินกู้ ต้องคืนเงินกู้ที่ได้รับจำนวน 390,000 บาท ให้แก่ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ผู้ร้องในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยจึงมีหน้าที่คืนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับควบรวมกิจการกับธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ จำกัด (มหาชน) โดยการทวงถามหรือฟ้องร้องให้ผู้คัดค้านที่ 2 คืนเงินที่ได้จากการขายห้องชุดให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อหนี้เงินกู้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกร้องเกิดขึ้นภายหลังที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว จึงมิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้หากมีหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดคืนเงินกู้ให้แก้ผู้คัดค้านที่ 1 อันถือเป็นการละเมิดต่อผู้คัดค้านที่ 1 ก็จักต้องดำเนินคดีแก่จำเลยเองโดยตรง ไม่อาจเรียกร้องให้ผู้ร้องทวงถามหรือฟ้องร้องผู้คัดค้านที่ 2 แทนได้ นอกจากนี้การยื่นคำร้องคดีนี้เป็นเพียงวิธีการที่ผู้ร้องใช้อำนาจเก็บรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (2) เพื่อประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายมิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในอันที่จะนำข้อพิพาทอื่นของตนมาเรียกร้องติดตามเอาเงินที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมคืน ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่อาจมีคำขอให้ผู้ร้องคืนเงินแก่ผู้คัดค้านที่ 1 มาในคำคัดค้านคำร้องของผู้ร้องในคดีล้มละลายนี้ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำขอของผู้คัดค้านที่ 1 โดยเห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
คำพิพากษาฎีกาที่ 5676/2560 ปิดคอร์ส* โจทก์มีเพียงทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่จำนองไว้เป็นประกันหนี้โจทก์จึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่โจทก์ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 10 ส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์มิได้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันจึงไม่ต้องปฏิบัติตามบทมาตราดังกล่าว หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ล้มละลายเป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว แม้จะยังมิได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก็ไม่อาจทำให้หนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้วกลับกลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน มูลหนี้ตามคำพิพากษา
ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันรับผิดชำระหนี้จำเลยแต่ละคนซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งต้องร่วมกันรับผิด จนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงและขณะเดียวกันโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคนใดคนหนึ่งหรือลูกหนี้ร่วมอื่นชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 291 เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 กับพวกต้องรับผิดยังมิได้ชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะลูกหนี้ร่วมชำระหนี้ ทั้งหมดแก่โจทก์ได้แม้โจทก์ไม่ฟ้องจำเลยร่วมอื่นในคดีแพ่งให้ล้มละลายก็ตาม
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1328 ครั้ง |
| |
|
|
| บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น |
|
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).
|
คำแนะนำ
1. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบเนติฯ กลุ่มที่ 4, 6 และเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 2,3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
2. รองรับการใช้งานหลัก ผ่านคอมพิวเตอร์ (Brower : IE, Chorme, FireFox, Opera) , ระบบ แอนดรอย
3. สำหรับ Iphone/Ipad (safari ที่ติดมานั้น ไม่สามารถดาวโหลดไฟล์ ต้องใช้ App อื่นๆช่วยในการโหลด เช่น video player ,atomic web browser เป็นต้น) อ่านรายละเอียดคลิก!
4. คำแนะนำ วิธีแก้ไขปัญหา Internet Explorer (IE) ของท่านแสดงผลเว็บไซต์ผลไม่สมบูรณ์ คลิกที่นี่
5. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
6. หากประสงค์ใช้งาน หรือแนะนำ/พบปัญหา ติดต่อทีมงานเพื่อแก้ไขปัญหา ได้ ทาง Email ที่ [email protected] (24ชั่วโมง)
(ข้อมูล อัพเดท ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2569)
|
|