รวมประเด็น* คำพิพากษาฎีกาน่าสนใจ พร้อมออกสอบ ทุกสนาม
กลุ่ม ป.วิ.แพ่ง ภาค 1
------------------------
ประเด็นที่น่าสนใจ
จำเลยมอบหมายให้บริษัท จ. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในราชอาณาจักรดำเนินการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินในราชอาณาจักร โจทก์จะฟ้องจำเลยในราชอาณาจักรได้หรือไม่?
คำพิพากษาฎีกาที่ 15126/2557
กรณีที่จะถือว่าถิ่นที่อยู่ของตัวแทนหรือผู้ติดต่อ เป็นภูมิลำเนาเดิมของจำเลยตามมาตรา 3 (2)(ข) จะต้องได้ความว่าผู้นั้นประกอบกิจการของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแทนจำเลย หรือเป็นบุคคลที่เคยติดต่อในการประกอบกิจการของจำเลย ถ้าบุคคลนั้นเพียงแต่เคยติดต่อขอกู้เงินจากสถาบันการเงินในราชอาณาจักรให้แก่จำเลยเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าบุคคลนั้นเป็นตัวแทนในการประกอบกิจการหรือหรือเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการของจำเลย เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรและมูลคดีเกิดนอกราชอาณาจักร โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยต่อศาลโดยอ้างเหตุตาม มาตรา 3 (2)(ข) ได้
คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีด้วยการร้องสอด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) หากผู้ร้องมายื่นคำร้องสอดอีกอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งจะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่?
คำพิพากษาฎีกาที่ 8778/2559
คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องมิใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่อาจเข้าสวมสิทธิบังคับแก่จำเลยได้ให้ยกคำร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำร้องแล้วว่า ผู้ร้องไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) คดีถึงที่สุดแล้ว ผลของคำสั่งย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าผู้ร้องมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีอีกหาได้ไม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุเป็นอย่างเดียวกันว่าผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรวมทั้งหลักประกันแห่งหนี้ในคดีนี้จากโจทก์ ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นร้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10854/2559
คดีแรกจำเลยฟ้องโจทก์ให้รับผิดตามสัญญากู้เงิน จึงมีประเด็นเพียงว่าโจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญากู้เงินหรือไม่ ส่วนคดีหลังโจทก์ฟ้องจำเลยว่าจงใจฟ้องหรือนำสืบในคดีแรกด้วยสัญญากู้เงินปลอมทำให้โจทก์เสียหาย คดีหลังจึงมีประเด็นว่าจำเลยทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ฟ้องโจทก์คดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ
คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีด้วยการร้องสอด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) หากผู้ร้องมายื่นคำร้องสอดอีกอ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งจะเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่?
คำพิพากษาฎีกาที่ 8778/2559
คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องมิใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีไม่อาจเข้าสวมสิทธิบังคับแก่จำเลยได้ให้ยกคำร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามคำร้องแล้วว่า ผู้ร้องไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) คดีถึงที่สุดแล้ว ผลของคำสั่งย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าผู้ร้องมีสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีอีกหาได้ไม่ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุเป็นอย่างเดียวกันว่าผู้ร้องเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อรวมทั้งหลักประกันแห่งหนี้ในคดีนี้จากโจทก์ ผู้ร้องมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นร้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยด้วยเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4085/2559
คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยด้วยเท่านั้น ยังไม่มีผู้ใดเสนอข้อหาต่อศาลโดยการสอดเข้ามาในคดี คำร้องดังกล่าวจึงไม่มีกรณีที่จะเป็นคำฟ้องเคลือบคลุม และเมื่อศาลหมายเรียกจำเลยร่วมทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความในคดีแล้ว หากศาลเห็นว่าจำเลยร่วมจะต้องรับผิดก็ย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือที่ปรากฏในคำฟ้อง
พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 เป็นจำเลยในคดีส่วนอาญาว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์รับอันตรายแก่กายและทรัพย์สินเสียหาย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยร่วมที่ 1 ผู้เดียวเป็นฝ่ายประมาท ในคดีส่วนแพ่งจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมที่ 1 ผู้เดียวทำละเมิดต่อโจทก์
เมื่อพนักงานอัยการฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 เป็นคดีส่วนอาญา อายุความที่โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมที่ 1 เป็นคดีส่วนแพ่งย่อมสะดุดหยุดลง ตาม ป.อ. มาตรา 95 ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง โจทก์ขอหมายเรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในระหว่างคดีส่วนอาญายังไม่ถึงที่สุด ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ
โจทก์รับจ้างขนส่งข้าวสารของห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. โดยมีข้อตกลงว่าหากข้าวสารเกิดความเสียหายโจทก์จะต้องรับผิดชอบ แม้ขณะเกิดเหตุละเมิดข้าวสารจะอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนข้าวสารที่เสียหายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. โจทก์จึงไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิและไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนของข้าวสารที่เสียหายจากจำเลยร่วมทั้งสองผู้ทำละเมิด
คดีก่อนยื่นคำร้องขออ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ต่อมาถูกฟ้องเป็นคดีเป็นจำเลย จึงฟ้องแย้งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง จะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่?
คำพิพากษาฎีกาที่ 3888/2559
คดีก่อนเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองที่ดินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนเองฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 คดีนี้จึงมิใช่คำฟ้องเรื่องเดียวกันหรือเป็นฟ้องซ้อนกับคำร้องขอของจำเลยที่ 2 ในคดีก่อน
ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับ จ. และ น. ให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทและใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากโจทก์ไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ ให้โจทก์ใช้ราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน 2,200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยนั้น แม้จะเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับฟ้องขับไล่ของโจทก์พอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้แต่การที่ศาลจะพิพากษาบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จะต้องพิพากษาว่า จ. และ น. มิใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง อันเป็นการกระทบกระทั่งต่อสิทธิของบุคคลทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ซึ่งศาลไม่อาจบังคับให้ได้ เพราะคำพิพากษาของศาลไม่มีผลผูกพันบุคคลทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไว้พิจารณา ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามมาตรา 142(5)
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2246 ครั้ง |