คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6239/2531
ป.อ. มาตรา 318, 319
ผู้เสียหายอายุ 15 ปีเศษ ไปอยู่กับญาติซึ่งบ้านอยู่ใกล้กันไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้เสียหายทะเลาะกับมารดา หรือมารดานำไปฝากก็ไม่ถือว่าพ้นจากอำนาจปกครองของมารดา การที่ญาติของผู้เสียหายอนุญาตให้ผู้เสียหายไปเอาหม้อยากับจำเลย แล้วจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะสมัครใจยินยอมก็ถือไม่ได้ว่าได้รับความยินยอมเห็นชอบจากมารดาผู้เสียหาย และทำให้กระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของมารดาผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคแรก
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้พรากนางสาวสุราวรรณ ผู้เยาว์อายุ15 ปีเศษไปเสียจากนางแหวนมารดา เพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจด้วย และจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสุราวรรณขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 318 วรรคสามจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 319 วรรคแรก จำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งจำคุก 2 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นางสาวสุราวรรณ แซ่เลี้ยวผู้เสียหายอายุ 15 ปีเศษ อยู่กับนางแหวนมารดา ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2-3 เดือน ผู้เสียหายออกจากบ้านมารดาไปอยู่กับนางสมจิตร หอมจันทร์ ซึ่งเป็นลูกผู้พี่ บ้านอยู่ห่างกันประมาณ1 ป้ายรถเมล์ บ้านจำเลยอยู่หลังบ้านนางสมจิตร จำเลยกับผู้เสียหายเป็นเพื่อนกันเคยไปมาหาสู่กัน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2530เวลา ประมาณ 20 นาฬิกา นางสมจิตร ใช้ให้จำเลยและผู้เสียหายไปเอาหม้อยาที่บ้านหมอปลิว โดยผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานของจำเลย เวลา 21 นาฬิกา ก็พากันกลับ ระหว่างทางกลับมาตามถนนหทัยราษฎร์ เข้าไปตามถนนลูกรังห่างถนนหทัยราษฎร์ประมาณ100 เมตร นั่งคุยกัน แล้วต่อมาจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยความสมัครใจของผู้เสียหาย ปัญหาวินิจฉัยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 315 วรรคแรกหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายมีอายุเพียง 15 ปีเศษ การที่ผู้เสียหายไปอยู่กับนางสมจิตรซึ่งเป็นญาติและบ้านห่างกันเพียง 1 ป้ายรถเมล์ ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้เสียหายทะเลาะกับมารดาหรือมารดานำมาฝากให้อยู่กับนางสมจิตรก็ไม่ถือว่าพ้นจากอำนาจปกครองของมารดา ทั้งการที่ผู้เสียหายเป็นผู้หาเงินเลี้ยงครอบครัว ก็ไม่ทำให้อำนาจปกครองของมารดาที่มีอยู่หมดไปแต่อย่างใด ในคืนเกิดเหตุนางสมจิตรให้ผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานของจำเลยไปเอาหม้อยา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการยินยอมอนุญาตให้พาไป แต่ถือไม่ได้ว่ายินยอมให้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายด้วย การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายขณะที่ผู้เสียหายยังอยู่ในอำนาจปกครองของมารดา จะต้องได้รับความยินยอมจากมารดาเสียก่อน มิฉะนั้นย่อมถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการล่วงอำนาจปกครองของมารดาผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายแม้ผู้เสียหายจะสมัครใจยินยอม ก็ถือไม่ได้ว่าได้รับความยินยอมเห็นชอบจากมารดาผู้เสียหายและทำให้กระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของมารดาผู้เสียหายการกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรกฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ที่มารดาผู้เสียหายให้ผู้เสียหายไปอยู่กับนางสมจิตร และนางสมจิตรให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยตามลำพังในเวลากลางคืน จึงเกิดเหตุขึ้นเมื่อเกิดเหตุแล้ว มารดาผู้เสียหายเรียกค่าเสียหาย 20,000 บาทแต่มารดาจำเลยเห็นว่าผู้เสียหายไปอยู่กับนายเตี้ยแล้วจึงรับจะให้เพียง 4,000 บาท มารดาผู้เสียหายไม่ยอม จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดี ต่อมาผู้เสียหายได้แต่งงานกับนายเตี้ยเมื่อวันที่5 กรกฎาคม 2530 ประกอบกับจำเลยได้ช่วยมารดาประกอบอาชีพ และถูกควบคุมตัวมาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว คงจะได้สำนึกในการกระทำผิดของตน ทั้งจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นคนดี แต่เห็นควรลงโทษปรับจำเลยด้วย"
พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมยังสถานพินิจ และเมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ให้ปรับจำเลย 3,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(ศิลปชัย มัทธุรศ - สง่า ศิลปประสิทธิ์ - ถวิล ทองสว่างรัตน์)
หมายเหตุ
ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นความผิดต่อหญิงที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา ไม่ใช่ความผิดต่อบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหญิงฉะนั้นถ้าหญิงยินยอมให้ชายกระทำชำเรา แม้บิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลจะไม่ยินยอม ชายก็ไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ในทางตรงกันข้าม ถ้าหญิงไม่ยินยอมให้ชายกระทำชำเรา แม้บิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหญิงจะยินยอมเห็นชอบ ชายก็ย่อมมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา
ส่วนความผิดฐานพรากผู้เยาว์เป็นความผิดต่อบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้วแต่กรณี ไม่ใช่ความผิดต่อผู้เยาว์ ฉะนั้นถ้าบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยินยอมให้ผู้เยาว์ไปกับผู้ที่พาไปแม้ผู้เยาว์จะไม่ยินยอม ผู้ที่พาไปก็ไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ในทางตรงกันข้ามถ้าบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลไม่ยินยอมให้ผู้เยาว์ไปกับผู้ที่พาไป แม้ผู้เยาว์จะสมัครใจไปกับผู้ที่พาไปผู้ที่พาไปก็ย่อมมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามมาตรา 318 วรรคสามกระทงหนึ่ง และฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 อีกกระทงหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาลงโทษจำเลยเพียงกระทงเดียว คือฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก ทั้งนี้เพราะแม้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุ 15 ปีเศษแต่ผู้เสียหายก็สมัครใจให้จำเลยกระทำชำเรา จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา
ส่วนความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น แม้ผู้เสียหายจะสมัครใจไปกับจำเลย และสมัครใจให้จำเลยกระทำชำเรา แต่มารดาของผู้เสียหายก็มิได้ยินยอมให้จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร(พาไปกระทำชำเรา) จำเลยจึงมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก
ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ตอนหนึ่งว่า "การกระทำของจำเลยขณะที่ผู้เสียหายยังอยู่ในอำนาจปกครองของมารดา จะต้องได้รับความยินยอมจากมารดาเสียก่อน มิฉะนั้นย่อมถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการล่วงอำนาจปกครองของมารดาผู้เสียหาย" นั้น ศาลฎีกาคงมิได้หมายความว่าการพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราจะต้องได้รับความยินยอมจากมารดาผู้เสียหายเสียก่อน แต่หมายความว่าการพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราโดยมารดาผู้เสียหายไม่รู้เห็นยินยอมนั้น เป็นการล่วงอำนาจปกครองของมารดา เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั่นเอง ซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยปัญหาเช่นนี้ไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วหลายเรื่อง เช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 4465/2530 ผู้เสียหายอายุ 16 ปีเศษยังอาศัยและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดา แม้บิดามารดาจะให้อิสระแก่ผู้เสียหายโดยผู้เสียหายจะไปเที่ยวที่ไหนและกลับเมื่อใด ไม่เคยสนใจสอบถามหรือห้ามปราม ผู้เสียหายก็ยังอยู่ในความปกครองของบิดามารดา การที่จำเลยพบผู้เสียหายที่งานบวชพระและพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราด้วยความสมัครใจของผู้เสียหายย่อมเป็นการล่วงอำนาจปกครองของบิดามารดา จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319
คำพิพากษาฎีกาที่ 1645/2531 แม้ผู้เสียหายจะยอมให้จำเลยร่วมประเวณี แต่การที่จำเลยพาผู้เสียหายอายุไม่เกิน 18 ปีไปเสียจากบิดามารดา ก็เป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองของบิดามารดา และจำเลยอายุ 38 ปี มีภริยาอยู่แล้ว ไม่มีเจตนาจะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยา ดังนี้เป็นการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก
อนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรกนั้น มีปัญหาว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเช่นนี้ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 192 วรรคสองหรือไม่ ปัญหานี้ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาฎีกาที่ 4465/2530เช่นเดียวกันว่า การพรากผู้เยาว์กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไม่ว่าผู้เยาว์จะเต็มใจไปด้วยหรือไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 ศาลย่อมปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 ได้ มิใช่เรื่องข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้อง
ประดิษฐ์ เอกมณี
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 643 ครั้ง |