ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ผู้ครอบครองที่ดินของรัฐ / ทวี ประจวบลาภ
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2533    

   
ป.ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ

 
ป.อ. มาตรา 362, 365

  
   จำเลยบุกรุกเข้าครอบครองที่พิพาทโดยรู้ว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน มีความผิดตามป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96ข้อ 11 ส่วนความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362,365 กฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้นไม่ใช่บทบัญญัติที่จะลงโทษผู้บุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน.

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านอยู่อาศัยในที่ดินสาธารณประโยชน์ "หนองผูกเต่า" อันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เพื่อยึดการครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365(3) ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9, 108 ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 11 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว

 
จำเลยให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 365(3) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 148 ทวิ (ที่ถูก180 ทวิ) ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ซึ่งเปแ็นบทหนัก จำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกรอไว้ 2 ปี ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

 
จำเลยอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

 
โจทก์ฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่พิพาทซึ่งจำเลยครอบครองเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินคดีมีปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ก่อนพยานโจทก์ต่างเบิกความต้องกันว่าที่พิพาทซึ่งจำเลยครอบครองอยู่เป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์หนองผูกเต่า โดยเป็นที่ดินแปลงด้านทิศเหนือของถนนสุวรรณศร ตามแผนที่พิพาท ได้ความว่า เมื่อเจ้าพนักงานศาลไปทำแผนที่พิพาท ทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำชี้ต้องกันว่า ที่ดินแปลงด้านทิศเหนือและแปลงด้านทิศใต้ตามแผนที่พิพาทต่างเป็นที่สาธารณประโยชน์หนองผูกเต่าด้วยกัน มีรายละเอียดตามบันทึกการนำชี้ทำแผนที่ฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2529 และรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2529 จำเลยไม่ได้นำสืบโต้เถียงบันทึกและรายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นอย่างอื่น ดังนี้ ที่จำเลยนำชี้ในการทำแผนที่พิพาทไว้ดังกล่าวนอกจากจะเท่ากับจำเลยยอมรับตั้งแต่ตอนทำแผนที่พิพาทแล้วว่า ที่ดินตามแผนที่พิพาททั้งสองแปลงเป็นที่สาธารณประโยชน์หนองผูกเต่าแล้ว ยังเจือสมกับที่พิยานโจทก์เบิกความว่า ที่พิพาทซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ คือที่ดินแปลงด้านทิศเหนือตามแผนที่พิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์หนองผูกเต่าด้วย ดังนั้น ที่จำเลยเบิกความว่า ที่สาธารณประโยชน์หนองผูกเต่าคือที่ดินแปลงด้านทิศใต้ ส่วนที่ดินแปลงด้านทิศเหนือตามแผนที่พิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยจับจองไว้ จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานโจทก์ได้ กรณีฟังได้ว่าที่พิพาทซึ่งจำเลยครอบครองคือที่ดินแปลงด้านทิศเหนือเป็นส่วนหนึ่งของที่สาธารณประโยชน์หนองผูกเต่าซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินพยานโจทก์คือนายโกวิทย์ จองสกุล ซึ่งเป็นกำนันเบิกความว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้เลี้ยงสัตว์ร่วมกัน เมื่อจำเลยบุกรุกเข้ามาครอบครองได้บอกให้จำเลยออกไปจากที่พิพาทหลายครั้งแต่จำเลยขัดขืน ในที่สุดจึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ นายดาบตำรวจกล้า ปูผ้าพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยเบิกความว่า เมื่อจับกุมจำเลยได้แจ้งข้อหาว่าบุกรุกที่สาธารณะ จำเลยให้การรับสารภาพโดยโจทก์มีบันทึกการจับกุมซึ่งระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพเป็นพยานสนับสนุนที่จำเลยเบิกความว่าไม่ได้รับสารภาพมีแต่คำเบิกความของจำเลยปากเดียวลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานโจทก์ คดีฟังได้ว่าจำเลยบุกรุกเข้าครอบครองที่พิพาทโดยรู้ว่าเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108ทวิ วรรคสอง ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 11 ส่วนความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 น้น เมื่อได้ความว่าที่เกิดเหตุเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หาใช่ที่ที่มีเอกชนเป็นเจ้าของไม่ จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้ไม่ได้ เพราะความผิดในฐานดังกล่าวกฎหมายมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้ที่บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่จะลงโทษผู้บุกรุกที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแต่อย่างใด..."

 
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง ประกาสของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 11วางโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

    
(นาม ยิ้มแย้ม - ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ - โสภณ จันเทรมะ)

  
หมายเหตุ

  
1. ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยเหมืองแร่ และการป่าไม้ ที่ดินของรัฐนั้น ถ้ามิได้มีสิทธิครอบครองหรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ห้ามมิให้บุคคลใด (1) เข้าไปยึดถือครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผ่าป่า (2) ทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย ในบริเวณที่รัฐมนตรีประกาศหวงห้าม ในราชกิจจานุเบกษา หรือ (3) ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน "หากผู้ใดฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษตามมาตรา 108 ทวิ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า " นับตั้งแต่วันที่ประกาสของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ (ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม2515- ผู้เขียน) ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 
 ถ้าความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำแก่ที่ดิน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนได้ร่วมกัน หรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 
 ถ้าความผิดตามวรรคสองได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่าห้าสิบไร่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาม หรือทั้งจำทั้งปรับ

 
 ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่ดินนั้นด้วย

 
 บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์ พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลใดใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำผิดดังกล่าวให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่"

 
 คำว่า "ที่ดินของรัฐ" ตามมาตรา 9 ดังกล่าวนั้น ท่านศาสตราจารย์ศิริเกวลินสฤษดิ์ เห็นว่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ"1. ที่ดินของรัฐซึ่งมีบุคคลครอบครอง เช่น ที่ดินที่มี ส.ค. 1ใบจอง น.ส. 3 ก. หรือแบบหมายเลข 3 รวมตลอดทั้งที่ดินอื่น ๆที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียน แต่มีบุคคลครอบครองอยู่โดยชอบ 2. ที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดครอบครอง เช่นที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นต้น"(โปรดดูศาสตราจารย์ศิริเกวลินสฤษดิ์, คำอธิบายประมวลกฎหมายที่ดิน. บริษัทบพิธการพิมพ์ จำกัด, พ.ศ. 2531, หน้า 45)เหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 บัญญัติไว้ว่า "ที่ดินซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ" นั่นเอง แต่สำหรับนายชัยวัฒน์วงศ์วัฒนศานต์ได้กล่าวถึงที่ดินของรัฐ เพียง 6 ประเภท คือ (1) ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1304(1)(2)(3)(2) ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่สงวนหรือหวงห้ามไว้โดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,20(3)(4) หรือตามกฎหมายพิเศษอื่น ๆ (3) ที่ป่า (4) ที่โบราณสถาน (5) ที่ดินทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (6) ที่ราชพัสดุ (รายละเอียดโปรดดู"นายชัยวัฒน์วงศ์วัฒนศานต์, เอกสารการสอนชุดวิชากฎหมายว่าด้วยทรัพย์สิน หน่วนที่7-10,บริษัทรุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัดพ.ศ. 2533 หน้า 210-236)

 
 นอกจากนี้เมื่อเราพิจารณามาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเปรียบเทียบกับประมวลกฎหมายอาญา แล้ว จะเห็นว่าความผิดตามมาตรา 9(1) มีบทบัญญัติคล้าย ๆ กับความผิด ฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365 ส่วนความผิดตามมาตรา 9(2) มีบทบัญญัติคล้าย ๆ กับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358

 
2. จากบทบัญญัติของกฎหมายต่าง ๆ ดังกล่าว มีข้อที่น่าพิจารณาอยู่หลายประการด้วยกัน คือ

 
2.1 ถ้าบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วบุคคลนั้นสามารถเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐได้ โดยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ

 
2.2 หากผู้กระทำผิดตามมาตรา 9 กระทำต่อที่ดินของรัฐ ประเภทที่มิได้มีบุคคลใดครอบครองแล้ว รัฐก็ย่อมเป็นผู้เสียหายฟ้องร้องผู้กระทำผิดได้โดยตรง โดยหากเป็นที่ดินของรัฐจำพวกที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(1) ก็จะเป็นความผิดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่งแต่ถ้าเป็นที่ดินของรัฐประเภทที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน หรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(2)(3) ก็จะเป็นความผิดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง

 
 แต่ถ้าผู้กระทำผิดตามมาตรา 9 กระทำต่อที่ดินของรัฐประเภทที่มีบุคคลอื่นครอบครองโดยชอบอยู่แล้ว กรณีนี้จะถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหายหรือไม่ และบุคคลผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินจะฟ้องโดยอาศัยมาตรา 9 ได้หรือไม่ ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อรัฐยอให้บุคคลใดครอบครองที่ดินของรัฐแปลงใดแล้ว ก็ไม่น่าถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหายในกรณีนั้น รัฐจึงไม่อาจฟ้องผู้กระทำผิดตามมาตรา 9,108 ทวิ ได้อีก แต่ถ้าการครอบครองของประชาชนเป็นการครอบครองชั่วคราว และมีบุคคลอื่นเข้าไปในที่ดินนั้น และกระทำการใดตามมาตรา 9 รัฐก็สามารถดำเนินคดีกับบุคคลนั้นตามมาตรา 108 ทวิได้ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461-465/2520 วินิจฉัยว่า "...บริเวณที่พิพาทเป็นที่ดินป่าบ้านขวาง บ้านขบ เป็นที่ดินซึ่งทางรัฐจัดสรรเพื่อประชาชน และได้มอบให้ นายโนยเอกะรัมย์นายบัวทอง โสภานายพิมพ์สำอางนายแจ่มศิลาจันทร์ และนายลารัตนาทีวัต เข้าอยู่เพื่อประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพ และทางราชการได้ออกใบจอง (น.ส.2) ให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว และเหตุคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างที่ผู้ถือใบของปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อรับสิทธิในที่ดินตามระเบียบของการจัดที่ดินเพื่อประชาชนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 30 ที่พิพาทจึงยังเป็นของรัฐอยู่ เมื่อจำเลยทุกคนเข้าไปยึดถือครอบครองในที่ดินของรัฐดังกล่าวตามวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมิได้มีสิทธิครอบครองอยู่ก่อนจำเลยก็ต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิวรรคหนึ่ง ประกอบกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 11..." หรือแม้ทางราชการจะเคยนำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไปให้เอกชนเช่าก็ตาม แต่เมื่อผู้เช่าเลิกเช่าแล้ว และประชาชนสัญจรไปมาในที่พิพาทตลอดมาถือได้ว่าที่พิพาทยังคงเป็นที่ดินของรัฐ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน รัฐจึงย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3918/2529

 
 ในส่วนของบุคคลที่มีสิทธิครอบครองที่ดินของรัฐโดยชอบนั้นมีปัญหาว่าจะสามารถเป็นผู้เสียหายฟ้องร้องบุคคลอื่นที่กระทำการใด ๆในที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครอง โดยอาศัยมาตรา 9,108 ทวิ ได้หรือไม่ผู้เขียนเห็นว่าผู้ครอบครองไม่น่าจะฟ้องร้องผู้กระทำผิดได้เช่นกันเพราะโดยเจตนารมณ์ของมาตรา 9 แล้ว น่าจะมุ่งคุ้มครองที่ดินของรัฐที่ไม่มีบุคคลใดครอบครองแต่อย่างใดเท่านั้น อย่างไรก็ตามบุคคลที่มีสิทธิครอบครองนั้นสามารถเป็นผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365 ฐานบุกรุก หรือมาตรา 358ฐานทำให้เสียทรัพย์ได้แล้วแต่กรณี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1013/2504,1606/2522,3170/2527,433/2532) แต่หากบุคคลใดยังไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่หวงห้ามโดยอาศัยกฎหมายต่าง ๆ เช่นพระราชบัญญัติจัดที่ดิน เพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2485 บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีความผิดดังกล่าว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่723/2509,584/2519,5166/2531) หรือ นาย ก. ได้รับที่ดินที่รัฐมาตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชนที่ออกตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่เมื่อนาย ก. มิได้ทำประโยชน์อะไรในที่ดินถือว่ามิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของทางราชการ นาย ก. ยังไม่ได้ที่ดินเป็นสิทธิของตนโดยสมบูรณ์ ที่ดินนั้นยังเป็นที่ดินของรัฐ แม้หากนาย ก. โอนที่ดินให้นาย ข. เข้าครอบครองทำประโยชน์ ก็ไม่ถือว่านาย ข. เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะฟ้องบุคคลอื่นในข้อหาบุกรุกได้(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3016/2524)

 
 นอกจากนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจคดีหนึ่งที่แม้โจทก์จะเข้าครอบครองที่ดินของรัฐ แต่การครอบครองก็ใช้ยันรัฐไม่ได้โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีดังกล่าว คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2520(ประชุมใหญ่) ซึ่งวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินมี ส.ค.1ซึ่งเป็นที่คูเมืองอยู่ในความดูแลของทางราชการและได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว โจทก์เข้าครอบครองโดยกั้นรั้วลวดหนาม และเสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา แล้วจำเลยเข้าไปปลูกห้องแถวในที่ดินของโจทก์โดยทำสัญญาเช่ากับราชพัสดุจังหวัด ดังนี้ การที่โจทก์ได้เข้าครอบครองที่พิพาทซึ่งเป็นคูเมืองอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น การครอบครองของโจทก์ไม่อาจใช้ยันรัฐได้ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญาได้

 
 อนึ่ง ผู้ครอบครองที่ดินของรัฐ โดยมิชอบแย่งการครอบครองมาจากบุคคลอื่นผู้ซึ่งได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ครอบครองที่ดินได้ก็ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแพ่ง เพื่อให้ศาลแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้เช่นกัน ทั้งนี้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2649-2660/2530,4344-4350/2532 ซึ่งวินิจฉัยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้จำเลยครอบครองที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ โจทก์แย่งการครอบครองที่พิพาทจากจำเลยในระหว่างทางราชการดำเนินการเพื่อออกหลักฐานเกี่ยวกับสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลย ดังนี้ แม้โจทก์จะแย่งการครอบครองเกินกว่า 1 ปี และยังคงครอบครองอยู่ตลอดมา ก็เป็นการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิ์ใด ๆ แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องห้ามจำเลยเกี่ยวข้องที่พิพาทหรือให้จำเลยถอนคำขอที่ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออก น.ส. 3 ก.

 
2.3 ผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,362,365 ด้วยหรือไม่กรณีนี้อาจแยกพิจารณาได้ดังนี้

 
(ก) กรณีผู้กระทำผิดตามมาตรา 9(1) จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365 ด้วยหรือไม่ หรืออาจจะกล่าวว่าบุกรุกที่ดินของรัฐจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือไม่ท่านศาสตราจารย์จิตติติงศภัทิย์ ให้ความเห็นปัญหานี้ไว้ว่าไม่มีความผิด โดยกล่าวว่า "... มาตรานี้ (มาตรา 362 แห่งประมวลกฎหมายอาญา) หมายความถึงที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนรัฐอาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างเอกชนได้ แต่ที่ดินของรัฐที่เป็นที่ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่ที่ดินของรัฐในลักษณะที่เป็นกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่ที่ดินของผู้ใดตามมาตรานี้..."(โปรดดู ศาสตราจารย์จิตติติงศภัทิย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอนที่ 2 และภาค 3,จัดพิมพ์โดยสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, หน้า2752-2753) ตามความเห็นนี้แสดงว่าหากเป็นการบุกรุกที่ดินที่รัฐเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ก้เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ได้เหมือนกัน

 
 ปัญหาข้อนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ตั้งแต่ในสมัยที่ยังใช้กฎหมายลักษณะอาญาอยู่ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2593 ว่า"...ความผิดตามมาตรา 327 แห่งกฎหมายลักษณะอาญา (บัญญัติว่าเจตนาจะมิให้ผู้อื่นครอบครองทรัพย์ของเขาอันพึงเคลื่อนจากที่มิได้นั้นเป็นปกติสุขโดยกระทำผิดกฎหมาย ยังอาจเข้าถือเอาทรัพย์นั้น หรือเพื่อจะถือเอาทรัพย์ของเขาเช่นว่านั้นยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตของเขาเสีย หรือมิอาจเข้าไปภายในเขตของเขาผู้เขียน) นั้น เป็นความผิดซึ่งเจตนาจะมิให้ผู้อื่นครอบครองทรัพย์ของเขาอันพึงเคลื่อนจาที่มิได้นั้นโดยความปกติสุข อันเป็นการกระทำแก่เอกชน และท่านจัดว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัว หาได้ประสงค์ถึงการกระทำแก่ที่สาธารณสถานของแผ่นดินไม่การกระทำของจำเลยไม่ต้องด้วยกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 327..." นอกจากนี้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149-150/2495 ก็วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน

 
 หลังจากมีประกาศใช้บทบัญญัติฐานบุกรุกมาตรา 362,365 แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ศาลฎีกาโดยท่านศาสตราจารย์จิตติติงศภัทิย์ได้ตัดสินคดีในปัญหาเดียวกันนี้ในแนวเดียวกัน ปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1898/2505 โดยวินิจฉัยว่า "...สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นมิใช่ทรัพย์สินในกรรมสิทธิ์ของบุคคลธรรมดาหรือของทบวงการเมืองอันเป็นนิติบุคคลคนหนึ่งคนใดโดยเฉพาะการกระทำของจำเลยจึงมิใช่กระทำต่ออสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง..."

 
 แต่ในปี 2522 มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2522 วินิจฉัยปัญหานี้แตกต่างจากแนวเดิม โดยกลับวินิจฉัยว่า จำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของรัฐ ซึ่งอยู่ในความดูแลของสุขาภิบาลปาดังเบซาร์ และจำเลยไม่ยอมออก เมื่อสุขาภิบาลแจ้งให้รื้อถอนออกไป จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365(3) อย่างไรก็ดีท่านศาสตราจารย์จิตติติงศภัทิย์ก็ได้มีหมายเหตุไม่เห็นด้วยโดยกล่าว่า "คำว่า "ของ" ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ลักทรัพย์ รวมทั้งบุกรุกหมายความถึงกรรมสิทธิ์ ขุดเอาดินในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินขุดแร่ ตัดไม้ในป่าอันเป็นส่วนควบของที่ดิน จะมีใครเห็นว่าเป็นลักทรัพย์ของรัฐบ้างหรือไม่ ไม่เคยทราบ ความหมายที่ว่า "ของ"คือกรรมสิทธิ์ จึงต่างกับ "ของ" ที่ใช้ในความหมายอื่น เช่น ความครอบครอของ...แขนขา ร่างกาย ของ...สามี ภริยาหรือบุตรของ...หาใช่ว่าที่ดินของรัฐ คือที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐไม่ รัฐอาจถือที่ดินในลักษณะที่เป็นกรรมสิทธิ์ได้ แต่ไม่ใช่ว่า ที่ดินทั้งประเทศที่ไม่ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐเสียทั้งหมดประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ที่ว่า เป็นที่ดินของรัฐ มิได้หมายความว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐอย่างที่เอกชนทั้งหลายถือกรรมสิทธิ์ มาตรา 3 ประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติไว้ว่า บุคคลมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้อย่างไร กรรมสิทธิกับของในมาตรา 2 และ 3จึงมีความหมายคนละอย่างต่างกัน สิทธิในที่ดิน หมายความถึงกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 มิใช่"ของ" ตามมาตรา 2 ซึ่งเป็นแต่แสดงอำนาจทางปกครองของรัฐ เช่นอย่างที่ พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 127 มาตรา 35 บัญญัติว่าที่ดินที่ได้ออกโฉนดตามพระราชบัญญัตินี้ให้เจ้าของมีกรรมสิทธิ์ตามพระราชกำหนดกฎหมาย ซึ่งเคยเถียงกันมาเป็นปัญหาโลกแตกว่าครอบครองที่บ้านที่สวนมือเปล่ามีกรรมสิทธิ์หรือไม่ เพราะมีหลักที่เสด็จฯ ในกรมราชบุรีฯ ทรงรับสั่งไว้ว่าที่ดินในพระราชอาณาจักร เป็นของพระเจ้าอยู่หัวให้ราษฎรอาศัย ในกฎหมายตราสามดวง ลักษณะเบ็ดเสร็จที่บทที่ 5 ว่า "เป็นที่แห่งพระเจ้าอยู่หัว หากให้ราษฎรทั้งหลายผู้เป็นข้าแผ่นดินอยู่ จะได้เป็นที่ราษฎรหามิได้" ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 บัญญัติห้ามมิให้เข้ายึดถือครอบครองก่อสร้างเผาป่าในที่ดินของรัฐ เป็นความผิดตามมาตรา 108,108 ทวิ รวมทั้งให้สั่งในคำพิพากษาตามมาตรา 108 ทวิ ให้ผู้กระทำผิดออกจากที่ดินด้วยเป็นบทบัญญัติโดยตรงอยู่แล้ว ในเรื่องนี้ เป็นคนละเรื่อง มิใช่ถือเป็นบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362...ที่ดินของรัฐทั่วราชอาณาจักรจะกล่าวได้หรือไม่ว่ารัฐครอบครอง หรือเพียงแต่ทิ้งอยู่เปล่า ๆ เมื่อไม่ได้ครอบครองจะหาว่าผู้อื่นบุกรุก แย่งหรือรบกวนการครอบครองได้อย่างไร"(โปรดดู "คำพิพากษาศาลฎีกาประจำปี พ.ศ. 2522ตอน 12 หน้า 2672-2676 ซึ่งจัดพิมพ์โดย เนติบัณฑิตยสภา)

 
 ต่อมาศาลฎีกาได้กลับมาวินิจฉัยในปัญหานี้ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2493,1598/2505 อีกตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่1692/2532 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1932/2533 ฉบับนี้ ผู้เขียนจึงเป็นว่าปัญหาว่าการบุกรุกที่ดินของรัฐจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365 หรือไม่ จึงน่าจะยุติได้แล้ว

 
(ข) กรณีผู้กระทำผิดตามมาตรา 9(2) จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ด้วยหรือไม่ หรืออาจจะกล่าวว่า ทำให้เสียทรัพย์ที่ดินของรัฐจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ปัญหานี้ไม่เคยมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาไว้เลย แต่ความเห็นของผู้เขียนแล้วเห็นว่าก็น่าจะใช้แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในความผิดฐานบุกรุกข้างต้นมาใช้เทียบเคียงได้ คือผู้กระทำผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นที่ดินของรัฐไม่น่าจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358ด้วย แต่อย่างใด อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา360 แล้ว ก็จะเห็นว่ากฎหมายได้บัญญัติให้ผู้กระทำให้เสียทรัพย์ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ จะมีความผิดตามมาตราดังกล่าว ซึ่งบทบัญญัติมาตรานี้บัญญัติขึ้นเป็นพิเศษแตกต่างกับความผิดฐานบุกรุก ดังนั้นผู้กระทำผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9(2),108 ทวิ อาจจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ด้วยได้แต่ก็จำกัดเฉพาะที่ดินของรัฐประเภทที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ทั้งนี้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2532 ก็ได้สนับสนุนความในข้อนี้เพียงแต่ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวฟังไม่ได้ว่าที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินได้รับความเสียหายถูกทำลาย ถูกทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ได้ประโยชน์ตามมาตรา 360 แต่อย่างใดจำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตราดังกล่าว

 
3. มีกฎหมายบางฉบับได้บัญญัติในทำนองเดียวกับมาตรา 9 และ108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2522 โดยบัญญัติในมาตรา 14 ว่า" ในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง...หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ...และในมาตรา 31 ว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินห้าพันบาท...

 
 ถ้าการฝ่าฝืนดังกล่าวในวรรคหนึ่ง เป็นการกระทำในเนื้อที่รวมกันเกินกว่ายี่สิบห้าไร่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธารผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท

 
 ในกรณีผู้กระทำผิดตามมาตรานี้ ยึดถือหรือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้างผู้แทน และบริวารของผู้กระทำผิดออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติได้"

 
 นอกจากนี้ พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2503 และพระราชบัญญัติป่าไม้(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2518 ได้บัญญํติไว้ในมาตรา 54"ห้ามมิให้ผู้ใด...เข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่..." และมาตรา 72 ตรี ว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 54 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 
 ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่าห้าสิบไร่ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

 
 ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ถ้าปรากฏว่าบุคคลนั้นได้ยึดถือครอบครองป่าที่ตนได้กระทำความผิดศาลมีอำนาจที่จะสั่งในคำพิพากษาให้บุคคลนั้นออกไปจากป่านั้นได้ด้วย"

 
 ดังนั้นในกรณีที่จำเลยกระทำการใด ๆ ตามกฎหมายทั้งสองฉบับที่กล่าวมาแล้ว โจทก์ก็สามารถฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมายดังกล่าวและตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ ได้ด้วย โดยถือว่ากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ดังปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2890-1/2519 และ 3699-3700/2525 เป็นตัวอย่าง

 
4. นอกจากปัญหาต่าง ๆ ที่กล่าวแล้ว ยังมีแนวคำวินิจฉัยศาลฎีกาที่สำคัญเกี่ยวกับประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9,108 ทวิ ที่น่าสนใจซึ่งผู้เขียนเห็นว่าน่าจะรวบรวมให้ปรากฏ ณ ที่เดียวกัน คือ

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3306/2522 หนองน้ำสาธารณะ ประชาชน ใช้ร่วมกันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดินการเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์โดยไม่มีสิทธิหรือไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108ทวิ ไม่ว่าขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะหรือไม่

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2634/2526 ที่ดินที่จำเลบยเข้าไปยึดถือครอบครองเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และจำเลยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อเข้าไปยึดถือครอบครองก่อนวันที่ 4 มีนาคม 2515 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ใช้บังคับ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ

 
 โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องด้วยว่า พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด แล้วจำเลยเพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ และพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยออกจากที่ดินภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญไม่ครบองค์ความผิดจะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ไม่ได้

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3947/2530 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันเมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2518 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม2527 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้อง โจทก์หาจำต้องบรรยายฟ้องว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติให้ถูกระเบียบ และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 108 ไม่ เพราะจำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินภายหลังที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ใช้บังคับแล้ว

 
 ข้อสังเกต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2634/2526 ไม่ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3947/2530 เพราะคดีแรกเหตุเกิดก่อนที่จะใช้บังคับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 จึงนำมาตรา 9,108 ทวิ มาใช้บังคับไม่ได้ ส่วนคดีหลังเกิดขึ้นหลังจากใช้ประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวแล้ว องค์ประกอบความผิดของทั้งสองคดีจึงแตกต่างกัน

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2554/2528 จำเลยขุดตักและขนดินลูกรังในที่ดินหวงห้ามของรัฐ อันเป็นการทำลาย ทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หินที่กรวด ที่ทรายและเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9(1)(3) รถยนต์บรรทุกที่จำเลยใช้ขนดินลูกรังไปถือว่าเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าว จึงต้องริบตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 ทวิ

 
 ข้อสังเกต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2356/2530 ตัดสินในทำนองเดียวกัน

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2532 การที่ศาลจะมีอำนาจสั่งให้บุคคลใดออกไปจากที่ดินของรัฐนั้นต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาว่า บุคคลดังกล่าวได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9,108 ทวิแล้ว เมื่อที่พิพาทยังไม่อาจฟังได้แน่ชัดว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์และจำเลยยึดถือครอบครองอยู่โดยเชื่อว่าตนมีสิทธิครอบครองต่อจากบิดา จึงไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลไม่อาจสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาทได้

 
 ข้อสังเกต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2522 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3699-3700/2525 ก็ได้วินิจฉัยทำนองเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2532 นี้.

 
  ทวี  ประจวบลาภ


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2251 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ผู้ครอบครองที่ดินของรัฐ / ทวี ประจวบลาภ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]