คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2533
ป.พ.พ. มาตรา 1299
ป.อ. มาตรา 362, 365
การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นั้น ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ จะนำมาใช้กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า และมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หาได้ไม่ หากจำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แม้ยังมิได้จดทะเบียนก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ร่วมผู้ซื้อ และได้จดทะเบียนโดยสุจริตได้.
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง
โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาท 2 แปลงมีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3)เอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โจทก์ร่วม ซื้อที่ดินพิพาท 2 แปลงมาจากนายยอดรัก ทรายแก้ว โดยจดทะเบียนซื้อขายกันเมื่อวันที่ 31 มีนาคม2529 ต่อมาโจทก์ร่วมได้พบเห็นจำเลยที่ 2 กับพวกปลูกมันในที่ดินพิพาทจึงมอบอำนาจให้นางบรรจง เลาวพงศ์ ภรรยาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่แตง เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2529 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เข้ามอบตัวสู้คดี พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ที่โจทก์ร่วมฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนโจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสองจึงได้ที่ดินพิพาทมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อการได้มาของจำเลยทั้งสองยังมิได้จดทะเบียนจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองนั้น ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ อย่างเช่นโฉนดที่ดินจะใช้กับที่ดินพิพาทคดีนี้ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า มีแต่สิทธิครอบครอง และมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)หาได้ไม่ ดังนั้นถ้าหากจำเลยทั้งสองได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แม้ยังมิได้จดทะเบียน ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ร่วมผู้ซื้อและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้..."
พิพากษายืน.
(สุเทพ กิจสวัสดิ์ - ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล - พินิจ ฉิมพาลี)
หมายเหตุ
(1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ทั้งสองวรรคไม่ได้มีถ้อยคำบัญญัติไว้ชัดแจ้งหรือบัญญัติในลักษณะให้ตีความได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวใช้เฉพาะที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์คือโฉนดที่ดินโฉนดตราจองหรือตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว เท่านั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าน่าจะใช้บังคับถึงที่ดินมือเปล่า คือที่ดินมี ส.ค.1 หรือน.ส.3 ด้วย เพียงแต่มาตราดังกล่าวมีบทบัญญัติให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติอื่นในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่น ๆ ด้วยหมายความว่าหากมีกฎหมายบัญญัติไว้ในเรื่องใดชัดแจ้งเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1299 ก็ให้บังคับตามบทกฎหมายเฉพาะนั้น ๆ ซึ่งศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1101/2504(ประชุมใหญ่) ว่าการยกให้ซึ่งที่ดินมือเปล่า แม้จะไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามแบบนิติกรรม แต่ผู้รับให้ก็ได้ครอบครองที่ดินโดยผู้ให้สละเจตนาครอบครองให้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377,1378 ผู้รับให้ก็ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินนั้นตามมาตรา 1367 แล้ว การโอนสิทธิครอบครองดังกล่าวจึงไม่ขัดกับมาตรา 1299 วรรคแรก เพราะมาตรา 1299 ได้บัญญัติให้มาตรา 1299 วรรคแรก อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่น (แต่ศาสตราจารย์ม.ร.ว.เสนีย์ปราโมช มีความเห็นว่า "มาตรา 1299 ทั้ง 2 วรรคอาจอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายอื่น" แสดงว่าไม่ใช่เฉพาะวรรคแรกเท่านั้นโปรดดูหนังสืออธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายลักษณะทรัพย์โดยศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ปราโมชจัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์อักษรสาสน์พ.ศ. 2520 หน้า 137) ฉะนั้นเมื่อมีมาตรา 1377,1378 บัญญัติไว้โดยเฉพาะก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่ถ้าผู้โอนและผู้รับโอนประสงค์จะทำการโอน โดยผลของนิติกรรม ไม่ใช่โดยสละและส่งมอบ ก็ต้องทำนิติกรรมให้ถูกต้องตามแบบดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1299 วรรคแรกนิติกรรมนั้นจึงจะสมบูรณ์ในอันที่จะโอนสิทธิครอบครองไปได้
นอกจากนี้แนวคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ใช้ในเรื่องการซื้อขายและขายฝากที่ดินมือเปล่าด้วย ดังปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2482,663/2488,223/2489,81/2491,1160-1161/2494,879/2497,870/2510,67-68/2511,942-943/2515,1078/2520 และ 721/2528 เป็นต้น
สำหรับที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์นั้น ศาลฎีกาก็เคยมีคำวินิจฉัยไว้ในลักษณะทำนองเดียวกัน กล่าวคือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2495 ตกลงจะซื้อขายที่ดินกันชำระเงินราคาที่ดินครบถ้วนแล้ว ประสงค์มอบที่ดินให้ผู้ซื้อครอบครองมากว่า 10 ปีแล้ว พฤติการณ์เช่นนี้ เป็นที่เห็นได้ว่าคู่กรณีไม่ได้คำนึงถึงการที่จะแก้ทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียแล้ว ผู้ซื้อครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของมากว่า 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ในฐานที่ได้ครอบครองมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1808/2500 ขายที่ดินมีโฉนด แต่เป็นที่รกได้มอบโฉนดและที่ดินให้ผู้ซื้อ ผู้ซื้อเข้าตัดฟัน เก็บพุทราขายและให้คนเช่าเก็บพุทราขาย ถือได้ว่าผู้ซื้อเข้าครอบครองแล้วเมื่อล่วงเลยมาสี่สิบปี ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง
ข้อสังเกต แนวการวินิจฉัยทำนองนี้ยังนำไปใช้กับการซื้อขายที่ดินที่ฝ่าฝืนมาตรา 1574(1) แต่หากผู้ซื้อได้ครอบครองปรปักษ์ที่ดินมากว่า 10 ปีแล้ว ผู้ซื้อก็ได้กรรมสิทธิ์ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1740/2522)
(2) ก่อนที่จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2533 นี้ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินไว้ในหลายคดีเกี่ยวกับปัญหาที่ว่าใครจะมีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าดีกว่ากัน ระหว่างผู้ครอบครองที่ดินตามความเป็นจริงกับผู้ที่ไม่ได้ครอบครองที่ดิน แต่เป็นผู้มีชื่อในเอกสารที่ดินมือเปล่า กล่าวคือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/2531 โจทก์ซื้อที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่จาก ต.และต. มอบให้โจทก์ครอบครองตลอดมาหลายปีแล้วโจทก์จึงเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่พิพาทเนื่องจากการโอนสิทธิครอบครองย่อมทำได้ด้วยสละเจตนาครอบครองและส่งมอบทรัพย์ที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377,1378 แม้ต่อมา ต.จะได้รับหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส.3) สำหรับที่ดินก็ตามก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่แปลงนี้ เพราะ ต. ไม่ใช่เจ้าของแล้ว แม้จำเลยจะได้รับที่ดินแปลงนี้ไว้จาก ต. โดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่มีสิทธิอย่างใด เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์หาใช่หลักฐานกรรมสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของที่ดินนั้นทางทะเบียนเช่นโฉนดที่ดินไม่ จึงนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299,1300 มาใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 501/2518 จำเลยซื้อที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์จาก ป. และครอบครองมา 5 ปี โดยไม่ได้จดทะเบียนการซื้อขายจำเลยย่อมได้สิทธิครอบครอง ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินนั้นจาก ป. อีก โดยจดทะเบียนที่อำเภอ แม้โจทก์จะได้รับซื้อที่พิพาทไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนการซื้อขายต่อเจ้าพนักงานก็ตาม โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครอง เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์หาใช้หลักฐานกรรมสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของที่ดินนั้นทางทะเบียนเช่นโฉนดที่ดินไม่ จึงจะนำมาตรา 1299,1300 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้แก่กรณีนี้ไม่ได้
นอกจากนี้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076-1079/2510,290/2520,2257/2521 และ 1673/2523 ได้วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน
ผู้เขียนเห็นว่าเหตุผลสำคัญที่จำเลยในคำพิพากษาศาลฎีกาเหล่านั้นจะต้องเป็นผู้ชนะคดีก็น่าจะเป็นเพราะว่าการที่จำเลยได้ยึดถือที่ดิน โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนหรือเจ้าของที่ดินเดิมได้สละสิทธิครอบครองให้จำเลย จนจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินต่อมาถือว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1367,1377 และ 1378 แล้ว จำเลยจึงมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าโจทก์ซึ่งไม่ได้เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท กรณีจึงเป็นเรื่องจำเลยได้สิทธิในที่ดินโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายในมาตราอื่นตามที่มาตรา 1299 ได้บัญญัติยกเว้นไว้ คดีจึงไม่ต้องอยู่ใต้บังคับของมาตรา 1299 วรรคสอง แต่อย่างใด ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่1101/2504(ประชุมใหญ่) ข้างต้น
(3) สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2533 ข้อเท็จจริงฟังไม่ชัดว่าจำเลยทั้งสองเข้าไปทำประโยชน์ในที่พิพาทก่อนหรือหลังจากโจทก์ร่วมซื้อที่พิพาทจากนายยอดรัก ทรายแก้ว (เพียงแต่ได้ความว่าจำเลยอ้างว่าได้ครอบครองที่พิพาทก่อนที่โจทก์ร่วมซื้อที่พิพาท)และการเข้าไปทำประโยชน์เป็นการอาศัยสิทธิที่ซื้อมาจากนายยอดรักหรือเข้าไปเองโดยพลการ หรือโดยอาศัยสิทธิใด ๆ กันแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เขียนจึงใคร่ขอแยกเป็นกรณี ๆ ไปดังนี้
3.1 หากจำเลยซื้อที่พิพาทจากนายยอดรักก่อนที่โจทก์ร่วมจะจดทะเบียนซื้อที่พิพาทและจำเลยได้เข้าครอบครองที่พิพาทด้วยก็เป็นเรื่องนายยอดรักสละสิทธิครอบครองให้แก่จำเลย จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองและมีสิทธิดีกว่าโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้ครอบครองที่พิพาทและจำเลยก็ไม่มีความผิดฐานบุกรุกด้วย
3.2 หากจำเลยซื้อที่พิพาทจากนายยอดรักหลังจากที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนซื้อที่พิพาท หรือจำเลยได้เข้าทำประโยชน์ในที่พิพาทเองไม่ว่าจะก่อนหรือหลังจากที่โจทก์ร่วมจดทะเบียนซื้อที่พิพาทแล้วก็ตามก็ถือว่าจำเลยได้แสดงเจตนาแย่งการครอบครองที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 นับแต่วันที่จำเลยเข้าครอบครองที่พิพาทแล้ว อย่างไรก็ดีในกรณีนี้ก็ต้องอยู่ภายในเงื่อนไขดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(ก) หากโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนซื้อที่พิพาทจริง แต่ไม่ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์เลย จะถือว่าโจทก์ร่วมได้สิทธิครอบครองก็คงไม่ได้ เพราะการครอบครองต้องถือตามข้อเท็จจริง และขณะนั้นนายยอดรักก็ไม่มีสิทธิครอบครองด้วย เพราะตนสละสิทธิครอบครองไปแล้วเมื่อจำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่พิพาทในเวลาต่อมา ก็ถือว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1367,1375 ดังกล่าว และจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุก
(ข) หากโจทก์ร่วมได้เข้าครอบครองที่พิพาท หลังจากที่จดทะเบียนซื้อจากนายยอดรักแล้ว ถือว่าโจทก์ร่วมได้สิทธิครอบครองที่พิพาทสืบเนื่องจากเจ้าของเดิม เมื่อจำเลยเข้าไปทำประโยชน์ในที่พิพาทภายหลังจากนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแย่งการครอบครองโจทก์ร่วมย่อมฟ้องคดีเอาคืนซึ่งการครอบครองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง และจำเลยย่อมมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362,365 ด้วย
แต่ถ้าหากจำเลยแย่งการครอบครองเกินหนึ่งปีไปแล้ว โจทก์ร่วมก็ไม่อาจฟ้องเอาคืนการครอบครองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรคสอง ซึ่งกรณีนี้จะมีผลทำให้โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยฐานบุกรุกได้อีกดังปรากฏตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่2137/2530 ซึ่งวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปทำนาและปลูกต้นไม้ในที่ดิน น.ส. 3 ก ของผู้เสียหายอันเป็นการแย่งการครอบครองตั้งแต่ พ.ศ. 2524 เมื่อผู้เสียหายมิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในหนึ่งปี นับแต่เวลาที่จำเลยเริ่มบุกรุกเข้าไป ผู้เสียหายย่อมหมดสิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสองสิทธิครอบครองในที่ดินของผู้เสียหายย่อมสิ้นสุดลง การที่โจทก์ฟ้องว่าระหว่างวันที่ 11 กันยายน 2526 ถึงวันที่ 20 กันยายน 2526จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่พิพาทนั้น จึงเป็นระยะเวลาในขณะที่สิทธิครอบครองในที่พิพาทของผู้เสียหายได้สิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินในช่วงเวลาที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก
อนึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2530 ก็มีปัญหาที่น่าพิจารณาอีกว่า หลังจากที่เกินหนึ่งปีแล้ว โจทก์ร่วมจะใช้สิทธิฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกโดยอ้างว่าจำเลยกระทำผิดในปี 2524 ซึ่งเป็นช่วงที่จำเลยบุกรุกก่อนพ้นกำหนดหนึ่งปีจะได้หรือไม่ เห็นว่าในช่วงปี 2524 สิทธิครอบครองโดยชอบยังเป็นของผู้เสียหายอยู่เมื่อจำเลยกระทำการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,365 จำเลยย่อมมีความผิดฐานบุกรุกแล้ว จนกว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายจะระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39
การที่จำเลยได้สิทธิครอบครองตาม ข้อ 3.1,3.2(ก)และ(ข)เฉพาะการครอบครองเกิน 1 ปี ถือว่าเป็นเรื่องจำเลยได้สิทธิในที่ดินโดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายในมาตราอื่นตามที่มาตรา 1299 ได้บัญญัติยกเว้นไว้ คดีจึงไม่ต้องอยู่ใต้บังคับของมาตรา 1299 วรรคสองผู้ได้สิทธิครอบครอง จึงสามารถยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกที่แม้จะได้สิทธิในที่ดินโดยจดทะเบียนสุจริต และเสียค่าตอบแทนแล้วก็ตาม
(4) ความผิดบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362,365 บังคับถึงกรณีที่ดินมีโฉนดและที่ดินมือเปล่าด้วย (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3071/2527) ในการสืบพยาน โจทก์ต้องนำสืบให้เห็นชัดแจ้งว่าที่ดินที่จำเลยบุกรุกเข้าไปเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือของผู้เสียหายหรือโจทก์หรือผู้เสียหายมีสิทธิครอบครอง ถ้าโจทก์หรือผู้เสียหายไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2513,675/2518) หากจำเลยโต้เถียงว่าเป็นที่ดินของตน ปัญหาที่ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยนั้นจึงเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232-1233/2508) หากตามพยานหลักฐานที่โจทก์ จำเลยนำสืบมา เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายยังเถียงการครอบครองกันอยู่การที่จำเลยเข้าไปในที่พิพาทจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 253/2510) และหากจำเลยเข้าครอบครองปรปักษ์ที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382แล้ว จำเลยก็ย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุก
อย่างไรก็ตามถ้าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แต่ยังไม่จดทะเบียนการได้มา ก็ย่อมจะยกขึ้นต่อสู้บุคคลภายนอกที่จดทะเบียนการได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนแล้วไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ซึ่งในกรณีดังกล่าวการที่จำเลยยังอยู่ในที่พิพาทหากเป็นการอยู่โดยเข้าใจว่ามีสิทธิที่จะอยู่ได้ จำเลยย่อมไม่มีเจตนากระทำผิดอาญาฐานบุกรุก (ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5274/2531)
(5) หากเราเปรียบเทียบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1299 กับมาตรา 1373 และ 1382 จะเห็นว่าบทบัญญัติทั้งสองมาตราหลังนี้ไม่มีถ้อยคำที่ว่า "ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น" ด้วยเลย แต่มาตราทั้งสองต่างก็มีเจตนารมณ์ที่จะมุ่งถึงเฉพาะที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ไม่รวมถึงที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ไม่รวมถึงที่ดินมือเปล่าด้วย ดังปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2519 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1373 มุ่งบัญญัติถึงสิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งได้มีการออกโฉนดเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว หนังสือรับรองการทำประโยชน์หาใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินทางทะเบียนดังเช่นโฉนดที่ดินไม่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท แม้จะอ้างว่าได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่พิพาทมาแล้วก็ตาม จะใช้ยันกับโจทก์ซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทตลอดมาหาได้ไม่
ข้อสังเกต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1719/2514 และ 1976/2520ก็วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2805/2522 การครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการครอบครองที่ดินอันเป็นของผู้อื่น ซึ่งหมายถึงที่ดินนั้นเป็นที่ดินซึ่งเจ้าของมีกรรมสิทธิ์มิใช่กรณีการครอบครองที่ดินว่างเปล่าอันไม่มีเจ้าของ
ข้อสังเกต คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2483,308/2490,561/2492,271/2499,3016/2525 ก็วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน.
ทวี ประจวบลาภ
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2496 ครั้ง |