คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1887/2535
พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 มาตรา 4, 8, 8 ทวิ
ป.อ. มาตรา 80
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27
จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ เครื่องบินขึ้นเวลา 8.40 นาฬิกาจำเลยไปถึงท่าอากาศยานรับบัตรที่นั่งผู้โดยสารและบัตรรับกระเป๋าเดินทางแล้ว เวลา 8.15 นาฬิกา ขณะจำเลยเดินเข้าช่องทางเดินเพื่อไปยังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตรวจพบเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ9,100ดอลลาร์ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้นำออกนอกราชอาณาจักรที่จำเลย การกระทำของจำเลยเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเดินทางออกไปจากประเทศไทย และใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จโดยพ้นขั้นตระเตรียมการแล้ว ดังนี้ จำเลยมีเจตนานำเงินตราที่ต้องจำกัด หรือต้องห้ามออกไปนอกประเทศ จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามกระทำความผิด.
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินพ.ศ. 2485 มาตรา 4, 8, 8 ทวิ ที่แก้ไขแล้ว ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 90 กฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 กฎกระทรวงฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2518) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ประกาศกระทรวงการคลัง ออกตามความในกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 ลงวันที่ 30 เมษายน 2529พระราชบัญญัติ ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ริบของกลาง และจ่ายรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำผิด
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27 ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 4, 8, 8 ทวิ ที่แก้ไขแล้ว ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ที่แก้ไขแล้ว ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ของกลางริบ จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมร้อยละ 20 ของเงินของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ของกลางคืนให้จำเลย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ปัญหาตามฎีกาของโจทก์เฉพาะข้อกฎหมายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 222 ว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2529 จำเลยกับนายชูเกียรติศรีชัยนันท์ จะเดินทางไปเมืองฮ่องกง โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ ที.จี.642 เครื่องบินจะออกเวลา 8.40 นาฬิกา จำเลยและนายชูเกียรติได้เดินทางมาที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ และได้ผ่านการตรวจจากเจ้าหน้าที่สายการบินไทยและรับบัตรที่นั่งผู้โดยสารกับบัตรรับกระเป๋าเดินทางแล้ว ในขณะที่เจ้าหน้าที่สายการบินกำลังจะนำกระเป๋าเดินทางของจำเลยลำเลียงขึ้นเครื่องบิน นายสุรชัยกลับประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ตรวจค้นตัวจำเลยและกระเป๋าเดินทางของจำเลย ตรวจพบเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาจำนวน9,100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นของจำเลย โดยจำเลยยังไม่ได้รับอนุญาตให้นำเงินดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักร ส่วนปัญหาว่าจำเลยมีเจตนานำเงินดังกล่าวออกนอกประเทศหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาจึงยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งจำเลยต่อสู้โดยนำสืบว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่ได้ตรวจพบเงินในกระเป๋าเดินทางหรือรองเท้าของจำเลย แต่พบเงินดังกล่าวในกระเป๋าถือของจำเลยซึ่งจำเลยเตรียมมาเพื่อให้นายสุขเกษม ชายงามที่นัดไว้บนภัตตาคารชั้น 4 ของสนามบิน เพื่อให้นายสุขเกษมซื้อดราฟด์ และขออนุญาตนำเงินตราออกนอกประเทศ จำเลยไม่เจตนาจะนำเงินดังกล่าวออกนอกประเทศ เห็นว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ขอตรวจค้นจำเลยนั้นเวลาประมาณ 8.15 นาฬิกา และจำเลยกำลังจะเดินเข้าไปในช่องทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกำหนดเวลาเครื่องบินออกเวลา 8.40 นาฬิกาข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีเหตุผลเชื่อได้เลย เพราะเวลาเหลือน้อยและทิศทางที่จำเลยกำลังเดินเข้าเป็นข่องทางเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่ใช่ทางไปภัตตาคาร คงฟังได้ตามรูปการณ์ว่า จำเลยมีเจตนานำเงินตราที่ต้องจำกัดหรือต้องห้ามออกไปนอกประเทศ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าขณะนั้นจำเลยยังมีโอกาสที่จะไม่เดินทางออกไปนอกประเทศ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงตระเตรียมการ ยังไม่ได้ลงมือกระทำความผิดนั้นเห็นว่า เมื่อจำเลยรับบัตรที่นั่งผู้โดยสารแล้ว การกระทำของจำเลยก็เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเดินทางออกไปจากประเทศไทย และใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้นพ้นขั้นตระเตรียมไปแล้ว เพราะมิฉะนั้นแล้ว เมื่อจำเลยขึ้นเครื่องบินแล้ว ก่อนเครื่องบินจะบินไปจำเลยก็ยังมีโอกาสลงจากเครื่องบินได้ การกระทำของจำเลยก็อยู่ในขั้นตระเตรียมการเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีชอบแล้ว แต่ที่กำหนดโทษมาศาลฎีกาเห็นว่าสูงเกินไป เพราะจำนวนเงินไม่มากนัก และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรรอการลงโทษให้จำเลย"
พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27 ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 4, 8, 8 ทวิ ที่แก้ไขแล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปีของกลางริบ จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมร้อยละ 20 ของเงินของกลาง ให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี.
(ไมตรี กลั่นนุรักษ์ - อุไร คังคะเกตุ - บุญสิน ตุลากัน)
หมายเหตุ
การลงมือกระทำความผิด ซึ่งเป็นองค์ประกอบของการพยายามกระทำความผิด ความเห็นในทางทฤษฎีได้กำหนดหลักเกณฑ์ โดยอธิบายไว้ดังนี้
ถ้าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว การลงมือกระทำความผิดจะพิจารณาถึงการกระทำที่เป็นธรรมชาติของการกระทำนั้น เช่นการยิงจะต้องประกอบไปด้วยการขึ้นนกและการจ้องจะยิง ถือเป็นการกระทำในส่วนหนึ่งของการยิงปืน การเงื้อดาบเพื่อจะฟัน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฟัน ถ้ามีการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว
การกระทำความผิดหลายกรรมหรือการกระทำความผิดที่ประกอบด้วยหลายกรรม ถ้าผู้กระทำได้กระทำกรรมใดกรรมหนึ่งลงไปหรือกระทำกรรมใดอันเป็นการกระทำในทางธรรมชาติของการกระทำในกรรมใดกรรมหนึ่งนั้นถือได้ว่าได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว เช่น ความผิดฐานชิงทรัพย์ประกอบด้วยการลักทรัพย์และการใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ถ้ามีการใช้กำลังประทุษร้ายแม้จะยังไม่ทันได้ลักทรัพย์ ก็ถือว่าได้ลงมือกระทำความผิดชิงทรัพย์แล้ว เป็นต้น
ความเห็นในทางทฤษฎีนี้ต่างกับแนวบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาได้วางไว้คำพิพากษาฎีกาที่ 1203/2491 วินิจฉัยว่า ผู้กระทำได้กระทำจนใกล้ชิดกับผลสำเร็จอันพึงเห็นได้ประจักษ์แล้ว ถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดนั้น โดยศาลฎีกาได้วางหลักว่าการลงมือกระทำความผิด ถือว่าการที่ได้กระทำลงไปแล้วใกล้ชิดกับการกระทำความผิดสำเร็จ โดยการกระทำแค่ไหนเพียงไรจะถือว่าใกล้ชิดหรือไกลจากความผิดสำเร็จนั้นจะพิจารณาข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องไปอาทิเช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2650/2534 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมรถยนต์ของกลางซึ่งจอดอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเชื่อมติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แต่ได้ความว่า น้ำในแม่น้ำมีระดับสูงรถยนต์ไม่สามารถขับแล่นข้ามไปได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าบริเวณที่เกิดเหตุมียานพาหนะที่สามารถจะนำรถยนต์ของกลางข้ามแม่น้ำได้ การกระทำของจำเลยจึงอยู่ในขั้นตระเตรียมการ และยังไม่เข้าขั้นพยายามนำรถยนต์ออกนอกราชอาณาจักร จะเห็นว่าผู้กระทำมีเจตนาจะกระทำความผิดแล้ว และได้กระทำการบางอย่างเพื่อมุ่งถึงผลสำเร็จแต่ยังห่างไกลอยู่ หรือเป็นแต่เพียงการตระเตรียมการเท่านั้น ก็ยังไม่เป็นการลงมือกระทำความผิด เปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ 3159/2532 จำเลยขนแร่ดีบุกซึ่งแต่งและแห้งแล้วบรรจุไว้ในกระสอบที่มีน้ำหนักเท่ากันจำนวนถึง 853 กระสอบ จากบนบกลงเรือหางยาวนำไปเก็บไว้บนแพซึ่งจอดอยู่กลางทะเลลึกห่างจากฝั่งถึง 2 กิโลเมตร เพื่อรอเรือใหญ่มาขนต่อไปอีกทอดหนึ่ง โดยแพก็มีเครื่องยนต์ถึง 2 เครื่อง ซึ่งสามารถนำแร่ดีบุกต่อไปยังเรือใหญ่เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรได้โดยง่าย แสดงว่าจำเลยมีเจตนาลักลอบส่งแร่ดีบุกออกนอกราชอาณาจักรและถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลยขั้นตระเตรียมการแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามลักลอบนำแร่ออกนอกราชอาณาจักร
สำหรับการนำของออกนอกราชอาณาจักรทางเครื่องบิน แม้จะยังไม่ทันได้ขึ้นเครื่องบิน ขณะกำลังเข้าแถวขอรับบัตรเลขที่นั่งในเครื่องบิน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1154/2533) หรือหลังจากผ่านการตรวจค้นหาวัตถุระเบิด และอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำท่าอากาศยาน อันเป็นการตรวจขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะขึ้นเครื่องบิน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1691/2526,1887/2535 คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้) ถือว่า เป็นการกระทำใกล้ชิดกับการกระทำความผิดสำเร็จที่จะเกิดขึ้นพ้นขั้นตระเตรียมการเข้าสู่การลงมือกระทำความผิดแล้วแนวที่ศาลฎีกาวางไว้ จึงถือว่าถ้าอยู่ในพิธีการทางศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง แม้จะไม่ได้ขึ้นเครื่องบินอันเป็นยานพาหนะก็ถือว่าลงมือกระทำผิดนำของออกนอกราชอาณาจักรแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ 1006/2523) นอกจากนี้การนำของเข้าไปในบริเวณท่าอากาศยานอันเป็นด่านนำสินค้าออกนอกราชอาณาจักร โดยไม่ผ่านศุลกากรตามกฎหมายเพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักรโดยเครื่องบิน ก็ถือเป็นการลงมือกระทำความผิดพยายามนำของออกนอกราชอาณาจักรแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่2860/2522) เป็นต้น.
พฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 488 ครั้ง |