คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2377/2536
ป.อ. มาตรา 83
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 16, 90
จำเลยเป็นเจ้าของร้านขายยาและเป็นผู้รับอนุญาตขายยาแผนโบราณที่ร้านขายยานั้น ใบทะเบียนพาณิชย์ก็ระบุว่าจำเลยเป็นผู้ขายยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบันที่ร้านขายยานั้นด้วย ขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่ในร้านขายยาขณะที่นางสาว ด.ขายวัตถุออกฤทธิ์ให้เด็กชายพ.จำเลยจึงเป็นผู้มีวัตถุออกฤทธิ์ไว้เพื่อขาย และร่วมกับนางสาว ด.ขายวัตถุออกฤทธิ์นั้น
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 16, 90, 116 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2529) ลงวันที่ 16 พฤษภาคม2529 ข้อ 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ที่แก้ไขแล้ว
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลินตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาทโทษจำคุกรอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลินตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 90 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยข้อแรกว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจโทอัศวินเมฆสุขใส เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนกองบัญชาการตำรวจนครบาล นายพงศธร วิทยพิบูลย์ สารวัตรอาหารและยากองสารวัตรสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และเด็กชายพรเทพ กระโห้แก้ว ผู้เข้าไปล่อซื้อวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลินจากร้านขายยาดีอันเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าในวันที่เด็กชายพรเทพเข้าไปล่อซื้อวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลิน จำเลยนั่งอยู่บริเวณหลังร้านขายยาดีอัน และร้อยตำรวจโทอัศวินกับนายพงศธรเบิกความด้วยว่าจำเลยได้นำใบอนุญาตจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทมาให้พยานดูด้วย แต่เป็นใบอนุญาตที่ขาดอายุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจตรีคีรีศักดิ์พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า วันที่พยานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ พยานได้พบเจ้าของร้านขายยาดีอันคือจำเลยด้วยโดยจำเลยได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของร้านและได้แสดงใบทะเบียนพาณิชย์เอกสารหมาย จ.16 ให้พยานดู พยานโจทก์ทั้งสี่นี้ไม่ปรากฎว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสี่จะเบิกความปรักปรำจำเลย ทั้งคำเบิกความของพยานดังกล่าวยังสอดคล้องกับพยานเอกสาร คือ ใบอนุญาตขายยาแผนโบราณเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้รับอนุญาตขายยาแผนโบราณที่ร้านขายยาดีอันใบขอยกเลิกใบอนุญาตขายยาแผนโบราณเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งจำเลยเพิ่งไปยื่นขอยกเลิกเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2531 ภายหลังเกิดเหตุคดีนี้แล้ว และใบทะเบียนพาณิชย์เอกสารหมาย จ.16 ซึ่งระบุว่าจำเลยเป็นผู้ขายยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบันที่ร้านขายยาดีอัน ประกอบกับนางสาวดาวเรืองได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.14 ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านนั่งอยู่ที่หลังร้าน และจำเลยเป็นคนบอกที่เก็บยาที่ขายให้แก่เด็กชายพรเทพพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานของจำเลยขัดต่อเหตุผลไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ และแม้จำเลยจะนำนายภาณุรุจหรือสมบัติ เนตรอนงค์ มาสืบได้ ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นเจ้าของร้านขายยาดีอันในขณะเกิดเหตุและจำเลยอยู่ในร้านขายยาดีอันในขณะที่นางสาวดาวเรืองขายวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลิน ให้แก่เด็กชายพรเทพ จำเลยจึงเป็นผู้มีวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลิน จำนวน 201 เม็ด ไว้เพื่อขายและร่วมกับนางสาวดาวเรืองขายวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลิน จำนวน2 เม็ด ให้แก่เด็กชายพรเทพ จำเลยย่อมมีความผิดตามฟ้อง"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(ประดิษฐ์ เอกมณี - ชลิต ประไพศาล - สุเมธ อุปนิสากร)
หมายเหตุ
พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มีการแก้ไขเพิ่มถึงปัจจุบันตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 เหตุผลเพื่อให้มีบทบัญญัติเพื่อกำหนดปริมาณการครอบครองหรือการใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 หรือประเภท 2 รวมทั้งให้มีบทบัญญัติห้ามเสพวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 หรือประเภท 2 และลงโทษผู้ที่ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพวัตถุออกฤทธิ์กับทั้งแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้เหมาะสม
การที่กฎหมายมีมาตรการเอาโทษแก่ผู้เกี่ยวข้องกับวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้เนื่องจากวัตถุที่ออกฤทธิ์ดังกล่าวมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้เสพและก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายของบุคคลอื่นด้วย กล่าวคือ เมื่อมีการเสพเข้าไปแล้วทำให้สภาพทางร่างกายจิตใจเปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อาจทำร้ายผู้อื่นหรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือผู้ขับรถซึ่งเกิดอุบัติเหตุอยู่เนืองนิจก็เป็นผลมาจากฤทธิ์ของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทนี้
วัตถุออกฤทธิ์ คืออะไร บทบัญญัติดังกล่าวในมาตรา 4 ให้ความหมายว่า วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่เป็นสิ่งธรรมชาติหรือที่ได้จากธรรมชาติหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่เป็นวัตถุสังเคราะห์ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาระบุชื่อและจัดแบ่งประเภทวัตถุออกฤทธิ์ว่าวัตถุออกฤทธิ์ใดอยู่ในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 3 หรือประเภท 4
การแบ่งประเภทเพื่อแยกเป็นกลุ่มของวัตถุออกฤทธิ์ที่มีอันตรายต่อจิตและประสาทในลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ มีผลกระทบต่อจิตและประสาทมากน้อยกว่ากัน เช่นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 และประเภท 2มีผลกระทบต่อจิตและประสาทมากกว่าประเภท 3 และประเภท 4 ดังนั้นในทางกฎหมายจึงมีสภาพบังคับหรือบทลงโทษในหลายกรณีที่เกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 และประเภท 3 และหนักกว่าวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 และประเภท 4
วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 หรือประเภท 2 เช่นประเภท 1 คาทิโนน ประเภท 2 แอมเฟตามีนประเภท 1 เมสคาลีน ประเภท 2 เมทแอมเฟตามีนประเภท 1 ไซโลซีนประเภท2เซโคบาร์บิตาล
ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 21(พ.ศ. 2531)และฉบับที่ 86(พ.ศ. 2536)
นอกจากนี้ ยังกำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 หรือประเภท 2 ไว้ด้วย เช่นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 คาทิโนน0.500กรัมเมสคาลีน 0.500 กรัมไซโลซีน 0.500 กรัมวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 แอมเฟตามีน 0.500 กรัม เมทแอมเฟตามีน0.500 กรัม อีเฟดรีน 12.000 กรัม
ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 85 พ.ศ. 2536เรื่องกำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 และประกาศฯ ฉบับที่ 91 พ.ศ. 2537
การกระทำที่เป็นความผิดและบทลงโทษ กรณีที่เกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 และประเภท 2 และกรณีที่มีคดีมาสู่ศาลได้แก่กรณีวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 คือ แอมเฟตามีน และ เมทแอมเฟตามีนซึ่งเรียกกันว่า ยาม้า มักนิยมใช้กันในกลุ่มผู้ขับรถบรรทุกจึงมีการผลิตวัตถุออกฤทธิ์ประเภทนี้ออกมามาก ซึ่งกฎหมายได้กำหนดว่าการกระทำอย่างใดเป็นความผิดไว้บ้าง เช่น
(1) การผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1หรือประเภท 2(มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และ 13 ทวิ วรรคหนึ่ง) เป็นความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่100,000 บาทถึง 400,000 บาท (มาตรา 89)
สำหรับการผลิตหรือการขายตามบทบัญญัตินี้วางขอบข่ายไว้ค่อนข้างกว้างขวางเช่นเดียวกับในบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษกล่าวคือ การผลิต หมายถึง ทำ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพและหมายความรวมถึงเปลี่ยนรูป แบ่งบรรจุหรือรวมบรรจุ ดังนั้น เพียงแบ่งวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวบรรจุเป็นซอง ๆ เล็ก ๆ โดยมิได้แปรสภาพของวัตถุออกฤทธิ์เลยก็ถือว่าเป็นการผลิตแล้ว ส่วนการขาย ก็เช่นกันหมายความรวมถึงจำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ส่งมอบ หรือมีไว้เพื่อขายดังนั้นเพียงแต่ให้หรือแจกจ่ายให้ผู้ใดไป หรือเพียงมีไว้เพื่อขายโดยยังมิได้ขายเลย ก็ถือว่าเป็นการขายแล้ว
พึงสังเกตด้วยว่าบทลงโทษนับว่ารุนแรง โดยเฉพาะโทษปรับสูงมาก
ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้กระทำความผิดเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันกรณีมีวัตถุออกฤทธิ์อยู่ในความครอบครองส่วนหนึ่งและได้ขายไปส่วนหนึ่งในขณะถูกจับกุม ศาลฎีกาวางแนวไว้เช่นเดียวกับกรณีตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2787/2535 จำเลยถูกฟ้องว่าขายแอมเฟตามีนอันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อปรากฏว่าจำนวนแอมเฟตามีนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขายให้แก่ผู้มีชื่อเป็นส่วนหนึ่งของแอมเฟตามีนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีไว้ในครอบครอง ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่าแอมเฟตามีนทั้งหมดนั้นจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขาย ซึ่งตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4 วิเคราะห์ศัพท์คำว่า "ขาย" ว่า หมายความถึง มีไว้เพื่อขาย ฉะนั้นการขายหรือมีไว้เพื่อขายตามบทบัญญัตินี้จึงเป็นความผิดอย่างเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว คือ การขาย หาใช่เป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อขายอีกกระทงหนึ่งไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3447/2531)
(2) ห้ามมีไว้ในครอบครอง การห้ามดังกล่าวคือห้ามมีไว้ในครอบครอง หรือใช้ประโยชน์ใดซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ทุกประเภทคือห้ามทั้ง4 ประเภท จะมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต (มาตรา 62)
มาตรการลงโทษกรณีฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว จำแนกเป็น 2 กรณีคือ
กรณีแรก กรณีมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ ซึ่งต้องไม่เกินกว่าปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดปริมาณมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ ดังนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 100,000 บาท(มาตรา 106) เช่น มีแอมเฟตามีน จำนวน 3 เม็ด น้ำหนัก 0.350 กรัม(300 มิลลิกรัม) ดังนี้ ต้องระวางโทษตามบทบัญญัติ ดังกล่าว
กรณีที่สอง มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์เกินกว่าปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดปริมาณมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ ตามมาตรา 6,7 ทวิ ประกาศฯ ฉบับที่ 85พ.ศ. 2536 และฉบับที่ 91 พ.ศ. 2537 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่5 ปีถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 400,000 บาท(มาตรา 106 ทวิ) เช่น มีแอมเฟตามีน 0.650 กรัม (650 มิลลิกรัม)ต้องระวางโทษตามบทบัญญัติดังกล่าว
มีข้อพึงสังเกตว่าระวางโทษกรณีมีไว้ในครอบครองตามมาตรา106 ทวิ กับกรณีการผลิตหรือขาย ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 89 นั้นมีระวางโทษเท่ากัน จึงมีข้อน่าพิจารณาว่า การมีไว้ในครอบครองกับการขายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อขายน่าจะมีระวางโทษแตกต่างกันคือกรณีหลังคือการผลิตหรือการขายหรือมีไว้เพื่อขายน่าจะมีระวางโทษหรืออัตราโทษหนักกว่า
(3) ห้ามเสพ การเสพวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 และ 2 เป็นความผิด(มาตรา 62 ทวิ และ 62 ตรี) เว้นแต่การเสพประเภท 2 ตามคำสั่งของผู้มีอำนาจให้เสพได้เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาล ผู้ฝ่าฝืนมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่20,000 บาทถึง 100,000 บาท (มาตรา 106 ตรี)
เดิมทีการเสพไม่เป็นความผิดต่อมาเมื่อปี 2535 จึงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าให้ผู้เสพมีความผิดด้วย เพราะผู้เสพนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น จึงต้องปรามโดยการเอาโทษผู้เสพด้วย ซึ่งมีระวางโทษเท่ากับกรณีผู้ที่มีไว้ในครอบครอง แต่ปริมาณไม่เกินกว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนด (มาตรา 106)
(4) การจูงใจให้ผู้อื่นเสพ การจูงใจชักนำหรือยุยง หลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพเป็นความผิด (มาตรา 62 จัตวา) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาทถึง 200,000บาท (มาตรา 107 จัตวา) แต่มีข้อยกเว้นว่าถ้าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแนะนำหรือบังคับให้เสพเพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาลผู้นั้น ผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าวไม่มีความผิด
ส่วนวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 หรือประเภท 4 ก็มีระบุไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุขเช่นกัน เช่นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 อะโมบาร์บิตาล วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4คามาซีแพมเอสพีเอวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 เพนตาโซซีน วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4คีตาโซแลมไดอาซีแพมเพโมลีน
ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 13(พ.ศ. 2522)ฉบับที่ 51(พ.ศ. 2531) ฉบับที่ 55(พ.ศ. 2531) ฉบับที่ 56(พ.ศ. 2532) ฉบับที่ 58(พ.ศ. 2532) ฉบับที่ 62(พ.ศ. 2533)ฉบับที่ 65(พ.ศ. 2533) ฉบับที่ 67(พ.ศ. 2534) ฉบับที่ 71(พ.ศ. 2534) ฉบับที่ 76(พ.ศ. 2534) ฉบับที่ 81(พ.ศ. 2535)ฉบับที่ 84(พ.ศ. 2535) ฉบับที่ 86(พ.ศ. 2536) ฉบับที่ 87(พ.ศ. 2536)(และฉบับที่ 88/2536) และมีข้อพึงสังเกตว่าการจัดการประเภทวัตถุออกฤทธิ์ มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นอาจเปลี่ยนจากประเภท 3 ไปเป็นประเภท 2 หรืออาจเพิกถอนออกไปไม่จัดอยู่ในประเภทใด
กรณี เพโมลีน วัตถุออกฤทธิ์ในคดีตามหัวข้อหมายเหตุนี้จัดอยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4 ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 53(พ.ศ. 2531) กำหนดให้มีคำเตือนหรือข้อควรระวังแสดงไว้ในฉลากหรือเอกสารกำกับวัตถุออกฤทธิ์ไว้ด้วย และจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์กลุ่มมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลางโดยต้องให้มีข้อความระบุคำเตือนว่าไม่ควรใช้ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต สตรีมีครรภ์ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคจิตประสาท โรคเบาหวาน อาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ไม่มีแรงความดันโลหิตสูง ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะจะทำให้ดื้อยาเสพติดได้หากมีอาการซึมเศร้ามือสั่น ให้ปรึกษาแพทย์ด่วนและอาจทำให้เกิดดีซ่านโรคตับหรืออันตรายร้ายแรงได้ ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์โดยเคร่งครัด
เมื่อพิจารณาจากรายการข้อความคำเตือนแล้วเห็นได้ว่าเพโมลีนเป็นสารออกฤทธิ์ที่มีผลกระทบต่อทั้งทางกายและจิตประสาทด้วยแต่ก็ยังร้ายแรงน้อยกว่าวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 หรือประเภท 2
การกระทำที่เป็นความผิดสำหรับวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 และประเภท 4 เมื่อเปรียบเทียบกับวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 และประเภท 2แล้ว ระวางโทษจะเบากว่า ดังนี้
(1) กรณีมีไว้ในครอบครอง ห้ามมิให้มีไว้ในครอบครอง หรือใช้ประโยชน์ใดซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ทุกประเภท เว้นแต่ได้รับอนุญาต(มาตรา 62 วรรคหนึ่ง) ผู้ฝ่าฝืนมีวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 หรือประเภท4 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 106 วรรคสอง)
(2) การผลิต ห้ามมิให้ผลิตขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 หรือประเภท 4 เว้นแต่ได้รับอนุญาต (มาตรา 16)การฝ่าฝืนมีระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท(มาตรา 90)
คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของร้านขายยาและจำเลยมีวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4 คือ เพโมลีนจำนวน 201 เม็ดมักเรียกกันว่า ยาม้าตัวเมีย พนักงานของจำเลยขายให้เด็กมาล่อซื้อ2 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจจับและตั้งข้อหาว่าจำเลยมีวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลีน จำนวน 201 เม็ดไว้เพื่อขายและร่วมกับพนักงานขายของจำเลยขายวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลีน จำนวน 2 เม็ดไป ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษ 2 ปีศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ศาลฎีกาแก้เป็นให้รอการลงโทษโดยบังคับคดีตามศาลชั้นต้น
มีข้อสังเกตว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีวัตถุออกฤทธิ์ชนิดเพโมลีนไว้เพื่อขายและขาย ขอให้เรียงกระทงลงโทษ ซึ่งข้อเท็จจริงก็ฟังได้ว่าของกลางส่วนหนึ่งยึดได้จากร้านของจำเลยจำนวน 199 เม็ด และอีกส่วนหนึ่งคือจำนวน 2 เม็ดได้จากให้ผู้ล่อซื้อไป อย่างไรก็ดีศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้แล้วว่า กรณีเช่นนี้เป็นความผิดอย่างเดียวกัน การกระทำเป็นกรรมเดียวคือการขาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่2787/2535)
ส่วนกรณีเสพวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 หรือประเภท 4 กฎหมายมิได้บัญญัติว่าเป็นความผิด แต่ถ้าชักจูงหรือยุยงให้บุคคลอื่นเสพ(มาตรา 62 จัตวา) ย่อมเป็นความผิดมีบทลงโทษเช่นเดียวกัน(มาตรา 106 จัตวา)
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 816 ครั้ง |