คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5079/2537
ป.อ. มาตรา 317
นางพ.ได้นำเด็กหญิงพ.ผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 14 ปีเศษบุตรสาวไปทำงานที่ร้านขายอาหารของนางส. ต่อมาจำเลยได้พาเด็กหญิงพ.ออกจากร้านอาหารโดยไม่ปรากฏว่านางพ.และนางส.รู้เห็นแล้วนำไปกระทำชำเราที่บ้านพักของจำเลยโดยเด็กหญิงพ.ยินยอม ด้วยประสงค์จะเลี้ยงดูเด็กหญิง พ. เป็นภริยาและต่อมาเด็กหญิงพ. กับจำเลยได้อยู่กินฉันสามีภริยา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กไปจากมารดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่ง
________________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,317, 91
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคหนึ่ง, 91เรียงกระทงลงโทษฐานพรากผู้เยาว์ให้จำคุก 3 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กหญิง ให้จำคุก 4 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกฐานพรากผู้เยาว์2 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กหญิง 2 ปี 8 เดือน รวมโทษจำคุก 4 ปี 8เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยสองกระทงรวม 3 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กไปจากมารดาและผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่งหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาได้ความว่า นางพิมพ์พันธ์ ศรสิทธิ์หรือค้ำกลาง ได้นำเด็กหญิงพรสวรรค์ ค้ำกลางผู้เสียหายซึ่งมีอายุ14 ปีเศษ บุตรสาวไปทำงานที่ร้านขายอาหารของนางสุนันท์ อินทรหะวันเกิดเหตุจำเลยได้พาเด็กหญิงพรสวรรค์ผู้เสียหายออกจากร้านอาหารโดยไม่ปรากฏว่านางพิมพ์พันธ์และนางสุนันท์รู้เห็น แล้วพาไปกระทำชำเราที่บ้านพักของจำเลยโดยผู้เสียหายยินยอม ด้วยประสงค์จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภริยา และต่อมาผู้เสียหายกับจำเลยได้อยู่กินฉันสามีภริยา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กไปจากมารดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามบทกฎหมายดังกล่าวฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคหนึ่ง ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุนายไพฑูรย์จอดพิมาย บิดาจำเลยได้ไปสู่ขอผู้เสียหายจากนางพิมพ์พันธ์มารดาผู้เสียหายและได้จัดพิธีแต่งงานให้ผู้เสียหายกับจำเลยอยู่กินด้วยกันแล้ว และในระหว่างพิจารณาคดีฝ่ายผู้เสียหายได้ขวนขวายดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาให้ผู้เสียหายทำการสมรสกับจำเลยได้ เมื่อคำนึงถึงสถานภาพและปัญหาครอบครัวของผู้เสียหายที่จะได้รับประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน หากรอการลงโทษจำคุกไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไปย่อมจะเป็นผลดียิ่งกว่าลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่ง สำหรับโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
(สมภพ โชติกวณิชย์ - ประสิทธิ์ แสนศิริ - ทวิช กำเนิดเพ็ชร์)
หมายเหตุ
การพรากเด็กไปกระทำชำเราโดยมีข้อเท็จจริงว่าจะพาไปอยู่กินฉันสามีภริยาดังคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับวินิจฉัยตรงกันว่า ไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กหรือพรากผู้เยาว์ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1806/2533,4995/2537
ด้วยความเคารพ ผู้หมายเหตุยังมีความเห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรกนี้มีองค์ประกอบภายนอกคือการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร กล่าวคือทำให้เด็กหรือผู้เยาว์ต้องขาดจากการคุ้มครอง ดูแล ปกป้อง โดยอาศัยประโยชน์จากความเยาว์วัยของเด็ก ดังนั้น การเอาตัวเด็กไปโดยแสดงถึงการแยกที่เกี่ยวกับสถานที่ชัดเจนหรือเป็นระยะเวลานาน ก็เป็นความผิดฐานนี้แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2523 การที่จำเลยและผู้เสียหายซึ่งมีอายุไม่เกิน 13 ปี พากันไปร่วมประเวณีที่กระท่อมด้วยความสมัครใจแล้วแยกกันกลับบ้านนั้น แม้ทางกลับบ้านของผู้เสียหายกับกระท่อมจะห่างกันเพียง 90 เมตร และผู้เสียหายอยู่กับจำเลยเพียง 5 ชั่วโมงก็ถือว่าจำเลยรบกวนสิทธิหรือแยกสิทธิของผู้ปกครองผู้เสียหายในการควบคุมดูแลผู้เสียหายโดยปราศจากเหตุอันสมควรแล้วเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 กับผิดตามมาตรา 317อีกกระทงหนึ่ง
การกระทำผิดฐานนี้ ความผิดน่าจะสำเร็จเมื่อเด็กพ้นจากความปกครองดูแลทั้งนี้มีความเห็นทางกฎหมายว่า "พรากไปเสียจากเป็นความผิดสำเร็จเมื่อเด็กพ้นจากผู้ปกครอง" และ "การพรากไปอาจเป็นเพียงชั่วคราว ไม่ต้องพาให้พ้นไปเลยแม้จะนำตัวผู้เยาว์กลับคืนมาให้ก็เป็นความผิดสำเร็จไปแล้วตามมาตรานี้"
ดังนั้น เมื่อจำเลยพรากเด็กไปจากความปกครองดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรก็น่าจะเป็นความผิดทันที เพราะว่าครบตามองค์ประกอบความผิดแล้วส่วนการพรากไปแล้วพาไปกระทำชำเราที่บ้านพักของจำเลยโดยผู้เสียหายยินยอมด้วยประสงค์จะเลี้ยงดูผู้เสียหายเป็นภรรยา น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจะเข้าองค์ประกอบเพื่อการอนาจารซึ่งเป็นบทฉกรรจ์หรือไม่ หรือเป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้ประกอบดุลพินิจการกำหนดโทษของจำเลยต่อไป มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าการพรากเด็กไปในกรณีอื่นความผิดสำเร็จทันทีเมื่อพรากไป แต่ถ้าพรากเด็กไปกระทำชำเราจำเลยจะมีความผิดหรือไม่ อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ตามมาว่าจำเลยได้เลี้ยงดูเด็กฉันสามีภรรยาหรือไม่ ถ้าไม่เลี้ยงดูจึงจะเป็นความผิดแต่ถ้าเลี้ยงดูก็ไม่เป็นความผิด
จุมพล ภิญโญสินวัฒน์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 529 ครั้ง |