ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบ 3 สนาม สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา



ชื่อข้อมูล : หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท / ทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
หมวด : รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา
สิทธิใช้งาน : สำหรับสมาชิก (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 17 และกลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 


รายละเอียด

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2542

       
 
ป.อ. มาตรา 2 วรรคแรก, 328, 329, 332

  
   ข้อความที่จำเลยที่ 1 ลงพิมพ์โฆษณาว่าโจทก์เรียกเงิน 5 ล้าน ในการถ่ายภาพนู้ด นั้น จำเลยที่ 1 มิได้อ้างถึงข้อความ จริงอันใดเลยในการแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ทั้งไม่มีข้อความ ที่แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะปกป้องโจทก์ แต่กลับ เป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์ใส่ความ เพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ ทำให้ผู้ที่ไม่ทราบความจริง เข้าใจผิด ดูหมิ่น เกลียดชังโจทก์ อันส่งผลกระทบต่อเกียรติยศและสถานะในทางสังคมของโจทก์หาใช่เป็นการติ ชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำไม่ จึงเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาทโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับการยกเว้นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329   การที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 กำหนดให้คดี หมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง (2) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์ หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลย เป็นผู้ชำระค่าโฆษณานั้นเป็นการให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณา คำพิพากษาเท่านั้น มิได้มีกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณา คำขออภัยด้วย ฉะนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัยด้วย จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 1 นอกเหนือจากโทษ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่สั่งให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษา ของศาลทั้งหมดนั้นก็เกินความจำเป็น สมควรให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาของศาลโดยย่อพอได้ใจความ   โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า บริษัท ข.จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใส่ความโจทก์หรือมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำ ความผิดหรือรู้ว่าข้อความที่ตีพิมพ์เป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ดังนั้น ลำพังแต่เพียงได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและ จำหน่ายหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวให้แก่ประชาชนทั่วไป จึงไม่พอรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์เป็นนางสาวไทยและนางงามจักรวาล ประจำปี 2531 จำเลยที่ 1 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์รายวันข่าวสด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์รายวันข่าวสดแก่ประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 26 ถึง 27 มิถุนายน 2538 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันพิมพ์และโฆษณาข้อความหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามลงในหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2538 คอลัมน์ บันเทิงว่า "จิกจักรวาล หึ่งปุ๋ย โอเค นู้ด 5 ล้าน" มีใจความในเนื้อข่าวว่า "กระแสคลั่งนู้ดโหม หนัก ไม่เว้นกระทั่งนางงามจักรวาล "ปุ๋ย" ภรณ์ ทิพย์ปุ๋ยยกตำแหน่งหรูการันตีขูดค่าแก้ผ้า 5 ล้าน ทางนิตยสาร "มิส" นู้ดอัลบัม ได้ส่งตัวแทนไปทาบทาม  "ปุ๋ย" ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางสาวไทยและนางงามจักรวาล ปี 2531 เพื่อมาถ่ายอัลบัม ด้วย แต่ปรากฏว่าทางปุ๋ยเรียกค่าตัวเพื่อการนี้สูงถึง 5,000,000 บาท จึงจะยอมถ่าย อย่างตอนนี้มิส ไปติดต่อปุ๋ยใช่ไหม ปุ๋ยโอเค. แต่เงินไม่ถึง ก็คอยดูต่อไปแล้วกัน เดี๋ยวเล่มอื่นก็เอาไปถ่ายจนได้ เงินแค่ 5,000,000 บาทถ้าจะทำกันจริง ๆ ต้องมีคนกล้าเสี่ยงแน่นอน" ทำให้ประชาชนผู้อ่านหนังสือพิมพ์เข้าใจว่าโจทก์สิ้นคิด หมดทางทำมาหากินต้องแก้ผ้าถ่ายรูปหาเงินมาเลี้ยงชีพและทำลายภาพพจน์ที่ดีงามของโจทก์ซึ่งเคยได้รับตำแหน่งนางสาวไทยและนางงามจักรวาลให้ตกต่ำลง ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังเหตุเกิดที่แขวงประชานิเวศน์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครและทั่วราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83, 91 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 48, 49 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันประกาศคำพิพากษาและคำขออภัยต่อโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับที่ออกจำหน่ายในราชอาณาจักรไทยด้วย เนื้อที่ 1 ใน 2 ของหน้าหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกค่าใช้จ่าย

 
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

 
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 83 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 48, 49 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2 ปรับ 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดพร้อมคำขออภัยต่อโจทก์ด้วยตัวอักษรขนาดปกติที่เคยปฏิบัติในหนังสือพิมพ์รายวันข่าวสดเป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

 
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อกฎหมายประการแรกว่า การเสนอข่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการติ ชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ซึ่งไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 ลงพิมพ์โฆษณานั้น จำเลยที่ 1 มิได้อ้างถึงข้อความจริงอันใดเลยในการแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ทั้งไม่ได้มีข้อความที่แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะปกป้องโจทก์ แต่กลับเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์ใส่ความเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ ทำให้ผู้ที่ไม่ทราบความจริงเกิดเข้าใจผิดดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์อันส่งผลกระทบต่อเกียรติ และสถานะในทางสังคมของโจทก์ หาใช่เป็นการติ ชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำไม่ จึงเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับการยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

 
ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการต่อไปว่า การจะวินิจฉัยว่าข้อความที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เป็นข้อความที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่นั้น ศาลควรวินิจฉัยโดยอ่านข้อความทั้งหมด มิใช่ยกเอาแต่บางคำบางประโยคมาวินิจฉัย เห็นว่า ในการวินิจฉัยการกระทำของจำเลยที่ 1ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยรับฟังข้อความทั้งหมดอยู่แล้วจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบอย่างไร ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชัดเจนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 
สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัยต่อโจทก์ด้วย เป็นการลงโทษจำเลยที่ 1 นอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 บัญญัติว่า ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง (2) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้งโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา จะเห็นได้ว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเท่านั้น มิได้มีกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำขออภัยด้วย ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัยต่อโจทก์ด้วย จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 1 นอกเหนือจากโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่สั่งให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัยต่อโจทก์จึงไม่ชอบฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาของศาลทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เกินความจำเป็น เห็นสมควรแก้ไข

 
มีปัญหาประการสุดท้ายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 จำหน่ายหนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ถือเป็นการโฆษณาด้วยเอกสาร จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใส่ความโจทก์หรือมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดหรือรู้ว่าข้อความที่ตีพิมพ์เป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ดังนั้น ลำพังแต่เพียงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวให้แก่ประชาชนทั่วไป จึงไม่เพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

 
สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้นเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือนและปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนนี้ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้จึงไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

 
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาของศาลโดยย่อพอได้ใจความ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่ขอให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัยต่อโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

    
(อำนวย เต้พันธ์ - อร่าม หุตางกูร - สุนทร สิทธิเวชวิจิตร)

  
หมายเหตุ

  
1. ผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทที่จะได้รับยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เข้าเงื่อนไข หลักเกณฑ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 สองประการด้วยกันคือ ประการแรก ต้องนำสืบให้เห็นว่าตนเองได้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ประการที่สองต้องนำสืบให้เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตนั้นต้องเป็นไปเพื่อเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งในสื่อนุมาตราตามที่บัญญัติไว้ หากขาดหลักเกณฑ์ประการใดประการหนึ่งแล้ว ผู้กระทำก็ไม่ได้รับยกเว้นความผิด เฉพาะคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 หาใช่เป็นการติ ชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับยกเว้นความผิด ในเบื้องต้นจึงแสดงให้เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 เขียนนั้นเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริตแล้ว ผู้เขียนเข้าใจว่า เหตุที่ศาลฎีกาพิจารณาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงข้อความโดยสุจริต เนื่องจากลักษณะข้อความตอนต้นที่ว่า "กระแสคลั่งนู้ดโหมหนักไม่เว้นกระทั่งนางงามจักรวาล" เป็นการแสดงข้อความตามที่จำเลยที่ 1 รับรู้มาอาจทำให้เห็นได้ว่าเป็นการแสดงข้อความโดยสุจริต เพราะมิใช่เขียนขึ้นตามความรู้สึกนึกคิดของตนเองโดยแท้ อย่างไรก็ตาม แม้จำเลยที่ 1 จะแสดงข้อความโดยสุจริตก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็ต้องนำสืบให้เห็นข้อเท็จจริงว่า การแสดงข้อความโดยสุจริตนั้น เป็นไปเพื่อเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งในสื่อนุมาตราตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เฉพาะคดีนี้คงมีประเด็นเฉพาะตามอนุมาตรา 3 เท่านั้น คือ การติ ชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ คำว่า "อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ" นั้น จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องนี้วินิจฉัยไว้ในลักษณะที่ว่า ข้อความหรือความคิดเห็นนั้นต้องมีลักษณะเป็นเรื่องของส่วนรวมเป็นเรื่องที่ประชาชนชอบที่จะติ ชมได้ เช่น เรื่องศาสนา เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ที่มิชอบของข้าราชการเป็นต้น สำหรับคดีนี้ โจทก์มีตำแหน่งเป็นนางสาวไทย และนางงามจักรวาล หากโจทก์จะทำไปในสิ่งที่ไม่ถูกต้องสมควรแล้วอาจทำให้เห็นได้ว่ามีผลกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ ของนางสาวไทยซึ่งพออนุโลมได้ว่า เป็นเรื่องของส่วนรวม ดังนั้น จึงอยู่ในวิสัยของประชาชนที่จะติ ชมด้วยความเป็นธรรมได้ คดีจึงมีประเด็นเกี่ยวข้องโดยตรงกับอนุมาตรา 3 ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 หากจำเลยที่ 1 ติชมด้วยความเป็นธรรมแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้รับยกเว้นความผิด แต่เนื่องจากข้อความที่จำเลยที่ 1 เขียนนั้น น้ำหนักของข้อความแสดงให้เห็นไปในทางที่ว่าโจทก์ประสงค์จะถ่ายภาพโป๊ เพียงแต่เกี่ยงงอนในเรื่องของค่าตัวเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการติ ชมด้วยความเป็นธรรมศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เข้าเงื่อนไข ตามอนุมาตรา 3 นี้

 
2. พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น แยกพิจารณาได้เป็น 2 กรณี คือ

 
 ก. กรณีโฆษณาสิ่งพิมพ์อื่นนอกเหนือจากหนังสือพิมพ์มีข้อความเป็นการหมิ่นประมาทผู้อื่น ผู้ที่ต้องรับผิดคือ ผู้ประพันธ์ ซึ่งตั้งใจให้ลงโฆษณาบทประพันธ์นั้นต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นตัวการ ถ้ามีกรณีที่ผู้ประพันธ์ไม่ต้องรับผิดหรือไม่ได้ตัวผู้ประพันธ์แล้ว ผู้พิมพ์บทประพันธ์ต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวการ

 
 ข. กรณีโฆษณาบทประพันธ์ในหนังสือพิมพ์ มีข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่น มาตรา 48 วรรคสอง กำหนดให้ผู้ประพันธ์และบรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการถ้ามิได้ผู้ประพันธ์ ผู้พิมพ์ต้องรับผิดเป็นตัวการ

 
 กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้บุคคลใดต้องรับผิดเป็นตัวการ ดังเช่น พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484มาตรา 48 นี้ เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่าบุคคลนั้น ๆ ต้องรับผิดในฐานเป็นตัวการ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยหลักในเรื่องตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อีกเพราะมิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ กรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางนำสืบไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า ผู้พิมพ์ ผู้ประพันธ์หรือบรรณาธิการ เป็นตัวการร่วมกันแล้ว ก็จะฟังว่าบุคคลเหล่านี้ต้องรับผิดในทางอันเป็นตัวการตามพระราชบัญญัติการพิมพ์พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ไม่ได้ด้วย หากเป็นเช่นนี้ ข้อความตามมาตรา 48 ก็จะไม่มีผลบังคับใช้และไม่จำเป็นที่จะต้องบัญญัติไว้

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2973/2522

 
 ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 แสดงให้เห็นชัดว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งให้บรรณาธิการเป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ เมื่อหนังสือพิมพ์ซึ่งจำเลยเป็นบรรณาธิการลงข้อความหมิ่นประมาทโจทก์จำเลยย่อมมีความผิดในฐานะเป็นตัวการ จะอ้างว่าไม่อยู่ไม่รู้เห็น ปัดความรับผิดชอบไปให้รองบรรณาธิการนั้นหาชอบไม่

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3992/2539

 
 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 2 ให้สัมภาษณ์และได้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนตามฟ้อง ซึ่งมีจำเลยที่ 1เป็นบรรณาธิการ เป็นข้อความที่จำเลยที่ 2 ได้กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท โจทก์ร่วม แต่ข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือมติชนรายวันฉบับวันที่27 มกราคม 2535 เป็นไปตามคำสัมภาษณ์ของจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพรรคความหวังใหม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48บัญญัติไว้เป็นใจความว่า เมื่อมีความผิดนอกจากที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้เกิดขึ้นด้วยการโฆษณาสิ่งพิมพ์ ในกรณีหนังสือพิมพ์ บรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 จะไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม และลงพิมพ์ไปตามคำสัมภาษณ์ของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบความเป็นไปของพรรคความหวังใหม่ก็ตามแต่เมื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นบรรณาธิการ ลงข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1ก็ย่อมมีความผิดในฐานะเป็นตัวการ ตามบทบัญญัติ ของกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

 
 สำหรับคดีนี้มีประเด็นเกี่ยวโยงเฉพาะจำเลยที่ 2 ว่าต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ได้ความจากคำฟ้องโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์รายวันจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484มาตรา 48 มาใช้บังคับแก่คดีของโจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิใช่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เมื่อเป็นเช่นนี้หากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 แล้ว ก็จะต้องนำหลักเกณฑ์ทั่วไปมาใช้บังคับกล่าวคือ โจทก์ต้องบรรยายฟ้องและนำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 2เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั่นเอง และการที่จะถือว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ได้นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทราบข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดในความผิดฐานหมิ่นประมาท ในขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการกระทำนั้นโจทก์จึงต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่าข้อความที่ตีพิมพ์เป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ ในขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ประสงค์หรือย่อมเล็งเห็นผลในการจะโฆษณาข้อความดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบหรือนำสืบไม่ได้ในประเด็นนี้การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิด

 
3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 บัญญัติให้อำนาจศาลในการที่จะสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับ หรือหลายฉบับครั้งเดียวหรือหลายครั้งโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะเนื้อหาในคำพิพากษา ได้กล่าวถึงรายละเอียด ข้อเท็จจริงในคดีไว้อย่างครบถ้วนแล้ว การลงโฆษณาคำพิพากษา จึงเป็นมาตรการพิเศษที่ให้ศาลมีอำนาจสั่ง เพื่อปกป้องมิให้ความผิดฐานหมิ่นประมาทที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ทำให้ผู้ถูกหมิ่นประมาทต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังอีกต่อไปด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงไม่ได้บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำความผิดโฆษณาคำขออภัยต่อโจทก์ได้ เพราะอาจเกิดปัญหาต่อไปว่า เนื้อหาของคำขออภัยจะเป็นอย่างไร อันอาจก่อให้เกิดปัญหาไม่จบสิ้นต่อไปอีก

 
 อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 นี้ ก่อนหน้านี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจอยู่ฉบับหนึ่ง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2709/2539 วินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า การโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐนั้น เป็นการพ้นวิสัยหรือไม่ เห็นว่าที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ไม่สามารถจะโฆษณาคำพิพากษาได้เนื่องจากมีการลดหน้าหนังสือพิมพ์ลง ประกอบกับใกล้สิ้นปีมีโฆษณามาก จะเห็นได้ว่า ถ้าพ้นสิ้นปีไปแล้ว หนังสือพิมพ์ดังกล่าวก็สามารถจะโฆษณาคำพิพากษาให้ได้ จึงไม่เป็นการพ้นวิสัยส่วนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไม่สามารถจะโฆษณาคำพิพากษาได้เนื่องจากเนื้อที่ในการลงโฆษณาได้เปิดจำหน่ายล่วงหน้าไปจนถึงปีหน้า จำเลยทั้งสี่ย่อมจองสิทธิลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวต่อจากผู้ลงโฆษณาล่วงหน้าคนสุดท้ายได้ ดังนั้น การโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐจึงยังอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ ประกอบคำพิพากษามิได้บังคับว่าจะต้องจัดให้มีการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้นเมื่อใดดังนั้น การลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงยังไม่เป็นการพ้นวิสัย"

 
 คดีนี้มีประเด็นว่า คำสั่งศาลที่ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์นั้นเป็นการพ้นวิสัยหรือไม่ ผู้เขียนมีความเห็นว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษา โดยระบุให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งฉบับใดโดยเฉพาะแล้ว โจทก์ก็จะร้องขอให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นอีกไม่ได้ เพราะเป็นการเกินเลยไปจากคำพิพากษา กรณีเช่นนี้จึงต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคแรกที่บัญญัติว่า"ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้นั้น" ดังนี้ หากหนังสือพิมพ์ที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์นั้น ๆ เลิกกิจการก็ดีถูกสั่งปิดกิจการก็ดี จึงต้องถือว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลูกหนี้มิต้องรับผิดชอบ ย่อมเป็นผลให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้ ไม่ต้องลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ๆ อีกต่อไป

 
  ทนงศักดิ์  ดุลยกาญจน์


---------------------------------------------------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 1072 ครั้ง

 


หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท / ทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์ |รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายอาญา ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 0 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากอาจารย์ผู้สอน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่ม ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 

  




คำแนะนำ

1. สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. สมัครสมาชิก/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งานดาวน์โหลดข้อมูล เอกสาร ทุกครั้ง
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]