คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 832/2540
ป.อ. มาตรา 56, 59 วรรคสี่, 291
การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่มีอันตรายโดยสภาพสามารถทำอันตรายบุคคลอื่นให้ถึงแก่ความตายได้ทำการช็อตปลาในคลองสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันนอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้งแล้วยังเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์อันถือได้ว่าเป็นการกระทำด้วยความประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสี่ อีกด้วย เมื่อผู้ตายถูกกระแสไฟฟ้าที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ดังกล่าวช็อตจนถึงแก่ความตายก็ต้องถือว่าเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยทั้งสามไม่ว่าเหตุที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะผู้ตายลงไปอาบน้ำในคลองแล้วถูกกระแสไฟฟ้าช็อตหรือเป็นเพราะผู้ตายไปแก้สายไฟฟ้าที่เกี่ยวติดสิ่งของจึงถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตายก็ตามก็ไม่มีผลทำให้จำเลยทั้งสามพ้นผิดแต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามเกิดจากความประมาทมิใช่เกิดจากการกระทำโดยเจตนาจึงมีเหตุอันควรได้รับความปรานีประกอบกับขณะเกิดเหตุจำเลยที่1และที่2มีอายุไม่เกิน17ปีซึ่งความรู้ผิดชอบย่อมจะไม่สมบูรณ์เท่ากับผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วสำหรับจำเลยที่3แม้จะมีอายุมากรู้สึกผิดชอบดีแล้วแต่ก็เป็นการกระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่1และที่2อันเป็นเหตุในลักษณะคดีต้องยกประโยชน์ในส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่3ด้วยโทษที่จำเลยทั้งสามได้รับมีกำหนดเวลาไม่มากนักหากรับโทษจำคุกไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำการอบรมให้กลับตัวเป็นคนดีได้ทันซ้ำยังอาจทำให้จดจำเอาตัวอย่างที่ไม่ดีจากผู้ต้องขังอื่นมาประพฤติปฏิบัติอันอาจเป็นผลร้ายต่อสังคมไทยในภายหน้าได้สมควรให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามไว้ซึ่งน่าจะมีผลดีแก่สังคมโดยส่วนรวมมากกว่า
________________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงลงในคลองขุนน้ำเพื่อช็อตปลา เป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้นายปิยะหรือโก ชูโลก บุตรโจทก์ซึ่งลงไปอาบน้ำถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 83
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้จำคุกคนละ 1 ปี
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายปิยะหรือโกชูโลก บุตรโจทก์ถูกกระแสไฟฟ้าที่ใช้ช็อตปลาในคลองขุนน้ำช็อตจนถึงแก่ความตาย คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่มีอันตรายโดยสภาพสามารถทำอันตรายบุคคลอื่นให้ถึงแก่ความตายได้ ทำการช็อตปลาในคลองขุนน้ำอันเป็นคลองสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้งแล้ว ก็ยังเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำด้วยความประมาทตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่อีกด้วย เมื่อผู้ตายถูกกระแสไฟฟ้าที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ดังกล่าวช็อตจนถึงแก่ความตายเช่นนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากความประมาทของจำเลยทั้งสาม ไม่ว่าเหตุที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะผู้ตายลงไปอาบน้ำในคลองแล้วถูกกระแสไฟฟ้าช็อตตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ หรือเป็นเพราะผู้ตายไปแก้สายไฟฟ้าที่เกี่ยวติดสิ่งของจึงถูกกระแสไฟฟ้าช็อตถึงแก่ความตาย ตามที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้จำเลยทั้งสามพ้นผิดแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ปรากฏหลักฐานจากสำเนาแบบพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องหาในสำเนาสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 1990/2536 ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ที่พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราชส่งต่อศาลตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 47 และ 48 ว่าจำเลยที่ 1เกิดเมื่อ พ.ศ. 2519 และจำเลยที่ 2 เกิดเมื่อ พ.ศ. 2520 ซึ่งเมื่อนับถึงขณะเกิดเหตุคือ พ.ศ. 2536 จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุไม่เกิน 17 ปี กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 ที่จะต้องลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2คนละกึ่งหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามเกิดจากความประมาท มิใช่เกิดจากการกระทำโดยเจตนาจึงมีเหตุอันควรได้รับความปรานีประกอบกับขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มีอายุไม่เกิน 17 ปีซึ่งความรู้ผิดชอบย่อมจะไม่สมบูรณ์เท่ากับผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วสำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งแม้ว่าจะมีอายุมากรู้ผิดชอบดีแล้วแต่ก็เป็นการกระทำความผิดร่วมกับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อันเป็นเหตุในลักษณะคดี จึงต้องยกประโยชน์ในส่วนนี้ให้แก่จำเลยที่ 3 ด้วยทั้งเมื่อพิเคราะห์ถึงโทษที่จำเลยทั้งสามได้รับมีกำหนดเวลาไม่มากนัก หากจะให้จำเลยทั้งสามต้องรับโทษจำคุกแล้วก็คงจะไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำการอบรมให้จำเลยทั้งสามกลับตัวเป็นคนดีได้ทัน ซ้ำยังอาจทำให้จำเลยทั้งสามจดจำเอาตัวอย่างที่ไม่ดีจากผู้ต้องขังอื่นมาประพฤติปฏิบัติ อันอาจจะเป็นผลร้ายต่อสังคมไทยในภายภาคหน้าได้ จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสาม โดยให้ทำการคุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่สังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยทั้งสามหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยทั้งสามด้วย"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุไม่เกิน 17 ปีลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75แล้วจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 3ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกของจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และวางเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยทั้งสามไว้ โดยให้จำเลยทั้งสามประกอบอาชีพที่สุจริตอันเป็นกิจจะลักษณะละเว้นความประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดที่มีโทษทางอาญาอีก และให้จำเลยทั้งสามไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 2 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดเวลา 2 ปี และ3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนดเวลา 1 ปี และให้จำเลยทั้งสามทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ตามแต่ที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสามเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
( อมร วีรวงศ์ - สุรินทร์ นาควิเชียร - ถวิล อินทรักษา )
หมายเหตุ
ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 กับความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 290บางครั้งก็มีความใกล้เคียงกันอยู่มาก แม้ว่าข้อเท็จจริงประการสำคัญจะอยู่ที่ว่าความผิดตามมาตรา 290 นั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาทำร้าย ส่วนความผิดตามมาตรา 291 ผู้กระทำไม่มีเจตนาทำร้ายเพียงแต่กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง แต่ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำทั้งสองฐานความผิดคือ ผู้ได้รับผลจากการกระทำถึงแก่ความตายเหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องมีความเข้าใจว่าเจตนาทำร้ายเป็นอย่างไร
ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ อธิบายถึง "เจตนาทำร้าย"ตามมาตรา 290 ไว้ว่า ต้องมีการทำร้ายผู้อื่นโดยเจตนาแต่เจตนานั้นเป็นเพียงเจตนาทำร้าย ไม่ถึงกับเจตนาฆ่า คือมิได้เล็งเห็นผลว่าจะถึงตาย ถ้าการทำร้ายก็ไม่มีเจตนาด้วยก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 290 นี้ แต่อาจมีความผิดฐานประมาทหรือไม่มีความผิดเลยก็ได้
ปัญหาที่ยากต่อการวินิจฉัยคือ กรณีที่ผู้กระทำไม่มีเจตนาจะทำร้ายใครเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่กระทำการโดยใช้สิ่งที่มีอันตรายโดยสภาพ อย่างเช่นกระแสไฟฟ้า จะถือว่าผู้กระทำเล็งเห็นผลได้ว่าอาจมีคนมาถูกกระแสไฟฟ้าได้รับอันตราย จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายแล้วหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดตามมาตรา 290 และ 291 ที่จำเลยใช้กระแสไฟฟ้า พอจะนำมาประกอบการพิจารณาได้ มีดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2528 การที่ ส. ผู้ตาย ได้เข้าไปในบริเวณบ่อปลาของนายจ้างของจำเลยเพื่อจะเกี่ยวหญ้า ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิทำร้ายผู้ตายได้ เมื่อจำเลยขึงลวดไว้ภายในรั้วลวดหนามที่ล้อมรอบบริเวณบ่อเลี้ยงปลาของนายจ้าง และปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปตามลวดนั้น ผู้ตายมาถูกสายไฟฟ้าของจำเลยเข้าถึงแก่ความตายถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1999/2511 การที่จำเลยใช้เส้นลวดที่ไม่มีวัตถุใด ๆ ห่อหุ้มขึงทางด้านบนของรั้วไม้โรงภาพยนตร์ของจำเลย แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้า 220 โวลท์ ไปตามเส้นลวดนั้นเพื่อป้องกันมิให้คนข้ามรั้วเข้าไปลอบดูภาพยนตร์ทางรูฝาโรงภาพยนตร์เป็นการกระทำที่จำเลยมิได้เจตนาฆ่า แต่เจตนาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290หาใช่ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 32/2510 ผู้ตายเรียนหนังสืออยู่ที่วัดละหารซึ่งจำเลยเป็นครูอยู่ ทั้งเป็นเด็กหญิงและเป็นหลานของจำเลย มีบ้านอยู่ติดกับบ้านของจำเลย เมื่อจำเลยขึงลวดเส้นเดียวและเล็กไว้ในบริเวณบ้าน และปล่อยกระแสไฟฟ้าให้แล่นไปตามลวดนั้นเมื่อเวลาจวนสว่างผู้ตายเข้าไปในเขตรั้วบ้านจำเลย และมาถูกสายไฟฟ้าของจำเลยเข้าถึงแก่ความตาย ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการป้องกันสิทธิของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำให้คนตายโดยไม่มีเจตนา
ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสามข้างต้นนี้ จะเห็นว่าจำเลยมีเจตนากระทำต่อบุคคล กล่าวคือ เจตนาใช้กระแสไฟฟ้าป้องกันสิทธิและทรัพย์สินของตน โดยต้องการให้คนร้ายที่บุกรุกหรือจะเข้ามาลักทรัพย์ในบริเวณเคหสถานได้รับอันตราย เท่ากับมีเจตนาทำร้ายแล้ว แต่ไม่ถึงกับจะมีเจตนาฆ่าหรือเล็งเห็นผลว่าผู้ถูกกระแสไฟฟ้าจะถึงแก่ความตาย เมื่อมีผู้บริสุทธิ์มาโดนกระแสไฟฟ้าดังกล่าวถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย
แต่ในกรณีที่จำเลยไม่มีเจตนากระทำต่อบุคคลใด ๆ เพียงต้องการใช้กระแสไฟฟ้าป้องกันไม่ให้สัตว์มาทำลายทรัพย์สินของตนโดยไม่ได้ประสงค์ต่อผลที่จะทำร้ายผู้อื่น จำเลยก็อาจมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายได้ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429/2520
จำเลยตกกล้าในหลังบ้าน และได้ขึงลวด 2 เส้น รอบที่ตกกล้าสูงจากพื้นดินประมาณ 3 นิ้ว แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าขนาด 220 โวลท์จากบ้านเข้าไปในเส้นลวดดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้หนูไปกินข้าวกล้าโดยรู้อยู่ว่าสายลวดที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้นั้น หากสัตว์ไปถูกเข้าจะถึงแก่ความตายได้ ทั้งจำเลยยังปักป้ายห้ามเข้าในเขตที่ตกกล้าด้วย แสดงว่าจำเลยย่อมรู้ว่าสายลวดที่มีกระแสไฟฟ้าดังกล่าวเป็นอันตรายต่อคนที่เข้าไปในเขตที่ตกกล้า เช่นเดียวกัน การที่จำเลยขึงลวดกระแสไฟฟ้าเช่นนี้ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นได้ว่าอาจมีคนหากบหาปลาตามทุ่งนาเดินมาถูกลวดที่มีกระแสไฟฟ้าดังกล่าวและได้รับอันตรายแก่ร่างกาย จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่นแล้ว เมื่อผู้ตายผ่านไปถูกสายลวดที่มีกระแสไฟฟ้าถึงแก่ความตาย อันเป็นผลจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่มีเจตนาฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290
จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429/2520 นี้ ศาลฎีกาตีความ"เจตนาทำร้าย" รวมถึงการเล็งเห็นผลด้วย โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่ากระแสไฟฟ้าบนเส้นลวดนั้นทำให้สัตว์ตายได้จำเลยปักป้ายห้ามเข้าในเขตไว้ แสดงว่าจำเลยย่อมรู้ว่าเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้านั้นจะเป็นอันตรายต่อคนด้วย จึงถือว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้อื่นแล้ว ทำให้น่าพิจารณาว่าการตีความดังกล่าวกว้างเกินไป หรือการตีความในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 832/2540 นี้การที่จำเลยนำกระแสไฟฟ้าไปช็อตปลาในคลองย่อมแสดงว่าจำเลยรู้แล้วว่ากระแสไฟฟ้านั้นทำให้สัตว์ตายได้เช่นเดียวกันข้อเท็จจริงคงต่างกันเพียงว่า จำเลยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 832/2540 ไม่ได้ปักป้ายหรือให้สัญญาณห้ามคนลงคลอง ทั้ง ๆ ที่โดยสภาพแล้วคลองนั้นเป็นคลองสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันการช็อตปลาของจำเลยเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายชัดแจ้งกว่าการที่เอาเส้นลวดขึงล้อมบริเวณที่ตกกล้าของตัวเองเสียอีก และจำเลยในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1429/2520 ใช้ความระมัดระวังมากกว่าโดยปักป้ายเตือนห้ามเข้าไว้ กลับกลายเป็นว่าการกระทำดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเจตนาทำร้าย แต่ถ้าหากกระทำโดยมิได้คำนึงถึงชีวิตและความปลอดภัยของผู้อื่นเลย ถือว่าการกระทำโดยประมาทซึ่งกฎหมายระวางโทษไว้เบากว่า
ผลของคำพิพากษาศาลฎีกา 2 คดีนี้ ดูจะไม่สอดคล้องกันนักซึ่งคงจะต้องรอดูแนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปว่าจะตีความ "เจตนาทำร้าย" กับ "กระทำโดยประมาท" ในกรณีเช่นนี้อย่างไร
กรกันยา กันยะพงศ์
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 584 ครั้ง |