|
ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบผู้ช่วบผู้พิพากษา สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> ข้อ5 กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 5 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน |
|
คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาว่ามีความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาที่ อม.๓/๒๕๕๕ เป็นกรณีคณะ กรรมการ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯว่า นาย ส. ผู้คัดค้าน ซึ่งเคยดำรงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี และตําแหน่งอื่น ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ โดยไม่ได้แสดงรายการบัญชีเงินฝากของคู่สมรส ๒ บัญชี เป็นเงิน ๒,๓๗๐,๐๘๒.๑๕ บาท และ ๒,๔๓๒,๒๒๗.๘๕ บาท ผู้ร้องตรวจสอบที่มาของเงินบัญชีดังกล่าวพบว่าในวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ มีเงินจํานวน ๒๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ฝากเข้าบัญชี เงินฝากของผู้คัดค้านและญาติของผู้คัดค้านหลายบัญชี ต่อมาในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ ห้างหุ้นส่วนจํากัดโรงสี ว. ทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร ศ. สาขาวิเศษไชยชาญ จํานวนเงิน ๓๑,๑๓๗,๐๐๐ บาท โดยนําบัญชีเงินฝากของห้างหุ้นส่วนจํากัดโรงสี ว. รวม ๓ บัญชี ที่มีที่มาจากเงิน ๒๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปจํานําเป็นประกันเงินกู้ หลังจากนั้นในวันเดียวกันเงินกู้จํานวน ๓๑,๑๓๗,๐๐๐ บาท ถูกกระจายไปเข้าบัญชีเงินฝากของภริยาผู้คัดค้านและญาติของภริยารวม ๗ บัญชี ต่อมาภริยาผู้คัดค้านถอนเงินที่ได้มาจากการทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเกือบทั้งหมด เงินที่เหลือฝากไว้ในบัญชีเงินฝากที่ผู้คัดค้านมิได้แสดงในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ ที่ยื่นต่อผู้ร้องผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯวินิจฉัยโดยฟังว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของเงิน ๓๐ ล้าน บาทเศษ ได้มาช่วงเลือกตั้งในปี ๒๕๓๙ บางส่วนมีที่มาจากเงินสนับสนุนจากพรรค ช. กว่า ๒๐ ล้านบาท ที่เหลือไม่ทราบที่มา ผู้คัดค้านนําไปฝากเปิดบัญชีในชื่อห้างฯ หลังจากนั้นให้ห้างฯทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร แล้วนําเงินที่ผู้คัดค้านได้มาทั้งหมด ไปชําระหนี้เงินยืมจากธนาคาร ส่วนเงินกู้ยืมจากธนาคารซึ่งกลายมาเป็นเงินที่มาที่ถูกต้องจากการทำธุรกรรมผ่านธนาคาร ก็ได้กระจายเข้าฝากในบัญชีส่วนตัวของภริยา และในชื่อห้างฯ อีกหลายบัญชี ต่อมาภริยาก็ได้ถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ผู้คัดค้านจงใจปกปิดที่มาของเงินที่นํามาฝากในการยื่นบัญชีฯ จํานวน ๔ ตําแหน่ง รวม ๙ กรณี |
| โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 26/09/2021 |
| |
คดีจงใจไม่ยื่นบัญชีฯหรือยื่นเท็จฯ ยังมีข้อกฎหมายใหม่ที่น่าสนใจ ดังนี้ (๑) บทบัญญัติเรื่องอายุความ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (อายุความสะดุดหยุดลงในวันฟ้อง และหากหลบหนีไม่นับระยะเวลาที่หลบหนีเป็นส่วนหนึ่ง ของอายุความ) แม้มิใช่บทบัญญัติว่าด้วยการลงโทษ แต่มีผลให้ระยะเวลาในการบังคับโทษขยายออกไป จึงเป็นบทบัญญัติที่เป็นโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหา ไม่อาจนํามาใช้บังคับ ย้อนหลังแก่คดีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องไว้ แต่ยังไม่ได้ตัวผู้กล่าวหามายังศาลจนครบกําหนดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๕ (๔) ไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ความหมาย ก็คือ บทบัญญัติเรื่องอายุความที่เป็นโทษไม่มีผลย้อนหลัง (คดี อม.๒๓๒/๒๕๖๒) |
| โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 26/09/2021 |
| |
(๒) ผู้ร้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๑ (ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกินสิบปีด้วยหรือไม่ก็ได้) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังการกระทำความผิด (กฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดคือ พ.ร.ป.ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งเพียงแต่ห้ามดำรงตําแหน่งทางการเมืองหรือตําแหน่งใดในพรรคทางการเมืองเป็นเวลาห้าปี)
ประเด็นปัญหา คือ โทษเพิกถอนสิทธิ (เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง) มีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า มาตรการบังคับทางการเมืองตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๑ มิใช่ มาตรการบังคับทางการเมืองที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงต้องใช้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง บังคับแก่คดีนี้ เพราะหากบังคับใช้ตามที่กฎหมายที่บัญญัติภายหลังกระทำความผิดย่อมเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม (คดี อม.๔๒/๒๕๖๒) ผล คือ โทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีผลย้อนหลัง
|
| โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 26/09/2021 |
| |
๓) ในกรณีที่คดีส่วนอาญาขาดอายุความแล้ว ศาลฯจะพิจารณาต่อไปและ ลงโทษมาตรการบังคับทางการเมือง (ให้พ้นจากตําแหน่งและเพิกถอนสิทธิ) ได้หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ วินิจฉัยว่า คำขอให้ผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากตําแหน่ง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา ถือ เป็นมาตรการบังคับทางการเมือง อันเป็นการจํากัดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล ซึ่งสืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญา เมื่อสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับแล้ว จึงไม่อาจนํามาตรการบังคับทางการเมือง มาบังคับแก่ผู้เสียหายในคดีนี้ได้ (คดี อม.ดำ ๓๐/๒๕๖๒) ผล คือ ในกรณีที่คดีส่วนอาญา ขาดอายุความ คงเหลือเพียงคำขอให้บังคับใช้มาตรการทางการเมืองต้องยกฟ้อง (ตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มาตรการทางการเมือง คือ ให้พ้นจากตําแหน่งและห้ามดำรงตําแหน่งทางการเมืองหรือตําแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลาห้าปี) รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน** มาตรการทางการเมือง คือ ให้พ้นจากตําแหน่งและให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกับเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้ง |
| โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 26/09/2021 |
| |
คดีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเสียเอง มีปัญหาว่า ผู้เสียหายมีอํานาจฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่ ปัญหานี้มีคำพิพากษาศาลฎีกา (ประชุมใหญ่) เมื่อไม่นานมานี้กลับหลักเดิม คือ คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๗๓/๒๕๖๒ เป็นกรณีผู้เสียหายยื่นฟ้องคณะกรรม การป.ป.ช.กับพวก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ฯลฯ มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอํานาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง ที่มีผลบังคับในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้บัญญัติว่า “สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตําแหน่งทางการเมืองว่า กรรมการ (ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำ ความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ” นั้น เป็นเพียงบทบัญญัติที่เพิ่มช่องทางในการดำเนินคดีแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่โจทก์เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ยังคงมีอํานาจฟ้องจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๘ (๒) ต่อศาลชั้นต้นที่มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๗ ประกอบมาตรา ๓ วรรคสอง (๑) ศาลชั้นต้นย่อมมีอํานาจพิจารณา พิพากษาคดีในส่วนของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ได้ และมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดี ในส่วนของจําเลยที่ ๘ และที่ ๙ ในฐานะผู้สนับสนุนได้ด้วย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๓ วรรคสอง (๕) คำพิพากษาฎีกา (ประชุมใหญ่) คดีนี้ วางหลักการใหม่ว่า ผู้เสียหายมีอํานาจฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ เป็นการกลับหลักการเดิม** ในคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๘๑/๒๕๕๗ และคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๙/๒๕๖๐ (ประชุมใหญ่) ที่วินิจฉัยว่า การดำเนินคดีแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช มีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้ความคุ้มครองแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิให้ผู้ที่ถูกตรวจสอบและไต่สวนหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. กลั่นแกล้ง ฟ้องร้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โดยง่าย เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่ได้ อย่างเต็มที่ แต่บัญญัติดังกล่าวก็มิได้มีผลให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่กระทำความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการหลุดพ้นจากความผิดทางอาญา เพราะผู้เสียหายอาจร้องเรียนต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา เพื่อตรวจสอบและกลั่นกรองข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลตามข้อกล่าวหาหรือไม่ แล้วเข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตําแหน่งทางการเมืองต่อไป ซึ่งต้องถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังกล่าวมีผลเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลที่มีอํานาจ พิจารณาพิพากษาคดีอาญาปกติ โจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้อง |
| โดย ( ) อัพเดทวันที่ : 26/09/2021 |
| |
|
||
|
||
|
||
|
![]() |
||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||
| คำแนะนำ 1. เจาะหลัก สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา)อัพเดท 2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด) 3. ผู้ประสงค์ใช้งาน/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งาน กดดูข้อมูล ดาวน์โหลด ทุกครั้ง จึงจะใช้งานได้ 4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected] |