ย้อนกลับสู่หน้า เตรียมสอบผู้ช่วบผู้พิพากษา สกัดหลัก จับประเด็น พิสดาร! >> ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก)


ชื่อข้อมูล : หลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)
หมวด : ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก)
สิทธิใช้งาน : สำหรับ (กลุ่มผู้สนับสนุน) เตรียมสอบ 3 สนาม กลุ่มที่ 18 (ใช้งานทั้งหมดทุกกลุ่ม*) อ่านรายละเอียด
ขนาด : ไม่ระบุ
   
 



รายละเอียด

หลักและทฤษฎีกฎหมาย

 

 เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)

เจาะหลักกฎหมายและทฤษฎีกฎหมายแพ่ง

 

              หลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา (The Autonomy of the Wit) และหลักอิสระในทางแพ่ง (Private Autonomy)  มีความหมายอย่างไร และป.พ.พบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้หรือไม่ ให้ยกตัวอย่าประกอบด้วย

----------------------------


              ภายหลังจากยุโรปผ่านพ้นช่วงที่เรียกว่าเป็นยุคมืด (Dark Ages) อันเป็นยุคที่ศาสนา คริสตร์มีบทบาทครอบงําความคิดของคนให้มีความเชื่อและศรัทธาในพระเจ้า ต่อมาเมื่อมีการติดต่อ ค้าขายกันแพร่หลายทําให้ครอบครัวพ่อค้าและชนชั้นกลางในยุโรปเริ่มมีฐานะดีและมีเวลาว่างมากขึ้น จึงได้หวนกลับมาศึกษาแนวความคิดของชาวกรีกและโรมันโดยยุคที่มีการรื้อฟื้นศึกษาแนวคิดของ อารยธรรมกรีกโรมันนี้เกิดขึ้นในราวศตวรรษที่ 14 – 17 เรียกว่ายุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance Age) ทําให้มีการศึกษาวิเคราะห์และเห็นคุณค่าในแนวคิดของนักปราชญ์สมัยกรีกและ โรมันที่มีการยอมรับนับถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เชื่อในศักยภาพและความดีงามอันอยู่ภายในตัวของมนุษย์ และยกย่องศักดิ์ศรีและเสรีภาพของเอกชน จากการที่ได้ศึกษาข้อความคิดทางปรัชญา ของกรีกโรมันจึงส่งอิทธิพลมายังแนวคิดในทางสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน แนวคิดทางนิติศาสตร์ จากแนวคิดที่เชื่อว่าเอกชนหรือปัจเจกบุคคลมีคุณค่าในตัวเองจนส่งผล ก่อให้เกิดหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนา (The Autonomy of the Wit) และหลักอิสระในทางแพ่ง (Private Autonomy) อันเป็นหลักการที่สําคัญยิ่งในกฎหมายเอกชนของนานา อารยประเทศจนถึงปัจจุบัน 
              คํากล่าวที่ว่า เอกชนต้องมีอิสระในทางแพ่ง บุคคลย่อมมีความสามารถก่อตั้ง (ความสัมพันธ์แห่งชีวิตในทางแพ่งของเขาได้ตามชอบใจและโดยเสรี โดยอาศัยการกระทําผ่าน เครื่องมือทางกฎหมายที่เรียกว่านิติกรรม สัญญา ความคิดดังกล่าวนี้มาจากแนวคิดของลัทธิ ปัจเจกชนนิยม (Individualism) ซึ่งมีความเชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้ที่มีสิทธิในตัวเอง สิ่งที่แสดงออกมาโดย ความคิดพิจารณาของมนุษย์ล้วนมีค่าและมีความศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น การที่บุคคลจะแสดงออกซึ่งเจตนา (ด้วยความต้องการจะให้มีผลผูกพันตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่รัฐและบุคคลอื่นๆ ควรเคารพในการแสดงออกซึ่งเจตนาของบุคคลนั้นๆ สิ่งใดที่เอกชนมีเจตนาต้องการให้เกิดผลเป็นไปอย่างไร กฎหมายต้องยอมรับ บังคับบัญชาให้เท่าที่จะทําได้ แต่ทั้งนี้ เจตนานั้นต้องไม่ขัดต่อประโยชน์ส่วนได้เสียของมหาชนคนส่วน ใหญ่ด้วย ดังนั้น กฎหมายจึงไม่ควรเข้าไปก้าวล่วงบีบบังคับผลลัพธ์ของการแสดงเจตนาของปัจเจก บุคคลให้แตกต่างไปจากเจตนาในใจจริงของบุคคลผู้แสดงออกซึ่งเจตนาเช่นนั้น เว้นแต่มีกรณีพิเศษ จริงๆ เท่านั้น กฎหมายจึงจะมีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม ในความสัมพันธ์ระหว่าง เอกชนกับเอกชนด้วยกันภายใต้กฎหมายแพ่งนั้น ยังคงถือหลักกรอันสําคัญว่า เจตนาของปัจเจก บุคคลที่อยู่ในวงเขตของกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และควรได้รับการเคารพอย่างยิ่ง โดยเอกชนจะมี เสรีภาพในการทําสัญญา เสรีภาพในทรัพย์สิน และเสรีภาพในทางบุคคลทั่วไป อันรวมเรียกได้ว่า “ความเป็นอิสระของเอกชน (private autonomy)” 
              หลักการนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่สําคัญเบื้องต้นอันพัฒนาไปสู่หลักการพื้นฐานทาง กฎหมายเอกชนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น หลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา (Autonomy of Wil) หลักเสรีภาพในการทําสัญญา (Freedom of Contract) และหลักความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญา (Sanctity of Contract) บุคคลจึงมีความเป็นอิสระในอันที่จะแสดงเจตนาทํานิติกรรมใดๆ ได้ตามชอบใจ แต่ทั้งนี้ก็มิใช่จะเป็นเสรีภาพอันปราศจากขอบเขตเพราะเสรีภาพของบุคคลแต่ละคนย่อมถูก จํากัดโดยเสรีภาพของบุคคลอื่น และข้อจํากัดบางประการของกฎหมาย
             
ท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เปรียบเทียบไว้อย่างน่าฟังว่า เจตนา เปรียบได้เสมือนกับไม้เท้ากายสิทธิ์ ซึ่งสามารถชี้ต้นตาย ปลายเป็นได้ กฎหมายยอมรับบังคับบัญชา ตามเจตนาให้ โดยถือว่า การแสดงเจตนาทํานิติกรรมใด หากได้ทําถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เจตนา อันนั้นย่อมกลายเป็นกฎหมายสําหรับเอกชนนั้นๆ แล้ว นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า หลักความศักดิ์สิทธิ์ ของการแสดงเจตนาเป็นหนึ่งในหลักการสําคัญมากในกฎหมายเอกชนถึงขนาดยอมรับให้เป็น กฎหมายสําหรับคู่สัญญาที่แสดงเจตนาต่อกัน ซึ่งหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยในส่วนที่ว่า ด้วยนิติกรรมสัญญาก็ได้ยึดหลักความศักดิ์สิทธิ์ของเจตนาและหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาเป็น สําคัญเช่นเดียวกัน แม้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะไม่ได้บัญญัติหลักอิสระในทางแพ่งไว้ อย่างชัดแจ้ง แต่พอจะเห็นหลักเกณฑ์ของหลักอิสระทางแพ่งนี้ได้จากในมาตรา 151 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยในปัจจุบัน 


ขอบเขตข้อจํากัดของหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาและหลักอิสระในทางแพ่ง 

              แม้ว่าแนวความคิดของลัทธิปัจเจกชนนิยมและเสรีนิยมจะสนับสนุนให้ปัจเจกชน แสดงออกซึ่งความต้องการให้เกิดผลในทางกฎหมายอย่างใดๆ โดยถือว่าสิ่งที่แสดงออกมานั้นมีความ ศักดิ์สิทธิ์และสามารถแสดงออกได้โดยอิสระตามที่ได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นนั้น แต่หลักความ ศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาและหลักอิสระในทางแพ่งของเอกชนก็มิได้ยิ่งใหญ่เสียจนกระทั่งเกินเลย ขอบเขตส่วนได้เสียของมหาชน เสรีภาพและความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาของเอกชนจะใช้บังคับ ได้เพียงเท่าที่ไม่ขัดต่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติส่วนรวม ตราบใดที่การแสดงเจตนา นั้นไม่ล้ําเส้นขอบวงของประโยชน์มหาชน เอกชนจะดําเนินการอย่างไรในกิจการของตนเองภายใต้ ส่วนได้เสียและความพึงพอใจ เอกชนนั้นๆ ก็ย่อมได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่การแสดงเจตนานั้นได้ล่วงล้ําเข้าไป ในดินแดนประโยชน์ของมหาชนส่วนรวมแล้ว การแสดงเจตนาที่เคยศักดิ์สิทธิ์จะกลับกลายเป็นความ ไร้ค่า หรือเป็นโมฆะกรรมในสายตาของกฎหมาย เสมือนกับกฎหมายไม่รับรองความศักดิ์สิทธิ์ของ เจตนาที่กระทบต่อประโยชน์มหาชน หรือกล่าวอีกนัยคือ ความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาของ เอกชนรายหนึ่งๆ จะไม่สามารถลบล้างประโยชน์ของมหาชนได้เลย ดังที่ท่าน Cicero นักปราชญ์ชาว โรมันได้กล่าวไว้ว่า Salus populi Suprema (ex (The welfare of the people shall be the Supreme law) หมายความว่า ความปลอดภัยของประชาชนโดยรวมเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งมาตรา 151 ก็ได้ยืนยันหลักการนี้เช่นกันว่า เจตนาของบุคคลจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าความสงบเรียบร้อย ศีลธรรม และความปลอดภัยของประชาชน หากเจตนาของบุคคลต้องด้วยข้อห้ามหรือข้อจํากัดที่กล่าวมา ข้างต้นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เจตนานั้นย่อมเสียเปล่า ไร้ผลทางกฎหมาย และไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ เหลืออยู่อีกต่อไป จึงกลายเป็นหลักที่รับรู้กันอยู่ว่า “สิ่งใดที่กฎหมายไม่ห้าม สิ่งนั้นย่อมทําได้” กล่าวคือ หลักเกณฑ์เพื่อเข้ากับระเบียบสังคมนี้เป็นหลักยกเว้น หากไม่ประสงค์ให้เอกชนทําต้องมีการห้ามไว้ แต่ถ้าการใดกฎหมายไม่ได้ห้าม ย่อมมีเสรีภาพที่จะทํานิติกรรมนั้นได้ และจากที่กล่าวไปแล้ว ข้างต้น นอกจากตัวกฎหมายที่เป็นขอบเขตข้อจํากัดของเสรีภาพในทางแพ่งของเอกชนแล้ว ยังมีข้อจํากัดเสรีภาพของบุคคลเอกชนแต่ละรายอีกประการหนึ่ง นั่นคือ “เสรีภาพของบุคคลอื่น

              ตัวอย่างเช่น การกําหนดนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองฝ่าย เช่น การตกลงในสัญญาซื้อขาย นิติสัมพันธ์คือสัญญาซื้อขายจะไม่อาจเกิดจากการกําหนดขึ้นตามอําเภอใจของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงฝ่ายเดียว แต่จะต้องเกิดจากความสมัครใจของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วย 
    


----------------------------
ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น.
รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
(คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------


จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2875 ครั้ง
แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล

 

หลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) | เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ข้อ1 กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (สนามเล็ก) ที่ LawSiam.com
บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ประเด็น

บันทึกหลักกฎหมาย ฎีกา Keyword เน้นเก็ง ฯลฯ ทุกสนามจากทีมงาน
รายละเอียดปรากฎ สำหรับผู้ใช้งานในกลุ่มผู้สนับสนุน ที่เข้าสู่ระบบ (Login).

 



ผู้ใช้งานทั่วไป แสดงผลจำกัด 5 ข้อความ หากต้องการเห็นมากขึ้น (กลุ่มลับ*) เข้าระบบก่อนใช้งาน
  


  


เตรียมสอบผู้ช่วยฯ



 
 
 
 
 


คำแนะนำ

1. เจาะหลัก สกัดคำพิพากษาฎีกาเด่น 5 ดาว ที่น่าสนใจ สำหรับเตรียมสอบ 3 สนาม (เนติฯ อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา)อัพเดท
2. สำหรับสมาชิกเตรียมสอบ 3 สนามกลุ่มที่ 3 และกลุ่มรวม(ใช้งานทั้งหมด)
3. ผู้ประสงค์ใช้งาน/เข้าสู่ระบบ (Login) ก่อนใช้งาน กดดูข้อมูล ดาวน์โหลด ทุกครั้ง จึงจะใช้งานได้
4. ติดต่อสอบถามการใช้งาน หรือ พบปัญหาใดๆ ติดต่อสอบถามทีมงาน ที่ [email protected]