
เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)
หลักและทฤษฎีกฎหมายแพ่ง เปรียบเทียบ เงื่อนไข กับ เงื่อนเวลา
……..
เงื่อนไขและเงื่อนเวลา
เงื่อนไข
มาตรา 182
ข้อความใดอันบังคับไว้ให้นิติกรรมเป็นผลหรือสิ้นผลต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่า
จะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคตข้อความนั้นเรียกว่าเงื่อนไข
อธิบาย
เงื่อนไข คือ ข้อความหรือข้อกำหนดที่ระบุกันไว้ในนิติกรรมว่าจะให้นิติกรรมนั้นเป็นผลหรือ
สิ้นผล ต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น ทำนิติกรรมว่าจะขายรถ
โดยกำหนดว่าจะขายรถให้ต่อเมื่อผู้ขายสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ หากสอบไม่ได้ก็ไม่ขาย เป็นต้น
- เงื่อนไขจึงเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนเพราะอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้
ฎีกาที่ 2662/2537 หนังสือที่โจทก์มีไปถึงบริษัทจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมีข้อความว่า เนื่องด้วยกระผมจะขอลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทและจากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัทระบุว่าทางบริษัทจะทำการซื้อหุ้นในส่วนของกระผมคืนซึ่งกระผมก็ไม่ขัดข้องสำหรับราคาค่าหุ้นจะมีมูลค่าเท่าไรทางคณะกรรมการบริหารบริษัทได้มอบหมาย ว.เป็นผู้ทำการตกลงกับกระผมในอันดับต่อไปกระผมขอแจ้งให้ท่านทราบว่ากำหนดการลาออกของกระผมในตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการทั่วไปและในฐานะ
ผู้ถือหุ้นคือวันที่กระผมได้รับการชำระคืนค่าหุ้นในส่วนของกระผมในราคาที่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย ข้อความดังกล่าวให้ความหมายว่าโจทก์จะลาออกก็ต่อเมื่อโจทก์ได้รับการชำระคืนค่าหุ้นในส่วนของโจทก์ในราคาที่ตกลงกันแล้ว ถือได้ว่าเป็นข้อความอันบังคับไว้ให้การลาออกซึ่งเป็นนิติกรรมเป็นผลต่อเมื่อมีการชำระคืนค่าหุ้นในราคาที่ตกลงกันระหว่างว.กับโจทก์ซึ่งเป็นเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคตข้อความดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขและจะมีผลเป็นการลาออกจากงานก็ต่อเมื่อเงื่อนไขดังกล่าวสำเร็จลงโดยโจทก์ได้รับการชำระคืนค่าหุ้นในราคาที่ตกลงกัน เงื่อนไขดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขที่กำหนดให้นิติกรรมการลาออกจากการเป็นลูกจ้างมีผลนั้นจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานในฐานะลูกจ้างหรือไม่ก็ได้เมื่อโจทก์ยังมิได้รับชำระคืนค่าหุ้นในราคาที่ตกลงกันการลาออกของโจทก์จึงยังไม่มีผลบังคับ
เงื่อนไขบังคับก่อน/*เงื่อนไขบังคับหลัง
มาตรา 183
นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อน นิติกรรมนั้นย่อมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับหลัง นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลในเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
ถ้าคู่กรณีแห่งนิติกรรมได้แสดงเจตนาไว้ด้วยกันว่า ความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้นให้มีผล
ย้อนหลังไปถึงเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนสำเร็จ ก็ให้เป็นไปตามเจตนาเช่นนั้น
อธิบาย
เงื่อนไขบังคับก่อน คือ นิติกรรมจะเป็นผล เมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
ฎีกาที่ 865/2540 บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์จําเลยระบุว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะ ไปจดทะเบียนหย่าในวันที่ระบุหลังจากที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงทําสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลที่โจทก์ฟ้องหย่าจําเลยไว้ก่อนแล้วถือว่าข้อตกลงนี้มีเงื่อนไขบังคับก่อน ดังนั้น เมื่อยังมิได้มีการทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ศาล ซึ่งมิใช่เป็นเพราะจําเลยไม่ปฏิบัติ ตาม ข้อตกลงเรื่องจดทะเบียนการหย่าจึงยังไม่มีผลใช้บังคับ โจทก์จะบังคับให้จําเลยไปจด ทะเบียนการหย่ากับโจทก์ไม่ได้
เงื่อนไขบังคับหลัง คือ นิติกรรมจะสิ้นผล เมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
ฎีกาที่ 8691/2553 การที่ข้อตกลงในการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจําเลยมีว่าหากการ ไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้ท่อร้อยสายไฟฟ้าที่เป็นสินค้าของโจทก์ ให้ถือว่าใบสั่งซื้อสินค้า เป็นอันยกเลิกนั้น
ถือเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับหลัง เมื่อต่อมาการไฟฟ้านครหลวงไม่อนุมัติให้ใช้สินค้าของโจทก์นิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจําเลยย่อมสิ้นผลในเมื่อ เงื่อนไขนั้นสําเร็จตาม ป.พ.พ.มาตรา 188 วรรคสอง
- ข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ว่าจะต้องดำเนินการก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ไม่ใช่เงื่อนไข
บังคับก่อนตามมาตรา 183
ฎีกาที่ 141/2538 ข้อสัญญาว่าจําเลยจะทําการหักโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ เมื่อออกโฉนดแล้วภายใน 180 วัน มิใช่ข้อตกลงอันบังคับไว้ให้นิติกรรมมีผล จึงมิใช่เงื่อนไขบังคับก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 เดิม เป็นแต่เพียงข้อตกลงที่กําหนดหน้าที่ของจําเลยจะ ต้องดําเนินการขอออกโฉนดที่ดินที่จะขายให้สําเร็จก่อนที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เท่านั้น
- ตกลงชำระค่าจ้างว่าความเมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าที่ดินเรียบร้อยแล้วเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไข
ไม่ใช่เงื่อนเวลาเพราะโจทก์จะได้รับเงินค่าที่ดินหรือไม่ เป็นเหตุการณ์ในอนาคตและไม่แน่นอน
ฎีกาที่ 3155/2537 จ. บิดาจำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความฟ้องเรียกเงินค่าที่ดินตามสัญญาซื้อขายจาก อ. โดย จ. จะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อได้รับเงินค่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว สัญญาจ้างว่าความที่โจทก์ทำไว้กับ จ. เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 182 และ
เป็นเงื่อนไขบังคับก่อนตาม มาตรา 183 วรรคแรก หาใช่เป็นเงื่อนเวลาไม่ เพราะ จ. จะได้รับเงินค่าที่ดินหรือไม่ เป็นเหตุการณ์ในอนาคตและไม่แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ จ.หรือกองมรดกของ จ. จะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ต่อเมื่อเงื่อนไขสำเร็จคือ อ.ชำระเงินค่าที่ดินให้แล้ว เมื่อ อ.มิได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่ จ. หรือกองมรดกของ จ. เลย เงื่อนไขตามสัญญาจึงไม่สำเร็จโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ จ. ได้
ฎีกาที่ 9508/2539 ข้อสัญญาข้อ8ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับหลังของสัญญาจ้างเหมา หากมีเหตุการณ์ใดที่นอกเหนืออำนาจของโจทก์ผู้ว่าจ้างเกิดขึ้นทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานี้ต่อไปอีกได้ก็ให้มีการเจรจากันระหว่างคู่สัญญาหากตกลงกันไม่ได้ภายในระยะเวลา 3 เดือนนับแต่วันเริ่มต้น
เจรจาแล้วให้สัญญาจ้างเหมาสิ้นสุดลงการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้โจทก์จัดทำและเสนอข่าวด้วยตนเองและห้ามมิให้จ้างเอกชนจัดทำและเสนอข่าวอีกต่อไปถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่นอกเหนืออำนาจของโจทก์ทำให้โจทก์ผู้ว่าจ้างไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาต่อไปอีกได้เป็นกรณีที่เงื่อนไขสำเร็จแล้วโจทก์จึงได้นัดให้มีการเจรจาตกลงกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2532 ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นการเจรจาหากภายในกำหนด 3 เดือนนับแต่วันดังกล่าวโจทก์จำเลยยังไม่อาจตกลงกันได้สัญญาจ้างเหมาย่อมสิ้นผลระยะเวลา3เดือนแม้จะเป็นเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ให้สัญญาสิ้นสุดแต่ถึงอย่างไรนิติกรรมสัญญาจ้างเหมาก็ต้องสิ้นสุดลงเพราะเงื่อนไขบังคับหลังได้สำเร็จแล้วดังกล่าวข้างต้นโจทก์ย่อมไม่อาจสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเพื่อให้สัญญามีผลต่อไปได้เพราะจะเป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีทั้งการที่มีการนัดเจรจาครั้งสุดท้าย ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2532 แต่โจทก์ไม่ยอมเจรจาโดยแจ้งว่าสัญญาจ้างเหมาสิ้นสุดแล้วแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2532 ก็ดีและโจทก์เรียกร้องค่าใช้เครื่องมือและอุปกรณ์จากจำเลยจนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2532 อันเป็นวัน
สุดท้ายที่สัญญาดังกล่าวมีผลบังคับก็ดี ล้วนเป็นการแสดงว่าโจทก์หาได้สละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา
ที่ให้สัญญาสิ้นสุดลงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาไม่อีกทั้งจำเลยเองก็ยอมรับว่าโจทก์ต้องการให้สัญญา
จ้างเหมาสิ้นผลโดยเร็วเพื่อจะได้ไม่ต้องจ้างจำเลยต่อไปดังนั้นพฤติการณ์ยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์
ได้สละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาแล้ว
ห้ามกระทำการเสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ
มาตรา 184
ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแห่งนิติกรรมอันอยู่ในบังคับเงื่อน
ไขจะต้องงดเว้นไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งจะพึงได้จากความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้น
อธิบาย
ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแห่งนิติกรรมอันอยู่ในบังคับเงื่อน
ไขจะต้องงดเว้นไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งจะพึงได้จากความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้น เช่น นายเอกทำนิติกรรมจะขายรถให้นายโท โดยกำหนดว่า
จะขายรถให้นายโท ต่อเมื่อนายเอกสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ดังนั้นในระหว่างที่รอผลสอบ
นายเอกต้องไม่นำรถไปขายให้กับคนอื่น
มาตรา 185
ในระหว่างที่เงื่อนไขยังมิได้สำเร็จนั้น สิทธิและหน้าที่ต่างๆ ของคู่กรณีมีอย่างไรจะจำหน่าย จะรับมรดก จะจัดการป้องกันรักษา หรือจะทำประกันไว้ประการใดตามกฎหมายก็ย่อมทำได้
กรณีที่ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
มาตรา 186
ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดเสียเปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้น
กระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นไม่สำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดได้เปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้น
กระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นสำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นมิได้สำเร็จเลย
อธิบาย
ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดเสียเปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้น
กระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นไม่สำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว และ
ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดได้เปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นกระทำการโดย
ไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นสำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นมิได้สำเร็จเลย
มาตรา 187
ถ้าเงื่อนไขสำเร็จแล้วในเวลาทำนิติกรรม หากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ถือว่านิติกรรม
นั้นไม่มีเงื่อนไข หากเป็นเงื่อนไขบังคับหลังให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
ถ้าเป็นอันแน่นอนในเวลาทำนิติกรรมว่าเงื่อนไขไม่อาจสำเร็จได้ หากเป็นเงื่อนไขบังคับ
ก่อนให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ หากเป็นเงื่อนไขบังคับหลังให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข
ตราบใดที่คู่กรณียังไม่รู้ว่าเงื่อนไขได้สำเร็จแล้วตามวรรคหนึ่ง หรือไม่อาจสำเร็จได้ตาม
วรรคสอง ตราบนั้นคู่กรณียังมีสิทธิและหน้าที่ตาม มาตรา 184 และ มาตรา 185
เงื่อนไขอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย, *เงื่อนไขขัดต่อความสงบเรียบร้อย
มาตรา 188
นิติกรรมใดมีเงื่อนไขอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
เงื่อนไขพ้นวิสัย
มาตรา 189
นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัย นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับหลังและเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัย ให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข
มาตรา 190**
นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อน และเป็นเงื่อนไขอันจะสำเร็จได้หรือไม่ สุดแล้วแต่ใจของ
ฝ่ายลูกหนี้ นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
อธิบาย
นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน และเป็นเงื่อนไขอันจะสําเร็จหรือไม่แล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้
นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะ
ฎีกาที่ 693/2537 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 190 บัญญัติว่านิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเป็นเงื่อนไขอันจะสําเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ หมายความว่าเงื่อนไขบังคับก่อนซึ่งจะทําให้นิติกรรมเกิดผลขึ้นหรือไม่ย่อมอยู่ที่ความ พอใจ หรือความสมัครใจของลูกหนี้แต่ฝ่ายเดียว โดยไม่มีบุคคลอื่น หรืออํานาจใดๆ เข้ามาผูกพันกับลูกหนี้ การที่จําเลยทั้งสองตกลงจะคืนเงินมัดจําให้แก่โจทก์เมื่อจําเลยทั้งสองขาย ที่ดินได้นั้น ข้อตกลงดังกล่าวมิได้ขึ้นอยู่ที่ความพอใจหรือความสมัครใจของจําเลยทั้งสองฝ่าย เดียวแต่ขึ้นอยู่กับบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้จะซื้อด้วยว่ามีความพอใจหรือไม่พอใจที่จะซื้อตาม ข้อเสนอของจําเลยทั้งสองหรือไม่ ดังนั้น เงื่อนไขบังคับก่อนดังกล่าวจึงไม่ใช่เงื่อนไขอันจะ สําเร็จได้หรือไม่สุดแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้จึงไม่เป็นโมฆะ
- แต่ถ้านิติกรรมที่มีเงื่อนไขแล้วแต่ใจเจ้าหนี้ ไม่ตกเป็นโมฆะ
ฎีกาที่ 6902/2543โจทก์กับจําเลยทําสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันโดยสัญญาระบุไว้ว่า “หากในกรณีที่ผู้จะซื้อยังไม่พร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตามผู้จะขายยิน ยอมผ่อนเลื่อน
กําหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปจนกว่าผู้จะซื้อพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ใหม่” สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจําเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนคู่สัญญาทั้งสอง ฝ่ายต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินถือว่าผู้จะซื้อคือจําเลย เป็นเจ้าหนี้ ส่วนผู้จะขายคือโจทก์เป็นลูกหนี้ จึงมิใช่สัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเป็นเงื่อนไขสุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ หากแต่เป็นเงื่อนไขแล้วแต่ใจของเจ้าหนี้ สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ
เงื่อนเวลาเริ่มต้น, เงื่อนเวลาสิ้นสุด
มาตรา 191
นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรม
นั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด
นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดกำหนดไว้ นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
อธิบาย
เงื่อนเวลา คือ ข้อกำหนดที่ระบุกันไว้ในนิติกรรมว่าจะให้นิติกรรมนั้นเป็นผลหรือสิ้นผล
ต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งในอนาคตซึ่งมีความแน่นอน
- เงื่อนเวลาเริ่มต้น คือ ห้ามมิให้ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด
- เงื่อนเวลาสิ้นสุด คือ นิติกรรมสิ้นผล เมื่อถึงเวลาที่กำหนด
ฎีกาที่ 6228/2550 สัญญากู้เงินที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ ข้อ 1 มีข้อความว่า “ผู้กู้ตกลงกู้และผู้ให้กู้ตกลงให้กู้เงินจำนวนทั้งสิ้น 160,000 บาท และในวันนี้ผู้กู้ได้รับเงินสดจำนวนดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว” ข้อ 2 มีข้อความว่า “ผู้กู้ตกลงส่งมอบเงินกู้ตามสัญญาในข้อ 1 โดยไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ภายในระยะเวลาที่ผู้กู้ได้ขายที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกเฉพาะส่วนของผู้กู้เรียบร้อยแล้ว ดังนี้เห็นได้ว่า หนี้ตามสัญญาได้เกิดขึ้นแล้วตามสัญญาข้อ 1 ส่วนสัญญาข้อ 2 เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้อันเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง
ฎีกาที่ 3249/2531 การที่จำเลยทำสัญญาเช่าที่พิพาทจากเจ้าของเดิมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2508 มีกำหนด10 ปีนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2525 เป็นต้นไปนั้น ถือว่าเป็นสัญญาเช่าที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้นเมื่อได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ แม้โจทก์รับโอนที่พิพาทมาก่อน
ถึงกำหนดวันเริ่มต้นแห่งสัญญาเช่าก็ต้องรับมาทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 569
ฎีกาที่ 4932/2545 ข้อความตามตัวอักษรในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 แปลความได้ว่าจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้ แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540
เป็นต้นไป อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุด สัญญาดังกล่าวย่อมสิ้นผลเมื่อถึงเวลาที่กำหนดนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดย่อมต้องตกเป็นผู้ผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ทันทีตามข้อความในสัญญา ข้อ 4 ส่วนข้อความในสัญญา ข้อ 2.1 ที่ว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินต่อเมื่อได้ขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้แล้ว แต่ไม่เกิน 1 ปี ดังกล่าวในข้อ 2 มีความหมายชัดเจนถึงว่าหากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ได้ก่อนครบกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เมื่อใด จำเลยทั้งสอง ก็จะชำระเงินให้แก่โจทก์เมื่อนั้น แต่หากจำเลยทั้งสองขายคอนโดมิเนียมของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็ยังจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 อันเป็นเงื่อนเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้ตามสัญญาข้อ 2 นั่นเอง
การสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา
มาตรา 192
เงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากำหนดไว้เพื่อ
ประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะปรากฏโดยเนื้อความแห่งตราสารหรือโดยพฤติการณ์แห่งกรณี
ว่าได้ตั้งใจจะให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเจ้าหนี้หรือแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยกัน
ถ้าเงื่อนเวลาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะสละประโยชน์นั้นเสียก็ได้ หากไม่
กระทบกระเทือนถึงประโยชน์อันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะพึงได้รับจากเงื่อนเวลานั้น
ฎีกาที่ 2201/2535 การสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 154 วรรคสอง อาจจะเป็นการแสดงออกของผู้ได้รับประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นโดยปริยายก็ได้
จําเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธหนี้ของโจทก์อย่างเดียว โดยมิได้ยกเงื่อนเวลาขึ้นเป็นข้อต่อสู้
เป็นการสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นโดยปริยาย
ฎีกาที่ 1098/2507 เจ้าหนี้ฟ้องเรียกเงินกู้ก่อนถึงกําหนดชําระ ลูกหนี้ปฏิเสธความรับผิด อ้างว่าชําระหนี้เงินกู้ตามสัญญาแล้ว ย่อมแสดงว่าลูกหนี้ไม่ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อน เวลาในสัญญากู้นั้น เงื่อนเวลาจึงไม่เป็นข้อที่ลูกหนี้จะอ้างเป็นประโยชน์ได้ต่อไป
ฎีกาที่ 3097/2551 โจทก์ฟ้องจำเลยในวันสุดท้ายที่จำเลยยังมีสิทธิที่จะชำระหนี้ให้โจทก์อยู่ยังไม่ถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 กลับยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามข้อตกลงแล้ว โดยไม่ได้ยกเงื่อนเวลาชำระหนี้ขึ้นต่อสู้โจทก์ จึงเป็นการสละประโยชน์แห่ง
เงื่อนเวลาโดยปริยาย ตาม ป.พ.พ.มาตรา 192 วรรคสองโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย
ฎีกาที่ 5126/2538 ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดว่าจำเลยจะคืนเงินประกันให้หลังจากลูกจ้างพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างภายใน 30 วัน เป็นเงื่อนเวลาซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลย
ในการปฏิเสธที่จะคืนเงินประกันให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างได้เมื่อโจทก์ทั้งสองเรียกเงินคืนก่อนกำหนดแต่จำเลยหาได้ยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นปฏิเสธไม่ กลับปฏิเสธว่าโจทก์ทั้งสองก่อความเสียหายให้แก่จำเลยถือว่าจำเลยสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 วรรคท้ายและการสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลานี้ไม่จำต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรจำเลยจึงไม่อาจยกประโยชน์แห่งเงื่อนเวลามาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้อีก
การถือประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุด
มาตรา 193
ในกรณีดังต่อไปนี้ ฝ่ายลูกหนี้จะถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลา
สิ้นสุดมิได้
(1) ลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย
(2) ลูกหนี้ไม่ให้ประกันในเมื่อจำต้องให้
(3) ลูกหนี้ได้ทำลาย หรือทำให้ลดน้อยถอยลงซึ่งประกันอันได้ให้ไว้
(4) ลูกหนี้นำทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาให้เป็นประกันโดยเจ้าของทรัพย์สินนั้น
มิได้ยินยอมด้วย
อธิบาย
หากลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย หรือลูกหนี้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตาม (2)-(4) ลูกหนี้ย่อมหมดสิทธิที่จะถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดได้อีกต่อไป
---------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล สำหรับทบทวนการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากผู้ร่วมแบ่งปันข้อมูล. (คำแนะนำเบื้องต้น :สำหรับผู้ใช้งานใหม่* ลงทะเบียน/เข้าระบบ + กดดาวน์โหลดตามลิงค์ ฟรี*)
----------------------------
จำนวนผู้เยี่ยมชม : 2203 ครั้ง แบ่งปันข้อมูล โดย ผู้ใช้งาน : 0 | ทีมงาน : 0 ข้อมูล
|