ฎีกาเด่น* วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค2
อ.สมชาย พงษธา ภาคปกติ 28 พ.ย.61 สัปดาห์ที่2 สมัยที่71
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1936/2548 ที่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 39 บัญญัติว่า "...ห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นที่พอใจศาลว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระ... หรือจะถึงกำหนดชำระระหว่างที่คดียังอยู่ในศาล" นั้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้ผู้รับประเมินได้ชำระหนี้ค่าภาษีจนหนี้ค่าภาษีที่พนักงานเก็บภาษีได้แจ้งการประเมินระงับสิ้นไปเสียก่อน หากเมื่อศาลตัดสินให้ลดภาษี ผู้รับประเมินจึงจะมีสิทธิมาขอรับคืนเงินส่วนที่ลดลงมาได้ตามเงื่อนไขของบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวในวรรคท้าย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประเมินใช้การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อประวิงการชำระหนี้ค่าภาษี และตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคสาม การชำระหนี้ด้วยเช็ค หนี้จะระงับเมื่อเช็คได้ใช้เงินแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยอนุมัติให้โจทก์ผ่อนชำระค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 และโจทก์สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้ไว้ซึ่งจะถึงกำหนดชำระหลังจากวันฟ้อง หนี้ค่าภาษีประจำปี 2537 ถึง 2543 จึงยังไม่ระงับสิ้นไปและถือไม่ได้ว่าผู้รับประเมินได้ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นซึ่งถึงกำหนดต้องชำระดังที่กฎหมายกำหนดไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องสำหรับข้อหาเกี่ยวกับค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2537 ถึง 2543
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2558 จำเลยที่ 1 เป็นภริยาจำเลยที่ 2 ซื้อบ้านมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้และใช้ผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านร่วมกันกับบ้านสองหลังของโจทก์ร่วม การที่จำเลยทั้งสองว่าจ้าง ช. รื้อผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านโดยพลการ เป็นการร่วมกันเข้าไปในบ้านทั้งสองหลังซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 และเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 364 อีกบทหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 ทั้งยังเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งผนังอาคารไม้ทั้งสองด้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยอันเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 อีกบทหนึ่ง
จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างให้ ช. ซ่อมแซมปรับปรุงบ้านของจำเลยที่ 1 โดยให้รื้อฝาผนังร่วมซึ่งเป็นผนังไม้ทั้งสองด้าน คอยควบคุมดูแลการก่อสร้างอยู่ตลอด และทราบว่าการไม่ฉาบปูนผนังอิฐทางด้านบ้านของโจทก์ร่วม เป็นสาเหตุที่ทำให้มีน้ำรั่วซึมเวลาฝนตก การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการสมคบร่วมกันกระทำการรื้อผนังอาคารร่วมทั้งสองด้านซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของร่วมด้วย จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามมาตรา 83 หาใช่เป็นเพียงผู้ใช้ให้ ช. กระทำความผิดตามมาตรา 84 ไม่
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไม่ใช่ค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการที่จำเลยทั้งสองบุกรุกและทำให้บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเสียหาย ส่วนค่าเสียหายต่อจิตใจก็คือค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 446 กำหนดให้เรียกร้องได้เฉพาะในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายอนามัยหรือทำให้เขาเสียเสรีภาพเท่านั้น กรณีความเสียหายต่อทรัพย์สิน มาตรา 446 ไม่เปิดสิทธิให้แก่ผู้ต้องเสียหายเรียกร้องเอาได้ สำหรับค่าเช่าหรือค่าเสียโอกาสใช้สอยบ้านของโจทก์ร่วมนั้น การที่ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่ได้ใช้สอยบ้านทั้งสองหลัง ไม่ได้หมายความว่าขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมจะใช้สอยหรือหาประโยชน์จากบ้านทั้งสองหลังของตนไม่ได้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกและทำให้บ้านทั้งสองหลังของโจทก์ร่วมเสียหาย จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้โจทก์ร่วมเสียหาย ไม่อาจใช้สอยหรือหาประโยชน์จากบ้านทั้งสองหลังของตนได้
โจทก์บรรยายฟ้องระบุการกระทำผิดฐานบุกรุกว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุข และมีคำขอให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา 362, 364, 365 ประกอบมาตรา 83 เมื่อการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้เข้าลักษณะเป็นความผิดทั้งตามมาตรา 362 และมาตรา 364 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาปรับบทลงโทษเพียงตามมาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 จึงไม่ถูกต้องครบถ้วน ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และการที่ศาลฎีกาเพียงแต่ปรับบทลงโทษโดยมิได้แก้ไขโทษให้หนักขึ้น ก็มิได้เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษอันจักเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
กรณีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีนัยสำคัญบ่งชี้ว่าวิธีพิจารณาความแพ่งเช่นว่านี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่นเดียวกับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 นั่นเอง ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงอยู่ในบังคับต้องมีคำพิพากษาสั่งในเรื่องความรับผิดในชั้นที่สุดแห่งค่าฤชาธรรมเนียมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ประกอบมาตรา 167 เพราะแม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 คำร้องขอตามมาตรา 44/1 ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 158 บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด หรือแต่บางส่วนของคู่ความทั้งสองฝ่าย ให้ศาลพิพากษาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม โดยสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้นชำระต่อศาลในนามของผู้ที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลซึ่งค่าธรรมเนียมศาลที่ผู้นั้นได้รับยกเว้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามที่ศาลเห็นสมควร" และแม้คำว่า "ผู้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 158 เป็นบทบัญญัติต่อเนื่องมาจากหลักเกณฑ์การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องหรือต่อสู้คดีตามมาตรา 156 มาตรา 156/1 และมาตรา 157 ก็ตาม แต่ก็ต้องนำมาใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้เสียหายใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนเองอันเป็นคดีส่วนแพ่ง ซึ่งมาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้นด้วย ในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง
คำพิพากษาฎีกาที่ 15329/2557 การร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (1) มี 2 กรณีคือ กรณียื่นคำร้องสอดเข้ามาในระหว่างการพิจารณา และกรณียื่นคำร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีในกรณีแรกย่อมหมายถึง ต้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น เนื่องจากประเด็นที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะพิจารณาพิพากษาได้ต้องเป็นประเด็นที่ได้มีการว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นเท่านั้น ทั้งขณะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นนั้น จะต้องมีโจทก์จำเลยเดิมว่าคดีกันต่อไป โดยต่างตกอยู่ในฐานะเป็นจำเลยของผู้ร้องสอดไปทั้งคู่ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์จำเลยเดิมได้ยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเสร็จเรื่องกันไปแล้ว ผู้ร้องสอดย่อมหมดโอกาสที่จะอาศัยร้องสอดเข้าไปในคดีฐานะนี้ได้ ส่วนกรณีการร้องสอดเข้ามาในชั้นบังคับคดีในกรณีที่ 2 แม้กฎหมายมิได้กำหนดเวลาว่าให้ยื่นได้เมื่อใด แต่พิจารณาจากสภาพแล้วต้องยื่นเข้ามาในระหว่างการบังคับคดีก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยยอมรับว่าโจทก์ยังคงมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลย จำนวน 9,999,994 หุ้น และจำเลยหรือตัวแทนรับจะไปดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจากชื่อนาย ภ. (ผู้ร้องมา) เป็นชื่อโจทก์ตามเดิมภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาได้มีการนำคำพิพากษาตามยอมพร้อมหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดไปดำเนินการขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครแล้ว แสดงว่าคดีนี้ได้มีการบังคับคดีเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่วันที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครดำเนินการจดทะเบียนให้ การบังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมไม่มีอีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (1) หากผู้ร้องเห็นว่าการกระทำของโจทก์ก็ดี จำเลยก็ดี เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องเป็นเรื่องของผู้ร้องที่จะดำเนินคดีของตนในทางอื่นต่อไป
คำพิพากษาฎีกาที่ 4439/2560 (อ.เน้น*) โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่โจทก์หรือเจ้าพนักงานที่ดิน หรือให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว โดยบรรยายฟ้องว่า เดิมโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยกับพวก ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 และ โจทก์ที่ 2 มี สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีสิทธิครองครองที่ดินตามฟ้อง
ต่อมาโจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองมีชื่อทางทะเบียนในที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปดำเนินการ จำเลยเพิกเฉย เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยนำต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปดำเนินการ จำเลยทราบประกาศแล้วไม่คัดค้านภายในกำหนด
ต่อมาจำเลยยื่นคำคัดค้านการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้าพนักงานที่ดินจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่า เนื่องจากจำเลยยื่นคำคัดค้านจึงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้นั้น
คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นคำฟ้องที่โต้แย้งและเกี่ยวเนื่องกับการบังคับตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่ง (ปัจจุบัน คือ มาตรา 271 วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 7 (2) ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ทั้งสองจะต้องขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเดิม มิใช่ว่าเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดีก็ต้องไปฟ้องคดีใหม่ต่อไป จะทำให้ไม่รู้จักจบสิ้น ที่โจทก์ทั้งสองนำเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีเดิมมาฟ้องเป็นคดีนี้ โดยอ้างว่าเป็นการถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่ถูกต้อง โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้
โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่าเป็นเรื่องการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด แต่ศาลพิพากษาว่าเป็นเรื่องการรอนสิทธิ เป็นการพิพากษาเกินคำขออันต้องห้ามตามมาตรา 142 หรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 1425/2561 (ฎีกาใหม่) ก อ้างว่าที่ดินบางส่วนที่โจทก์และจำเลยตกลงซื้อขายกันเป็นของ ก. เป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกมาก่อการรบกวนขัดสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ซื้อในอันจะครองที่ดินพิพาทเป็นปกติสุขเพราะบุคคลภายนอกมีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินพิพาทอยู่ในเวลาที่โจทก์ซื้อจากจำเลย กรณีเป็นเรื่องการรอนสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 475 แม้โจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดและบรรยายข้อเท็จจริงในคำฟ้องแล้วสรุปว่าเป็นเรื่องการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์เอง แต่ในคดีแพ่งผู้ฟ้องคดีไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและเหตุผลที่จำต้องรับผิดให้ชัดแจ้งก็พอแล้ว ส่วนในการวินิจฉัยคดีศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายที่ถูกต้องขึ้นมาปรับแก่คดีให้จำเลยรับผิดตรงตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 134 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นเรื่องการรอนสิทธิจึงชอบแล้ว หาใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ไม่ (อ่านต่อ...)
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2253 ครั้ง |