ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค3 สมัยที่71
อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ ภาคปกติ สัปดาห์ที่5 21 ธค 61
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5971/2544 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทคนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วนคิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1459/2539 อุทธรณ์ของจำเลยโต้เถียงว่าที่พิพาททั้งหมดมิใช่ทรัพย์มรดกหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอุทธรณ์จำเลยย่อมได้รับผลตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งคดีจึงเป็นคดีที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์พิพาทคือ54,000บาทโดยไม่แยกทุนทรัพย์ตามที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องเมื่อที่พิพาทมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาทจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5949/2544 โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 34273 จากชื่อบิดาจำเลยเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินระหว่างบิดาจำเลยกับจำเลยในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 ดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยร่วมกัน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งห้าได้รับส่วนแบ่งข้าวลดลง โจทก์ทั้งห้าเสียค่าขึ้นศาลโดยตีราคาที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวรวมกับค่าเสียหายแล้ว เป็นทุนทรัพย์ตามคำฟ้องทั้งสิ้น226,800 บาท ปรากฏตามที่โจทก์ทั้งห้าอ้างในคำฟ้องว่าบิดาจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 และ 34273ดังกล่าวไว้แทนทายาททุกคนด้วย ซึ่งจำเลยก็ทราบดีเพราะจำเลยได้เข้าทำนาในที่ดินนั้นแทนบิดาจำเลย โจทก์ทั้งห้าในฐานะทายาทซึ่งมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวจึงขอให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงโดยใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยด้วย จึงเท่ากับโจทก์ทั้งห้าอ้างว่าโจทก์แต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนั้นร่วมกับจำเลยโดยมีส่วนคนละเท่า ๆ กัน ทุนทรัพย์ตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนย่อมคำนวณแบ่งแยกจากกันได้เป็นจำนวนเท่า ๆกัน คนละ 45,360 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าและพิพากษายืนจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่ง
เมื่อปรากฏตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยทุนทรัพย์ที่พิพาทกันชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงมีจำนวนเพียง 45,360 บาท หาใช่จำนวน 226,800 บาทไม่ซึ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งทั้งเป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่งด้วย ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6927/2548 แม้โจทก์ที่ 1 จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ 298,000 บาท ซึ่งเป็นการรวมทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทจำนวน 198,000 บาท กับค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสองจำนวน 100,000 บาท เข้าด้วยกันก็ตาม แต่ฎีกาของโจทก์ที่ 1 มิได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่าโจทก์ที่ 1 ยังประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จึงเท่ากับว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฎีกาในประเด็นค่าเสียหาย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีเพียงประเด็นความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อราคาที่ดินที่พิพาทอันเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8994/2556 ? โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ นายเคนหรือพระภิกษุเคน ศรีจันโทหรือสีจันโท โดยเป็นบุตรของนายเนาว์ สีจันโท และนางผม สีจันโท ซึ่งมีบุตรด้วยกันรวม 6 คน หลังจากนาย เนาว์ถึงแก่ความตาย นางผมได้อยู่กินกับนายเคน มะลัย มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ที่ 2 นายเคนหรือพระภิกษุเคนได้อยู่กินกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 9 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1486 เนื้อที่่ 48 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ที่มีชื่อนายเคนหรือพระภิกษุเคนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 1487 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เดิมเป็นของนายเนาว์และนางผม โดยได้ให้นาย เคนหรือพระภิกษุเคนซึ่งเป็นบุตรชายคนโตใส่เชื่อไว้แทนทายาทคนอื่น และแบ่งออกเป็นสามส่วนให้นายเคนหรือพระภิกษุเคน โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละเท่า ๆ กัน และแต่ละคนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในส่วน ของตนตามที่ได้รับแบ่งแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนแบ่งแยก ที่ดินโฉนด เลขที่ 1487 ในส่วนของนายเคนหรือพระภิกษุเคนได้ยกส่วนของตนให้ แก่จำเลยที่ 2 แต่รวมเอาที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสองเข้าไปด้วย หลังจาก นายเคนหรือพระภิกษุเคนมรณภาพ โจทก์ทั้งสองติดต่อจำเลยทั้งสอง ให้ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสอง ยินยอมที่จะไปดำเนเนิการแบ่งแยกที่ดินให้หลังจากที่จำเลยที่ 1 ร้องขอเป็น ผู้จัดการมรดกของนายเคนหรือพระภิกษุเคน เมื่อเดือนมีนาคม 2552 โจทก์ทั้งสองติดต่อให้จำเลยทั้งสองดำเนิการแบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลง แต่จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อนเรื่อยมา ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถเข้า ยึดถือครอบครองที่ดินในส่วนของตนที่จะได้รับในฐานะเจ้าของได้อย่าง ปกติสุข ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงในส่วนที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับคิดเป็นเงิน คนละ 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1486 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 16 ไร่เศษ และให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการ จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1487 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และ 2 คนละ 2 ไร่เศษ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาของศาลแทนการแสดง เจตนาของจำเลยทั้งสอง
จำเลยทั้งสองให้การว่า นายเนาว์ สีจันโท และนางผม สีจันโท ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1486 และ 1487 ให้แก่นายเคนหรือพระภิกษุเคน ศรีจันโทหรือสีจันโท แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่เมื่อปี 2590 มิใช่ให้ถือแทน ทายาท หลังจาได้รับการยกให้นายเคนหรือพระภิกษุเคนพร้อมบริวาร ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสองไม่เคยเข้า ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนาความ 6,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
โจกท์ที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องอ้างสิทธิ ในการที่จะเรียกร้องเอาที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสองจะพึงได้รับว่าคิดเป็น เงินคนละ 150,000 บาท ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมมาใน คดีเดียวกัน อันทำให้คดีมีจำนวนทุนทรัพย์รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคน และมิใช่เกี่ยวด้ยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงต้องถือว่าราคา ทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในส่วนของโจทก์ที่ 1 มีเพียง 150,000 ยาท ซี่งไม่เกินสองแสนบาท จึงห้มมิให้คู่ความฎีกาใน ข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นของนายเคน หรือพระภิกษุเคน ศรีจันโทหรือสีจันโท เพียงคนเดียว แต่นายเคนหรือ พระภิกษุเคนรับโอนและครอบครองแทนโจทก์ที่ 1 ด้วยนั้น เป็นฎีกาใน ข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 1 ไว้โดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกฎีกาของโจทก์ที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้ แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2539 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6512/2543 สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันใช้เงินจำนวน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 148,132 บาท ส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 37,006 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3สำนวนแรกทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 แต่ละคนไม่เกิน 200,000บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนสำนวนหลังทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง
โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจในการดำเนินคดีตามที่ศาลได้วินิจฉัย แต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสารอันเป็นการจัดระเบียบบริหารงานธุรการของศาล เป็นการนอกเหนืออำนาจโจทก์ที่จะดำเนินการก้าวล่วงได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับกำหนด เป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง
แม้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 467/2503 คดีเดิมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแม้จะเกิดกรณีพิพาทในชั้นบังคับคดี โดยมีทุนทรัพย์เกิดขึ้นใหม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งถ้าเป็นคดีพิพาทกันในเบื้องต้นจะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ก็ตามการดำเนินคดีในชั้นบังคับคดี ก็ยังต้องถือคดีเดิม จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ได้(คำสั่งคำร้องที่ 68/2499)
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 982 ครั้ง |