ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ ภาคทบทวน วิแพ่ง ภาค3 สมัยที่71
อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร วันอาทติย์ ที่ 6 ม.ค 62
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9913/2560 (หาไม่พบ*)
คำพิพากษาฎีกาที่ 8930/2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 16,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้สูงเกินสมควรนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท คดีในส่วนค่าเสียหายจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของรัฐและเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งและมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท โดยมิได้มีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยมาด้วย ดังนั้นจึงไม่อาจนำราคาที่ดินพิพาทมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่เพียงแต่ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 จึงเป็นคดีมโนสาเร่ ที่จำเลยเสียค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้น 1,000 บาทจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 189 (1) มาตรา 190 จัตวา และ 192 วรรคท้ายแล้ว
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของรัฐมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลย และให้ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จากจำเลยเพิ่มเติมจึงไม่ถูกต้อง และเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยไม่ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่กำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246
คำพิพากษาฎีกาที่ 1120/2561 (หาไม่พบ)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2559 (อ.เน้น น่าสนใจ) คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม โดยมิได้วินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ทางพิพาทอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและทางภาระจำยอมในขณะเดียวกัน แต่โจทก์ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องอุทธรณ์อีกต่อไปอีก เพราะคำพิพากษาเป็นผลดีแก่โจทก์อยู่แล้ว แม้ว่าเมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า ทางพิพาทไม่เป็นทางภาระจำยอมและไม่เป็นทางจำเป็น แต่เมื่อโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาก็วินิจฉัยเฉพาะประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่เท่านั้น โดยไม่รับวินิจฉัยประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ส่วนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็เป็นการกล่าวถึงเหตุผลตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่มีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเท่านั้น กรณีถือไม่ได้ว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่แล้ว และไม่มีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวที่จะผูกพันโจทก์ตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้เปิดทางจำเป็นคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 3397 ครั้ง |