ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ ภาคทบทวน วันอาทิตย์ วิ.แพ่ง อ.ประเสริฐฯ 13 ม.ค 62 สมัยที่ 71
คำพิพากษาฎีกาที่ 8622/2559 หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบให้ผู้รับมอบอำนาจและผู้แทนของโจทก์ประจำสาขาประเทศไทย มีอำนาจดำเนินกิจการฟ้องร้องและต่อสู้คดีแทนโจทก์โดยให้มอบอำนาจช่วงได้เป็นหนังสือมอบอำนาจที่ทำในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเจ้าพนักงานโนตารีปับบลิกประจำท้องถิ่น
ให้การรับรองหนังสือมอบอำนาจและมีการรับรองลายมือชื่อของเจ้าพนักงานเป็นลำดับมาจนถึงการรับรองโดยกงสุลไทยประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจำเลยและจำเลยร่วม
ก็ไม่ได้นำสืบหักล้าง การรับรองดังนี้รับฟังได้ว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจอันแท้จริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 47 วรรคสาม และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าผู้รับมอบอำนาจจะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ แม้ ส. ผู้รับมอบอำนาจไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจก็ไม่ทำให้การมอบอำนาจนั้นเสียไป ส. จึงเป็นผู้รับมอบอำนาจที่กระทำการแทนโจทก์ได้โดยชอบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 6099/2560 หาไม่พบ*
คำพิพากษาฎีกาที่ 9201/2560 หาไม่พบ*
คำพิพากษาฎีกาที่ 2172/2559* เงินค่าธรรมเนียมใช้แทน ตามาตรา229
การอุทธรณ์ มีหลักเกณฑ์ ข้อหนึ่งคือ ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมใช้แทนฯ มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ มิเช่นนั้น ศาลจะไม่รับอุทธรณ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องสั่งให้นำเงินมาวางให้ครบถ้วนเสียก่อน
ทีนี้ ปัญหาก็คือ หากคู่ความร่วมมีหลายคน เช่น จำเลยมี 3 คน หาก จำเลยทั้ง3ยื่นอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกัน ก็ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาพร้อมอุทธรณ์ก็ไม่น่า งง อะไร แต่หากจำเลยแต่ละคน แยกยื่นอุทธรณ์ ถามว่าทุกคนต้องนำเงินจำนวนนี้มาวางพร้อมอุทธรณ์ทุกคนหรือไม่
หลักที่เราต้องนึกถึง ก็คือ ปวิพ59 คู่ความร่วม สรุปสั้นๆว่า ดูว่าเป็นมูลหนี้ที่แบ่งแยกกันชำระได้หรือไม่ หากแบ่งแยกชำระได้ ก็ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนฯ ทุกคน แต่หากเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกชำระได้ เมื่อจำเลยคนหนึ่งวางครบถ้วนแล้ว คนอื่นจึงไม่จำต้องวางอีก
คำพิพากษาฎีกาที่ 2172 / 2559 (คดีมีจำเลยหลายคน) เมื่อจำเลยที่หนึ่งยื่นอุทธรณ์และนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษามาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยอื่นถึงแม้จะแยกยื่นอุทรณ์ก็ไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์อีก เพราะคดีนี้มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้(ร่วมกันกระทำละเมิด)
ในกรณีที่เป็นคู่ความร่วมกันและมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ยื่นอุทธรณ์และได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลครบถ้วนแล้ว เช่นนี้ หากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมกับจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์โดยแยกยื่นอุทธรณ์ต่างหากมิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกันกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นอีกหรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 2172/2559 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 3 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 และในฐานะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบกทางน้ำและทางระบายน้ำ รวมทั้งการวิศวกรรมจราจรในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมจัดให้มีเครื่องหมายและสัญญาณจราจรในบริเวณที่ก่อสร้างเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่การจราจรและไม่ได้ควบคุมให้เกิดความปลอดภัย อันเป็นผู้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้
เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ยื่นอุทธรณ์และได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษามาวางศาลครบถ้วนแล้ว จึงมีผลถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกับจำเลยที่ 1 โดยแยกยื่นอุทธรณ์ต่างหาก จำเลยที่ 3 ก็ไม่จำต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229
ประเด็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2952/2527 (แนวเดิม) คดีจำเลยต้องหาว่ากระทำผิดฐานยักยอกซึ่งอัตราโทษอยู่ในอำนาจศาลแขวงนั้น แม้โจทก์จะขอให้ใช้ราคาทรัพย์มากมายเพียงใด ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419/2528 (แนวเดิม) คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงในความผิดฐานยักยอก และมีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เกินกว่า 10,000 บาทแก่ผู้เสียหายได้ เมื่อผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมไม่อาจถือเอาคำขอในส่วนแพ่งของพนักงานอัยการเป็นคำขอของตนได้ เพราะหากผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีเองแล้วย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำขอในส่วนแพ่งอันมีทุนทรัพย์เกินกว่า 10,000 บาท ต่อศาลแขวงได้เนื่องจากเกินอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา และเมื่อโจทก์ร่วมอุทธรณ์ฝ่ายเดียวย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาที่จะให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ และศาลอุทธรณ์ก็ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอในส่วนนี้ด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192/2560 (แนวฎีกาใหม่) แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่งหรือไม่ และผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้
จำเลยยักยอกทรัพย์ของโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 ถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องจึงไม่ชอบ
......................
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนหรือชำระเงิน 736,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การรับสารภาพคดีส่วนอาญา แต่ไม่ได้ให้การคดีส่วนแพ่ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 146 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 282 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 146 เดือน
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 146 กระทง เป็นจำคุก 146 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 73 เดือน กับให้จำเลยชดใช้เงิน 486,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26 สิงหาคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งได้หรือไม่ ในเรื่องนี้แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายที่ยื่นฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้ เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงิน 486,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยนำเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์ไปหักจากต้นเงินทั้งหมดโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้อง ทั้งที่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดเป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึง วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จำเลยยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไป รวม 146 ครั้ง เป็นเงิน 736,289 บาท และขอให้จำเลยคืนหรือชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ไป การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และเหตุละเมิดเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ถึง วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หรืออย่างน้อยเหตุละเมิดเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเมื่อมีการกระทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ถือว่าจำเลยผิดนัดนับแต่เวลาที่ทำละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไป แต่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากวันที่เกิดเหตุละเมิดครั้งสุดท้ายแล้ว จึงกำหนดให้ตามที่โจทก์ขอ ส่วนเงินจำนวน 250,000 บาท ที่จำเลยชำระแก่โจทก์นั้น ทางนำสืบไม่ปรากฏว่าชำระให้แก่โจทก์เมื่อใด แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2559 จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ได้ผ่อนชำระเงินให้แก่โจทก์ไปแล้ว 250,000 บาท โจทก์มิได้โต้แย้ง จึงถือว่าจำเลยได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าว โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระไปหักดอกเบี้ยก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้หักชำระต้นเงินและคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินคงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ชำระต้นเงินโดยไม่ให้ดอกเบี้ยก่อนฟ้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 352 วรรคหนึ่ง และให้ใช้อัตราโทษใหม่แต่กฎหมายที่บัญญัติใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้เงิน 736,289 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยนำเงินที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 จำนวน 250,000 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยก่อน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
ทิ้งฟ้อง ตามมาตรา 174
มาตรา 174 ในกรณีต่อไปนี้ให้ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง คือ
(1) ภายหลังที่ได้เสนอคำฟ้องแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย และไม่แจ้งให้ศาลทราบเหตุแห่งการเพิกเฉยเช่นว่านั้นภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง
(2) โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยได้ส่งคำสั่งให้แก่โจทก์โดยชอบแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ 8930/2560 (ฎีกาใหม่ อ.เน้น**) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 16,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่าค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้สูงเกินสมควรนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท คดีในส่วนค่าเสียหายจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของรัฐและเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งและมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท โดยมิได้มีคำขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยมาด้วย ดังนั้นจึงไม่อาจนำราคาที่ดินพิพาทมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งของจำเลยได้ ฟ้องแย้งของจำเลยที่เพียงแต่ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 จึงเป็นคดีมโนสาเร่ ที่จำเลยเสียค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้น 1,000 บาทจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 189 (1) มาตรา 190 จัตวา และ 192 วรรคท้ายแล้ว
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของรัฐมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในส่วนฟ้องแย้งของจำเลย และให้ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จากจำเลยเพิ่มเติมจึงไม่ถูกต้อง และเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยไม่ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่กำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246
การอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมตามมาตรา ป.วิ.พ.มาตรา 138 วรรคสอง ต้องเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 138 วรรคสอง มิฉะนั้น คู่ความไม่มีสิทธิอุทธรณ์และต้องอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือนตามมาตรา 229 คู่ความจะมาขอให้เพิกถอนสัญญา ระนีประนอมยอมความในภายหลังไม่ได้ กรณีที่สามารถอุทธรณ์คำ พิพากษาตามยอมได้ ประการหนึ่งคือ เมื่อมีข้อกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล แต่ข้ออ้างที่ว่าการฉ้อฉลเกิดจากทนายความฝ่ายของตน ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ แต่ถ้าทนายฝ่ายของตน ร่วมกับอีกฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล เช่นนี้สามารถอุทธรณ์ได้ (ฎีกาที่ 1150/2519) .... (อ่านต่อ...)
--------------------------------------------------------------------- ข้อมูลความรู้ สำหรับแบ่งปันเฉพาะบุคคล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ เท่านั้น. รวบรวม สกัดหลักจากคำพิพากษาศาลฎีกา,คำบรรยายเนติฯ ,อื่นๆ และ/หรือ จากสมาชิกเว็บไซต์ ที่ร่วมแบ่งปันข้อมูล.
---------------------------------------------------------------------
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม : 2156 ครั้ง |