พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๐
ประเทศไทยมีศาล ๔ ศาล คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลทหาร ศาลปกครอง ศาลที่จะมีโอกาสขัดแย้งกันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ว่าคดีที่ยื่นฟ้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลใดคงมีเพียง ๓ ศาลเท่านั้น ได้แก่ ศาลยุติธรรม ศาลทหาร และศาลปกครอง พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๐ จึงได้บัญญัติให้มี คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลขึ้นประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีก ๔ คน เป็นกรรมการ
บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล คือ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒
อุทาหรณ์
(๑) โจทก์ฟ้องว่า เทศบาลจำเลยออกประกาศสอบราคาเครื่องปั๊มน้ำ โจทก์ เสนอราคาตามประกาศและเป็นผู้สอบราคาได้ จำเลยเรียกโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายเครื่องปั๊มน้ำ ต่อมาจำเลยได้รับเครื่องปั๊มน้ำแล้ว แต่ไม่ยอมตรวจรับสินค้าอ้างว่าเป็นของเก่าและบอกเลิกสัญญา ขอให้จำเลยตรวจรับและชำระราคา จำเลยให้การว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคโจทก์ผิด สัญญาฝ่ายเดียว อยู่ในอำนาจศาลปกครอง และจำเลยไม่ได้บอกเลิกสัญญาซื้อขาย ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง พิพากษายกฟ้อง
ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำตอบ
จำเลยเพียงแต่โต้แย้งเรื่องคดีอยู่ในอำนาจศาลปกครองไว้ในคำให้การ ไม่ได้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล จึงไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครอง ทั้งไม่ใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นเองเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชอบแล้ว (ฎ.๗๙๕๑/๒๕๕๑)
(๒) ว. เป็นโจทก์ฟ้องว่า คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำ ตำบล มีมติว่า ส. ไม่เป็นผู้เช่านา แต่คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดจำเลยมีมติว่า ส. เป็นผู้เช่านา เป็นมติไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนมติ ศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า คำวินิจฉัยของจำเลยเป็นคำสั่งขององค์กรฝ่ายปกครอง คดีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง และสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ทันที
ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำตอบ
ถ้าศาลชั้นต้นมีความเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจ แต่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินการตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา ๑๐ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องทันที จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ.๕๘๔๗/๒๕๔๘)
ฎ.๙๐๒ - ๙๙๙/๒๕๕๓ เมื่อจำเลยเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง มิใช่ศาลแรงงานกลาง ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางก่อนวันสืบพยาน เพื่อให้ศาลแรงงานกลางจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองพิจารณาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ เมื่อจำเลยมิได้ดำเนินการ แสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะพิพากษาคดีนี้ได้ และเมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยก็ไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ เนื่องจากเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว
ฎ.๙๘๑๗/๒๕๕๔ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ศาล พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่า คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรม แต่จำเลยที่ ๓ ไม่ได้ยื่นคำร้อง เป็นกรณีไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจฎีกาในปัญหานี้ได้
อุทาหรณ์
ช. เป็นโจทก์ฟ้องกระทรวงมหาดไทยจำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรม ขอให้เพิกถอนประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ห้ามนำที่ดินของโจทก์ไปขายแก่บุคคลใด ให้ยกเลิกเพิกถอนการรังวัดออกโฉนดที่ดินตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลปกครอง ไม่รับฟ้อง
ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่
คำตอบ
การพิจารณาว่า คดีจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง เป็นอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดฯ มาตรา ๑๐, ๑๑, ๑๒ คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคำฟ้องเป็นคดีปกครอง ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรม ก่อนมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ศาลชั้นต้นจะต้องสอบถามโจทก์ว่า โจทก์เคยฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และศาลปกครองไม่รับฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองมาก่อนหรือไม่ หากมีกรณีดังกล่าวศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องทันที โดยไม่ดำเนินการดังกล่าวมาก่อน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ.๙๑๕๗/๒๕๕๒)
มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติขึ้นเพื่อรองรับกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินมา แล้วในศาลเดิมว่าสามารถนำไปใช้ในศาลที่รับโอนคดีได้โดยไม่ต้องดำเนินการใหม่ให้เสียเวลาและเปลืองค่าใช้จ่ายแก่ทุกฝ่าย ส่วนในวรรคสองเป็นมาตรการเยียวยาไม่ให้คดีขาดอายุความ เพราะสาเหตุที่ต้องเสียเวลาไปเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้
ฎ.๘๘๑๙/๒๕๕๔ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ศาลฯ มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลพิจารณาสั่งให้มีการปรับปรุงกระบวน พิจารณาให้เหมาะสมกับการพิจารณาคดีในศาลที่รับโอนคดี การที่ศาลภาษีอากรกลาง รับโอนคดีตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่า คดีอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลาง และศาลปกครองมีคำสั่งให้โอนคดีมากับศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในเวลาต่อมาโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว
อ้างอิง วิชา ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม(อ.อนันต์ ชุมวิสูตร) สมัยที่ 69
|