กฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลักกฎหมายหรือข้อตกลงร่วมกันที่ใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิวัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศเริ่มต้นตั้งแต่สมัยโบราณก่อนคริสต์กาล นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรวมตัวเป็นชุมชนสืบต่อมาในสมัยกลาง สมัยใหม่จนถึงสมัยปัจจุบัน โดยเริ่มจากการปฏิบัติต่อกันจนกลายเป็นจารีตประเพณี สนธิสัญญา และแนวคิดในการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ
กฎหมายระหว่างประเทศไม่แสดงลักษณะทั่วไปให้ปรากฏชัดถึงอำนาจอธิปไตยแห่งการบังคับใช้กฎหมายเหมือนกับกฎหมายภายใน เนื่องจากไม่มีองค์การรับผิดชอบโดยตรงในการกำหนดหลักปฏิบัติต่อกันระหว่างประเทศ การบังคับให้เป็นไปตามหลักปฏิบัตินั้น และการอธิบายและปรับหลักปฏิบัติให้เข้ากับปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศ
กฎหมายระหว่างประเทศมีที่มาจากสิ่งที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารีตประเพณี และหลักกฎหมายทั่วไป และสิ่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ สนธิสัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ และคำพิพากษาของศาล กฎหมายระหว่างประเทศ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
2.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
บทบาทของกฎหมายระหว่างประเทศ แบ่งเป็น 2 ประการ คือ
1.การก่อให้เกิดและธำรงไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคมแห่งรัฐ
2.การคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐที่เกิดกรณีขัดแย้ง
รายละเอียดทั่วไป
- การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเป็นประชาคมระหว่างประเทศจะต้องมีกติกาที่ควบคุมความประพฤติและแบบแผน กติกาดังกล่าว เรียกว่า กฎหมายระหว่างประเทศ
- กฎหมายระหว่างประเทศ หมายถึง หลักกฎหมายหรือข้อตกลงร่วมที่ใช้บังคับต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
- ประเทศ หมายถึง กลุ่มคนซึ่งอยู่รวมกันเป็นปึกแผ่นถาวรเป็นอิสระบนอาณาเขตอันเดียวกับที่ตนเป็นเจ้าของ และอยู่ภายใต้อำนาจอันเดียวกันซึ่งได้จัดระเบียบไว้ โดยมุ่งจะให้เป็นประกันแก่ทุกคนในการใช้เสรีภาพของตน
กลุ่มคนหนึ่งจะเป็นประเทศได้ ต้องประกอบด้วย
1.เป็นสมาคมถาวร
2.เป็นสมาคมเอกราช
3.มีเจตนาร่วมกัน
4.มีดินแดนที่กำหนดแน่นอน
- รัฐบาลตามความหมายอย่างกว้าง หมายถึง บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองประเทศ
- รัฐบาลตามความหมายอย่างแคบ หมายถึง บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจบริหาร
วิวัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศ
1.กฎหมายระหว่างประเทศสมัยโบราณไม่มีการใช้กฎหมายร่วมกัน และไม่มีการยอมรับความเสมอภาคของกลุ่มชน การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนมักจะใช้กำลังทำสงคราม ต่อมาลดความทารุณโหดร้ายลงด้วยการวางหลักเกณฑ์แห่งสงคราม และเมื่อสังคมชาติมีความสัมพันธ์กันกว้างขวางมากขึ้น จนถึงมีผู้แทนของแต่ละชาติเข้าไปในชาติอื่น จึงเกิดมีการวิวัฒนาการด้านกฎหมายขึ้น
2.กฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ชาวยุโรปสนใจกฎหมายโรมันมากขึ้น ได้มีการวางหลักกฎหมายเกี่ยวกับทะเลขึ้นหลายฉบับ แล้วรวบรวมเอาจารีตประเพณีและการปฏิบัติระหว่างกันขึ้น หลายประเทศนำหลักเกณฑ์แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตที่โกรซิอุสเขียนไว้ ไปบังคับใช้ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศอันหนึ่ง
3.กฎหมายระหว่างประเทศสมัยปัจจุบันในต้นยุคนี้มีการสู้รบทั้งภายในและนอกประเทศ ทำให้ประเทศต่าง ๆ แสวงหาความเป็นอยู่แบบสันติสุข จึงได้จัดทำสนธิสัญญากันขึ้น
* อังกฤษเป็นประเทศแรกที่ได้เปลี่ยนรูปแบบของรัฐ จากรัฐราชาธิปไตยไปสู่รัฐสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่บนอาณาเขตที่กำหนดไว้ชัดแจ้ง
* สนธิสัญญาเวสท์ฟาเลีย ได้รับการขนานนามว่า กฎบัตรว่าด้วยธรรมนูญแห่งยุโรป
* สนธิสัญญาอูเทรคท์ ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับแนวอาณาเขตระหว่างประเทศในยุโรป
* องค์การสหประชาชาติ เป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตระหว่างประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง
ลักษณะทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศ
1.ลักษณะเฉพาะของกฎหมายระหว่างประเทศ
- กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ
- กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฎฐาธิปัตย์ รัฎฐาธิปัตย์ คือ ผู้ซึ่งประชาชนส่วนมายอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินหรือบ้านเมืองนั้น และผู้มีอำนาจไม่ต้องรับฟังอำนาจของผู้ใดอีก
- กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้บังคับทั่วไป
- กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
2.กฎหมายระหว่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายในประเทศใช่หรือไม่
2.1.ตามหลักคอมมอนลอว์ กฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎหมายภายใน
2.2.ตามหลักประมวลกฎหมาย ( นักกฎหมายในประเทศภาคพื้นยุโรป )
กฎหมายระหว่างประเทศไม่เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายใน นักกฎหมายมีแนวคิดเกี่ยวกับปัญหานี้แตกต่างกันไป ดังนี้
1.ทฤษฎีเอกนิยม มีหลักว่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภายในหรือระหว่างประเทศ มิได้เกิดจากความสมัครใจของรัฐ ซึ่งในบางกรณีอาจโดยใจสมัครก็ได้ ทฤษฎีเอกนิยมจึงอาจเรียกกฎหมายว่า กฎหมายตามความเป็นจริง
2.ทฤษฎีทวินิยม มีหลักว่า ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภายในหรือระหว่างประเทศ ย่อมเกิดจากใจสมัคร เรียกว่า กฎหมายใจสมัคร
3.ความแตกต่างระหว่างกฎหมายภายในกับกฎหมายระหว่างประเทศ
3.1.มูลฐานแห่งกฎหมายไม่ว่าจะเป็นกฎหมายภายในหรือระหว่างประเทศ ย่อมมีมูลฐานมาจากความยินยอมและการแสดงเจตนา
3.2.การบังคับใช้กฎหมาย
- กฎหมายระหว่างประเทศกระทำได้ระหว่างรัฐหลายรัฐที่ได้แสดงเจตนาไว้แต่เบื้องต้น
- กฎหมายภายในใช้บังคับได้แต่เพียงในรัฐใดรัฐหนึ่งเท่านั้น
3.3.การชี้ขาดปัญหาขัดแย้ง
- การชี้ขาดปัญหาขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายภายใน เป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรมภายในประเทศ
- กรณีมีข้อพิพาทระหว่างประเทศ สถาบันที่มีหน้าที่ในการชี้ขาดปัญหา ได้แก่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
3.4.หลักเกณฑ์ของการบัญญัติกฎหมาย
- กฎหมายระหว่างประเทศ บัญญัติโดยความยินยอมของแต่ละประเทศ
- กฎหมายภายในประเทศ บัญญัติขึ้นโดยดุลยพินิจของรัฐ
ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศ
1.ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
1.1. จารีตประเพณี ซึ่งกฎหายจารีตประเพณีจะมีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติและความเชื่อมั่นว่ามีพันธกรณีตามกฎหมาย กฎหมายจารีตประเพณีมีความสำคัญมากในกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
1.2.หลักกฎหมายทั่วไป คือ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มาจากกฎหมายภายในประเทศ ถือว่าเป็นบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ สำหรับศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหากไม่มีอนุสัญญาหรือหลักจารีตประเพณีมาปรับใช้บังคับในกรณีพิพาทได้ ก็จะพิจารณาพิพากษาโดยนำหลักกฎหมายทั่วไปมาใช้
2.ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่เป็นลายลักษณ์อักษร
2.1.สนธิสัญญาหมายถึง ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐเป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศ
2.2.ข้อตกลงระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย หมายถึง ผลบังคับให้ประเทศที่แสดงเจตนาตามข้อตกลงระหว่างประเทศต้องปฏิบัติตาม
2.3.คำพิพากษาของศาล หมายถึง คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ศาลโลก )
ประเภทของกฎหมายระหว่างประเทศ
1.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองเป็นเครื่องกำหนดหลักเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศย่อมมีสิทธิและหน้าที่เหมือนบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง สิทธิและหน้าที่ในฐานะนิติบุคคลของแต่ละประเทศต้องมีความสัมพันธ์และข้อพิพาทโต้แย้งซึ่งกันและกัน
2.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลเป็นกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งอยู่ในประเทศต่าง ๆ กัน เป็นความเกี่ยวพันธ์ในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองของประเทศซึ่งกระทำการเกี่ยวข้องกับคนต่างชาติ หรือระหว่างคนต่างชาติด้วยกันเองในขณะอยู่ในประเทศอื่น
* ตำรากฎหมายระหว่างประเทศบางเล่มมีกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญาเพิ่มอีก 1 ประเภท
บทบาทของกฎหมายระหว่างประเทศ
1.การก่อให้เกิดและธำรงไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคมแห่งรัฐเป็นบทบาทที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ทำให้ส่งเสริมมิตรภาพ ความร่วมมือปรองดอง และมิตรไมตรีระหว่างรัฐ โดยกฎหมายระหว่างประเทศไม่พึ่งพาการใช้กำลังให้รัฐอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ ไม่มีสภาพบังคับ นั่นเอง ( จึงมีผู้กล่าวว่า กฎหมายระหว่างประเทศมีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ หรือกล่าวอีกนัยว่า กฎหมายที่ยังไม่สุกงอม ) จึงทำให้สังคมระหว่างรัฐมีลักษณะ สังคมอนาธิปไตย ซึ่งไม่มีอำนาจสูงสุดในการบังคับบัญชา ทำให้รัฐต่าง ๆ มีการใช้กำลังต่อสู้กันอยู่บ่อย ๆ
2.การคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐที่เกิดกรณีขัดแย้งกันกฎหมายระหว่างประเทศก็เหมือนกับระบบกฎหมายอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นผลพวงที่เกิดจากความสัมพันธ์ของอำนาจ เป็นเครื่องมือของรัฐที่มีอำนาจที่จะใช้เพื่อรักษาอำนาจที่มีอยู่ให้มั่นคงและยั่งยื่น และแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐที่ด้อยอำนาจ
* แนวคิดของลัทธิสังคมนิยมมาร์กซิสม์ เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือของรัฐที่มีอำนาจและกำลัง ที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐที่ด้อยด้วยกำลัง เช่นเดียวกับกฎหมายทั่วไป
|