ศาลที่จะยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกคือ ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา)
ผู้ที่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดก
1. ทายาท คือ ทายาทโดยธรรม ผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกและผู้รับพินัยกรรม
2. ผู้มีส่วนได้เสีย คือ ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอยู่ในกองมรดก เช่น ผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามี ภรรยาจนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย มีทรัพย์สินซึ่งทำมาหาได้ร่วมกันระหว่าง
อยู่กินฉันสามีภรรยา
3. พนักงานอัยการ เช่น ทายาทเป็นผู้เยาว์ไม่มีญาติและผู้ปกครอง (พนักงานอัยการอาจร้องขอให้ผู้ปกครองผู้เยาว์ก่อนก็ได้)
เอกสารที่จะต้องใช้ในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
1. หลักฐานแสดงการเป็นทายาท เช่น ใบสำคัญการสมรส สูติบัติ สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้อง
2. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตาย
3. ใบมรณะบัตร
4. บัญชีเครือญาติ
5. หลักฐานทางทะเบียนของทรัพย์มรดก เช่น โฉนดที่ดิน, น.ส.3, น.ส.3ก.,ส.ค. 1 คู่มือจดทะเบียนรถ สมุดเงินฝากธนาคาร ฯลฯ
6. หนังสือยินยอมของทายาท
7. พินัยกรรม (ถ้ามี)
ข้อสังเกต สำหรับบัญชีเครือญาติ กรณีผุ้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ควรระบุผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ในบัญชีเครือญาติด้วย
การไต่สวนคำร้องขอจัดการมรดก ต้องได้ความในสาระสำคัญ คือ
1. ต้องไต่สวนให้ได้ความว่า ผู้ร้องเป็นทายาทกองมรดกหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
2. ต้องมีเหตุขัดข้องในการจัดการทรัพย์มรดก เช่น ผู้ร้องเคยไปติดต่อที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอโอนทรัพย์มรดกแบ่งปันทายาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ดำเนินการ
ให้ เคยไปขอเบิกเงินจากธนาคารซึ่งผู้ตายฝากไว้ เพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารไม่ยอมดำเนินการให้ ทายาทบางคนยังเป็นผู้เยาว์อยู่
3. ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกต้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 คือ ต้องบรรลุนิติภาวะไม่เป็นบุคคล
วิกลจริต หรือบุคคลซ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือคนล้มละลาย
4. ถ้ามีข้อกำหนดตามพินัยกรรมให้ตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดกไว้ ศาลต้องตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้จัดการมรดก (มาตรา 1713 วรรคท้าย)
ข้อสังเกต ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลเดียวกับผู้มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้
|