เปิดตัว พ.ร.บ.ปุ๋ยใหม่
(พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518)
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550) |
ในที่สุดก็คลอดแล้ว สำหรับพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับใหม่ ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดย 30 ธันวาคม 2550 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 11 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา หลังจากได้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2537 ซึ่งการแก้ไขอยู่ภายใต้หลักการและเหตุผลที่ในปัจจุบันได้มีการส่งเสริมให้เกษตรการใช้ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้นนอกเหนือจากการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวเช่นแต่ก่อน ทำให้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ได้คุณภาพออกสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก โดยที่กฏหมายปุ๋ยฉบับเดิมไม่สามารถควบคุมได้ จำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการในการควบคุมกำกับดูแลให้ครอบคลุมถึงปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ จึงเป็นที่มาของ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับใหม่นี้ แต่ทั้งนี้เนื้อหาสาระในพ.ร.บ.ปุ๋ยเก่าก็ไม่ได้ถูกยกเลิกไปทั้งหมดยังคงมีบางมาตราที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน
สำหรับ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับใหม่นี้เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขถ้อยคำโดยได้มีการแก้ไขบทนิยามจากฉบับเดิม และเพิ่มเติมคำนิยามให้ครอบคลุมทุกปุ๋ย อาทิเช่น นิยามความหมายของคำว่า ปุ๋ย ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์เคมี (พ.ร.บ. ฉบับนี้เปิดกว้างให้สามารถใช้คำนี้ได้เลย ซึ่งฉบับเก่าใช้เป็น ปุ๋ยเคมีผสมวัสดุอินทรีย์) ปริมาณจุลินทรีย์รับรอง ปริมาณอินทรีย์วัตถุรับรอง เป็นต้น
สำหรับมาตรการในการกำกรับการใช้อำนาจของรัฐมนตรีหรืออธิบดีให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ โดยการจัดให้มีคณะกรรมการปุ๋ยนั้นได้มีการเพิ่มเติมจากเดิมในส่วนของ ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสหกรรม 1 คน ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจเกษตร 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 10 คน โดยเป็นเกษตรกร 4 คน ผู้แทนสมาคมที่มีกิจการเกี่ยวกับการผลิตและค้าปุ๋ย 2 คน ผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกฏหมาย และด้านปุ๋ยอีกไม่เกิน 4 คน เป็นกรรมการซึ่งมีอำนาจหน้าที่ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก โดยให้ครอบคลุมถึงปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ที่มีการกำหนดมาตรการควบคุมเพิ่มขึ้น
พ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับใหม่นี้มีบทบัญญัติในการควบคุมปุ๋ยโดยให้ผู้ประกอบการเกี่ยวกับปุ๋ยทั้ง 3 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์ต้องขอใบอนุญาตตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตผลิต โดยเพิ่มจากเดิมเป็น 3 ฉบับ คือ ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า หรือการขาย นำเข้า นำผ่าน รวมถึงการส่งออก ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มการส่งออกปุ๋ยมากขึ้น จึงเพิ่มเติม ในส่วนของใบอนุญาตส่งออกปุ๋ยมาอีกฉบับ นอกจากนี้ผู้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเพื่อการค้า หรือนำปุ๋ยที่รัฐมนตรีกำหนด ต้องนำปุ๋ยนั้นมาขอขึ้นทะเบียนเสียก่อนด้วยจึงจะผลิตหรือนำเข้าปุ๋ยนั้นๆได้ นอกจากนี้ ยังเพิ่มอายุของใบอนุญาตและใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยและให้สามารถต่ออายุทะเบียนปุ๋ยได้อีกด้วย
แต่ พ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับใหม่นี้ก็ได้มีมาตรการยกเว้นไว้โดยให้ยกเว้นการขอใบอนุญาต และการขึ้นทะเบียนปุ๋ย สำหรับผู้ที่นำเข้าหรือส่งออกปุ๋ย เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้า ทดลอง หรือวิจัย หรือเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการขึ้นทะเบียนปุ๋ย หรือเพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อ ตลอดจนการนำเข้าหรือการส่งออกปุ๋ยครั้งและปริมาณไม่เกินชนิดละ 50 กิโลกรัม หรือ 50 ลิตร โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นสำหรับเกษตรกรที่ผลิตปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์เพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกภายในกลุ่มหรือภายในชุมชนเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้ง ปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่มีการแปรสภาพหรือปรุงแต่งใดๆ เช่น ปุ๋ยคอกได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตด้วยเช่นกัน
สำหรับบทกำหนดโทษของ พ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับนี้ได้มีการแก้ไขอัตราโทษให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน สำหรับปุ๋ยเคมี ในกรณีของโทษจำคุกให้เป็นไปตามเดิม แต่ให้เพิ่มโทษปรับเป็น 4 เท่าของอัตรโทษปรับเดิม และเพิ่มการกำหนดโทษในกรณที่ไม่มีเจตนาให้มีความผิดด้วย สำหรับอัตราโทษของปุ๋ยชีวภาพเป็นกึ่งหนึ่งของปุ๋ยเคมี และอัตราโทษของปุ๋ยอินทรีย์เป็นหนึ่งในสี่ของปุ๋ยเคมี
ความคืบหน้าของการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับใหม่ในขณะนี้ คือ ให้มีคณะทำงานยกร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับใหม่นี้เพื่อเสนอเข้าพิจารณาต่อคณะกรรมการปุ๋ย ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นชุดเดิมแต่ก็ได้ดำเนินการพิจารณาสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการปุ๋ยชุดใหม่ควบคู่ไปด้วย หากผ่านการพิจารณาแล้วก็สามารถเสนอเข้ารอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในลำดับต่อไป
ก็ได้ทราบถึงเนื้อหาสาระและใจความสำคัญของ พ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับใหม่นี้กันพอสมควรแล้ว หากท่านผู้ใดมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามได้ที่ ฝ่ายปุ๋ยเคมี สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์/โทรสาร 0-2579-5536-7 โดยอาจปรึกษากับคุณศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์ หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมี ได้โดยตรง หรือ ที่พี่ๆน้องๆ พนักงานเจ้าหน้าที่ในฝ่ายก็ได้ ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ที่มา: จดหมายข่าวสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร สคว.สาร ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เดือน เมษายน 2551 กรมวิชาการเกษตร
|