หัวข้อ : การตีความสัญญา
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ




การตีความสัญญา

๑ หลักของการตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ การตีความนิติกรรมใน มาตรา ๑๗๑ และการตีความสัญญาใน มาตรา ๓๖๘ ซึ่งเป็นเรื่องสอดคล้องและฟังไปในทางเดียวกัน ทั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติทั้งสองมีที่มาจากประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน ย่อมนำมาใช้ในการตีความสัญญาด้วย โดยจะได้หลักในการตีความสัญญา ๒ ประการ คือ

๑) ต้องค้นหาเจตนาอันแท้จริงของการแสดงเจตนาของคู่สัญญาที่ทำขึ้น
๒) ต้องความการแสดงเจตนาของคู่สัญญา หรือความตกลงนั้นโดยอาศัยความสุจริตโดยคำนึงถึงปกติประเพณีเป็นสำคัญ

     ๑.๑ การตีความตามมาตรา ๑๗๑ ในฐานที่สัญญาก็เป็นการแสดงเจตนาทำนิติกรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้น หลักการตีความการแสดงเจตนาจึงต้องนำมาใช้ด้วย ซึ่ง มาตรา ๑๗๑ บัญญัติว่า “ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร” ซึ่งหมายความว่า ต้องค้นหาเจตนาที่แท้จริงที่แสดงออกมา ไม่ใช่การค้นหาเจตนาแท้จริงที่อยู่ภายใน ซึ่งไม่มีใครจะล่วงรู้ได้ ดังนั้น การค้นหาเจตนาที่แท้จริงนี้ จึงหมายถึงเจตนาที่แท้จริงที่แสดงออกมา และไม่ใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำ สำนวน ซึ่งอาจเป็นคำพูด หรือคำนึงถึงตัวอักษรเมื่อมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม

   ๑.๒ การตีความตามมาตรา ๓๖๘ เป็นหลักเกณฑ์การตีความที่ได้กำหนดไว้ในเรื่องของสัญญาโดยเฉพาะ มาตรา ๓๖๘ บัญญัติว่า “สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย” ซึ่งหมายความว่า ในการตีความสัญญานั้นต้องคำนึงถึงความประสงค์หรือเจตนาอันมีร่วมกันของคู่สัญญา ซึ่งเป็นเจตนาอันคาดหมายโดยสุจริต และต้องคำนึงประเพณีปฏิบัติในระหว่างคู่สัญญาเอง หรือประเพณีในทางการค้าด้วย เนื่องจากสัญญาเป็นการใช้หลักอิสระในทางแพ่ง ซึ่งคู่สัญญาได้กำหนดขอบเขตในทางกฎหมายของตนเอง การตีความสัญญาจึงเป็นการตรวจสอบค้นหาความหมายของสิ่งที่คู่สัญญากำหนด การตีความสัญญาจึงต้องเป็นการค้นหาค้นหาความหมายที่ร่วมกันของคู่สัญญา และต้องเป็นเจตนาที่ได้แสดงออกมาตามเนื้อหาของสัญญานั้นดัวย

๒ หลักการตีความสัญญาสำเร็จรูปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐

ตามกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติกากรตีความสัญญาสำเร็จรูปไว้ใน มาตรา ๔ วรรค สอง ว่า “ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความสัญญาสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น” เนื่องจากสัญญาสำเร็จรูป เป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้กำหนดเนื้อหาหรือข้อสัญญาไว้ล่วงหน้า และฝ่ายที่เป็นผู้กำหนดมักเป็นผู้ที่มีอำนาจในทางเศรษฐกิจเหนือกว่า หรือที่เรียกว่าผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น ข้อสัญญาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจึงมักมีเนื้อหาสาระที่เป็นคุณ หรือเป็นประโยชน์แก่คู่สัญญาฝ่ายนั้นอยู่แล้ว ดังนั้น เพื่อความยุติธรรม หากข้อสัญญามีข้อสงสัยจำเป็นต้องตีความกฎหมาย จึงกำหนดให้ให้เป็นคุณแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น
 





การตีความสัญญา | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 14275 ครั้ง
ลงวันที่ 06/07/2010 18:59:36


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน