หัวข้อ : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ฉบับที่ 15
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ





ฉบับที่ 15 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534


ความทั่วไป

  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มักจะถูกเรียกขานว่า "รัฐธรรมนูญฉบับ ร.ส.ช." เพราะเป็นผลงานการยกร่างและจัดทำของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อันประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 292 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำกราบบังคมทูลของประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีทั้งสิ้นจำนวน 233 มาตรา และได้ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 นั้น

            โดยที่ในชั้นร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีประเด็นปัญหาทางกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายประเด็น อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติกับสาธารณชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นเรื่องว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะประชาชนต่างเข้าใจกันดีว่า การกำหนดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้น เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้มีการสืบทอดอำนาจให้กับคณะ ร.ส.ช. ออกไปได้อีก ในที่สุด เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ มีผลบังคับใช้ บทบัญญัติมาตรา 159 ก็ได้เปิดโอกาสให้เชิญบุคคลภายนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และหลังจากที่มีการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนี้ เนื่องด้วยปัญหาบางประการ ทำให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากในฐานะพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ได้เชิญนายทหารในคณะ ร.ส.ช. คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับเหตุผลที่ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ซึ่งนับว่าเป็นการทวนกระแสกับความรู้สึกของประชาชนไม่น้อย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นกลาง) เพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์เอาไว้ รัฐบาลก็เลยออกคำสั่งให้ทหารและตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มประชาชนซึ่งรวมตัวกันประท้วงอยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนราชดำเนิน ในช่วงระหว่าง วันที่ 17 ถึง 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 แต่ทว่ากลับเป็นการนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดที่เรียกกันว่า เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ในที่สุด ซึ่งต่อมา สถานการณ์ต่างๆ ก็บีบรัดจนทำให้พลเอกสุจินดาต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปอย่างใจจำยอม

      รัฐบาลชั่วคราวภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว และบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ได้ดำเนินการแก้ไขวิกฤตการณ์อันสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม 4 ฉบับ ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งแรกที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แสดงเจตนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยให้มากยิ่งขึ้น แต่ทว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของสังคมการเมืองไทย

          รัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์นี้ มีระยะเวลาใช้บังคับรวมทั้งสิ้น 5 ปี 10 เดือน 2 วัน ซึ่งได้ถูก "ยกเลิก" เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 โดยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540


หลักการสำคัญ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีบทบัญญัติทั้งสิ้นถึง 223 มาตรา มีสาระสำคัญ ดังนี้

              1) ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่าง และเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท คณะองคมนตรีอาจจะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ (มาตรา 21)

              2) การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ

              3) ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา ต่อมามีการแก้ไขให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา (มาตรา 157) แก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2535

              4) รัฐสภา มี 2 สภา คือ วุฒิสภา มาจากการแต่งตั้ง จำนวน 270 คน มีวาระ 6 ปี แต่ต่อมา จึงมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนวุฒิสมาชิกให้เป็น 2 ใน 3 ของจำนวน ส.ส. และแก้ไขวาระดำรงตำแหน่งลงเหลือ 4 ปี (ฉบับที่ 5) และ สภาผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วิธีการเลือกตั้งแบบผสม เขตละไม่เกิน 3 คน มีวาระ 4 ปี

              5) กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้แน่นอนตายตัว คือ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 360 คน (มาตรา 99)

              6) พรรคการเมืองที่สมาชิกจะเป็นผู้ที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ จะต้องเป็นพรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกเข้าสมัครเลือกตั้งรวมกันไม่น้อยกว่า 120 คน

              7) บุคคลผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดนั้น หรือ เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดนั้น หรือ เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดนั้น หรือ เคยศึกษาเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น (มาตรา 105)

              8) บุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (มาตรา 107)
                  (ก) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือ ให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือ ถือว่าทุจริตต่อหน้าที่
                  (ข) เคยต้องคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือ มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
                  (ค) เคยถูกวุฒิสภา หรือ สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพ
                  (ง) เคยถูก หรือ ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพ เพราะมีกรณี ปรากฎหลักฐานน่าเชื่อได้ว่าเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยใช้อามิสสินจ้างไม่ว่าโดยวิธีใดๆ เพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง
              9) เอกสิทธิ์ในที่ประชุมวุฒิสภาก็ดี ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ดี ไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียง หรือ วิทยุโทรทัศน์ (มาตรา 125)

              10) สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป แต่วุฒิสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ (มาตรา 151) ต่อมาจึงถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2535

              11) ถ้าสมาชิกวุฒิสภา หรือ สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เห็นว่าข้อบังคับแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกหรือข้อบังคับของรัฐสภาเรื่องใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้เสนอความเห็นต่อตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา (มาตรา 155)

              12) ไม่บังคับให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาถูกแก้ไขโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2535

              13) คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 48 คน ประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรี
คุณสมบัติของรัฐมนตรี (มาตรา 151)
                  (ก) มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีบริบูรณ์
                  (ข) ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
                  (ค) ไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ

              14) สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 มีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นว่า พระราชกำหนดเป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย (มาตรา 173)

              15) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี รัฐสภา วุฒิสภา หรือ สภาผู้แทนราษฎรมีมติว่า กรณีมีปัญหาที่จะต้องตีความรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา หรือ ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่กรณี ส่งเรื่องให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย (มาตรา 207)

              16) สมาชิกวุฒิสภาอาจเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ โดยเข้าชื่อร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 211)

              17) กำหนดให้บรรดาประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ออกใช้บังคับก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ รวมทั้งคำสั่งของนายกรัฐมนตรี หรือ ประธานสภารักษาความมั่นคงแห่งชาติที่ออกโดยอาศัยอำนาจพิเศษตามมาตรา 27 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการบัญญัติเช่นนี้ ทั้งนี้เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของหลักการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญ นั่นเอง
บทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้สร้างบทเฉพาะกาลโดยให้สมาชิกวุฒิสภามีบทบาทในการควบคุมฝ่ายบริหาร โดยให้มีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 4 ปี นับแต่วันประกาศใช้ และมีผลทำให้วุฒิสภา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำเข้ามามีบทบาทในการควบคุมรัฐบาล ดังที่ได้กำหนดบทเฉพาะกาลในเรื่องต่อไปนี้เอาไว้

                   1) ในวาระเริ่มแรก พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งบุคคลผู้มีลักษณะตามที่บัญญัติไว้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้ประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งวุฒิสภา (มาตรา 217)

                   2) ในวาระเริ่มแรก เมื่อใช้รัฐธรรมนูญนี้แล้ว การดำเนินการดังต่อไปนี้ ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาด้วย (มาตรา 219)
                       (ก) การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 150
                       (ข) การพิจารณาพระราชกำหนดตามมาตรา 172 มาตรา 173 และมาตรา 174
                   3) เมื่อครบกำหนด 4 ปี นับแต่วันแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 217 แล้วให้บทบัญญัติแห่งมาตรา 217 และมาตรา 219 เป็นอันยกเลิกไป


การแก้ไขเพิ่มเติม

ซึ่งภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 ได้ประกาศใช้แล้ว ก็ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง รวม 6 ฉบับด้วยกัน ดังนี้

ครั้งที่ 1


       หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปรากฏว่าเกดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ รสช. ที่ถูกร่างขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลในคณะ รสช. เข้ามามีอำนาจปกครองประเทศ อีกทั้งภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ปรากฏว่าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากก็กลับเสนอให้รองประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร มาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก ทำให้เกิดเป็นกระแสความไม่พอใจยิ่งขึ้นในหมู่ประชาชน จนนำไปสู่การเดินขบวนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งในที่สุดพลเอกสุจินดาก็ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง หลังจากที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬสิ้นสุดลง ก็จึงได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรม นูญ 4 ฉบับ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2535 คือ

        1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2535 แก้ไขมาตรา 86 โดยมีสาระสำคัญให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา มาตรา 157 ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาให้ใช้ข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม และมาตรา 200 ว่าด้วยองค์ประกอบของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

        2) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2535 แก้ไขมาตรา 127 เรื่องการประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ของรัฐสภา ให้สามารถพิจารณาเรื่องอื่นใด ในอำนาจหน้าที่ได้

        3) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2535 ยกเลิกความในมาตรา 151 ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป และยกเลิกบทเฉพาะกาล มาตรา 219 และมาตรา 221 ซึ่งให้อำนาจวุฒิสภาร่วมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้

        4) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2535 แก้ไขมาตรา 159 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ครั้งที่ 2

แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ดังกล่าวไปแล้ว แต่ก็ยังมีกระแสเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอีกหลายประเด็น จนสภาผู้แทนราษฎรต้องตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นเพื่อศึกษาหาข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ต่อมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครัฐบาลจึงเสนอให้มีการแก้ไขประเด็นละฉบับ แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย และได้เสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยยกเว้น หมวดที่ 1 บททั่วไป และหมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ ปรากฏว่า วุฒิสมาชิกเห็นด้วยกับแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2538 จึงผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา และประกาศใช้บังคับในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538

       กล่าวกันว่า การแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 ฉบับที่ 5 นี้ คือ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นการแก้ไขเกือบทั้งฉบับ รวม 188 ตั้งแต่มาตรา หมวด 3 ถึง หมวด 11 ตั้งแต่มาตรา 24 ถึงมาตรา 211 บางมาตราแก้ไขหมด บางมาตราคงเดิม และก็มีบัญญัติขึ้นใหม่หลายมาตรา ส่วนที่สำคัญๆ ที่แก้ไข เช่น ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน สิทธิ (เพิ่มเติม) ของผู้ถูกจับกุม หรือ ถูกตรวจค้น และสิทธิของผู้ต้องหา หรือ จำเลย ในคดีอาญา เพิ่มข้อจำกัดการสั่งปิดโรงพิมพ์ หรือ ห้ามทำการพิมพ์ การเซ็นเซอร์ และการตรวจข่าว การลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 20 ปี เหลือ 18 ปีบริบูรณ์ เป็นต้น

       การแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 ฉบับที่ 6 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2539 นี้ นับว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไทยครั้งที่สำคัญที่สุด หลังจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 5 แล้ว ก็ได้เกิดกระแสความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองขึ้น เพราะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมาไม่สามารถจะแก้ไขความล้มเหลวของระบบการเมืองไทยได้ ทั้งในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การซื้อสิทธิขายเสียง การไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประชาชน แนวความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองก่อตัวเป็นรูปธรรม โดยมีคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ซึ่งแต่งตั้งโดยประธานรัฐสภา เป็นผู้ที่ได้เสนอกรอบความคิดในการปฏิรูปการเมืองที่ชัดเจน ต่อมาเมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า จะสนับสนุนให้มีการปฏิรูปการเมือง และได้จัดตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.) เพื่อจัดทำความเห็นเสนอคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการเมือง โดยให้ทำข้อเสนอของ คพป. มาศึกษาด้วย ต่อมา คปก. จึงได้เสนอให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ในที่สุด คณะรัฐมนตรีก็รับหลักการตามที่ คปม. เสนอมา แล้วได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 6) โดยเพิ่มความเป็นหมวด 12 ตั้งแต่มาตรา 211 ทวิ จนถึงมาตรา 211 เอกูนวีสติ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้มีการจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งสมาชิกมาจากการเลือกของรัฐสภา อันประกอบด้วยบุคคล 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ตัวแทนของประชาชนทุกจังหวัด จำนวน 76 คน มาจากการสมัครของประชาชนและเลือกกันเองของผู้สมัครฯ ในแต่ละจังหวัด ให้เหลือจังหวัดละไม่เกิน 10 คน แล้วรัฐสภาจะเป็นผู้เลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน กับประเภทที่ 2 คน ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ จำนวน 23 ซึ่งสภาสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ของรัฐสรรหาแล้วเสนอชื่อต่อให้รัฐสภาคัดเลือก สภาร่างรัฐธรรมนูญ จึงประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 99 คน มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ และต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน เพื่อเสนอให้สภาลงมติ

       หากรัฐสภาลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งขั้นต่อไปก็ให้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ถ้ารัฐสภาลงมติเห็นชอบน้อยกว่าครึ่งก็ต้องนำร่างดังกล่าวให้ประชาชนลงประชามติ ถ้าประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติน้อยกว่า 1 ใน 5 ของผู้ที่มีสิทธิออกเสียง หรือ มาใช้สิทธิ 1 ใน 5 แต่เสียงข้างมากไม่เห็นชอบด้วย ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป หากเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบก็ให้นำร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถ้าทรงลงพระปรมาภิไธยร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีผลให้บังคับใช้เป็นรัฐธรรมนูญต่อไป แต่ถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็จะตกไปได้เช่นกัน

บทสรุป

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 15 ฉบับ ถ้ารวมกับการแก้ไขเพิ่มเติม และการจำกัดการใช้ในรูปแบบต่างๆ อีกกว่า 20 ครั้งแล้ว รวมกันจะมีการเปลี่ยนแปลงทางรัฐธรรมนูญถึง 30 กว่าครั้ง รัฐธรรมนูญไทยทั้ง 15 ฉบับ เป็นรูปแบบลายลักษณ์อักษร โดยที่ในแต่ละฉบับจะมีกระบวนการจัดทำหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่มักได้มาจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของผู้ปกครองด้วยกันเอง ขณะที่บางฉบับต้องแลกมาด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชน

       จากที่กล่าวข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญไทยทั้ง 15 ฉบับ ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากผู้ปกครองทั้งสิ้น กล่าวคือ รัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านจึงมาเปรียบเสมือนของอภินันท์ที่ผู้ปกครอง (ผู้นำ : Leadership / ชนชั้นนำ : Elite) มอบให้ประชาชน (ผู้ตาม : Followership) ตามแนวคิดของตนเอง คือ มักจะส่งเสริมสิทธิอำนาจของผู้ปกครองมากกว่าการรับรองและประกันสิทธิของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริง จวบจนกระทั่งเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจังขึ้นมาในสังคมไทย อันนำไปสู่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับที่ 16 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ในที่สุด รัฐธรรมนูญนี้ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือที่ สสร. มักจะกล่าวถึงด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน นั่นเอง ดังจะได้อธิบายในรายละเอียดต่อไป

       จึงกล่าวได้ว่า ภายในระยะเวลา 70 ปีมานี้ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วทั้งสิ้นถึง 16 ฉบับ (นับรวมฉบับปัจจุบัน) ทั้งเปลี่ยนแปลงเร็วในแง่เวลา และเปลี่ยนแปลงมากในแง่เนื้อหาสาระ (จนรัฐธรรมนูญขาดสภาพความศักดิ์สิทธิ์) เฉลี่ยแล้ว รัฐธรรมนูญไทยเปลี่ยนแปลงทุกๆ 4 ปี ต่างจากกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียว ซึ่งนับตั้งแต่ประกาศใช้ จำนวน 7 มาตรา 55 อนุมาตรา ใน พ.ศ. 2332 จนถึงปัจจุบันสองร้อยกว่าปีนั้น ก็มีแต่การแก้ไขให้ทันสมัยเท่านั้น ยังหาได้มีการยกเลิกทั้งฉบับเฉกเช่นกรณีของประเทศไทยแต่อย่างใด


 





รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ฉบับที่ 15 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 11547 ครั้ง
ลงวันที่ 19/09/2010 12:58:19


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน