ตามหลัก เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
การกระทำใดที่ผู้กระทำจะต้องรับผิดนั้น ผลของการกระทำจะต้องมีความสัมพันธ์กับการกระทำ หรือจะต้องเป็นผลโดยตรง หากไม่ใช่ผลโดยตรงก็ไม่ต้องรับผิด ผลโดยตรง เป็น ผลตาม
ทฤษฎีเงื่อนไข
ทฤษฎีเงื่อนไข กล่าวคือ หากไม่มีการกระทำ ผลก็จะไม่เกิด หากผลเกิดต้องถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น ตามทฤษฎีนี้แม้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นโดยมีเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ตาม ผู้กระทำต้องรับผิด มีสาระสำคัญดังนี้
๑) ถ้าไม่มีการกระทำ(ของจำเลย) ผลจะไม่เกิด ถือว่าผลเกิดจากการกระทำนั้น
๒) ถ้าไม่มีการกระทำ(ของจำเลย) ผลก็ยังเกิดขึ้น จะถือว่าเกิดจากการกระทำ(ของจำเลย)นั้นไม่ได้
๓) แม้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีเหตุอื่นประกอบด้วยก็ตาม หากไม่มีการกระทำ(ของจำเลย)แล้วผลไม่เกิด จึงถือว่าผลเกิดจาการกระทำ(ของจำเลย)นั้น
ตัวอย่าง
ฎ.๑๙๗๓/๒๔๙๗ มีเหล็กกั้นถนนออกมาวางเกะกะอยู่ รถที่จำเลยขับมาเร็วเกินควร จึงชนเข้าตรงเหล็กนั้นเป้นเหตุให้มีคนตาย ถ้าปรากฎว่าหากจำเลยไม่ขับเร็วจนเกินสมควร จะหลบเหล็กนั้นได้ ดังนั้นได้ชื่อว่า ความตาย เป็นผลโดยตรงจาการกระทำโดยประมาทของจำเลย
ข้อยกเว้น
หากการกระทำของแต่ละคน ในตัวของมันเองเป็นการเพียงพออยู่แล้วที่จะทำให้ผลเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยการกระทำของอีกคนหนึ่งหรือคนอื่น ๆ กรณีเช่นนี้ผู้กระทำจะต้องรับผิดในผลนั้น เช่น นายแดง เอายาพิษ ๔ แกรมให้นายดำกิน และนายขาวก็เอายาพิษ ๔ แกรมให้นายดำกิน(ให้พร้อมกันแต่ไม่ได้ร่วมกัน) โดยที่ยาพิษที่แต่ละคนให้นั้นสามารถทำให้นายดำตายได้ ถ้าถือตามทฤษฎีเงื่อนไขโดยเคร่งครัด นายแดง นายขาว ต้องรับผิดเพียงพยายามเท่านั้น แม้ว่านายแดง หรือนายขาว คนใดคนหนึ่งไม่ให้ยาพิษ นายดำก็ตายเพราะการกระทำของอีกคนหนึ่งอยู่ดี แต่หากใช้ข้อยกเว้นทฤษฎีเงื่อนไขนายแดง นายขาว ต่างก็ต้องรับผิดในความตายของนายดำ ตามมาตรา ๒๘๘ ปอ.
ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม
กรณีที่ผลโดยตรงในบั้นปลายนั้นเกิดจากเหตุแทรกแซง ในการวินิจฉัยความรับผิดของผู้กระทำนั้นจึงต้องใช้หลักทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม ในการพิจารณา ซึ่งหมายความว่า เหตุนั้นเหมาะสมเพียงพอตามปกติที่จะเกิดผลอันเป็นความผิดขึ้นหรือไม่
เหตุแทรกแซงคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังการกระทำของผู้กระทำในตอนแรก และเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดผลบั้นปลายขึ้น ในการพิจารณาในการใช้ทฤษฎีที่เหมาะสมแทนทฤษฎีเงื่อนไขนั้น ต้องพิจารณาว่า เหตุนั้นเหมาะสมเพียงพอตามปกติที่จะเกิดผลอันเป็นความผิดขึ้นหรือไม่ โดยใช้หลักเรื่อง ความคาดหมายมาพิจารณา ว่าเหตุแทรกแซงนั้นคาดหมายได้หรือไม่ หากคาดหมายได้ ผู้กระทำในตอนแรกต้องรับผิดในผลนั้น หากแทรกแซงนั้นคาดหมายไม่ได้ผู้กระทำในตอนแรกก็ไม่ต้องรับผิดในผลบั้บปลาย แต่ต้องรับผิดในการกระทำที่ได้กระทำไปก่อนนั้น ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิด
เหตุแทรกแซงอาจได้ในกรณีดังนี้
• เหตุการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า, ลมพายุ, การกระทำของสัตว์
• การกระทำของมนุษย์ เช่น ของผู้กระทำเอง, ของผู้เสียหาย, ของบุคคลที่สาม
1. ไล่ยิงคน คนที่จะถูกยิงหนีเข้าป่าไป แล้วถูฟ้าผ่า ฟ้าผ่าเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายไม่ได้
2. ตีคนบาดเจ็บเล็กน้อย คิดว่าเขาตายแล้ว เอาคนที่ถูกตีไปแขวนกับต้นไม้เป็นเหตุให้เขาตายในเวลาต่อมา การที่ผู้กระทำเอาคนเจ็บไปแขวนกับต้นไม้นั้นเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้
3. ผู้เสียหายไม่ยอมรักษาแผล หรือรักษาแผลไม่ดี เป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้
4. ในกรณีที่เหตุแทรกแซงคาดหมายได้ศาลจะตัดสินว่า ผู้กระทำต้องรับผิดในความตายของผู้ตาย เช่น ทำให้ตายโดยประมาท ทำให้ตายโดยไม่เจตนา ทำร้ายเป็นเหตุให้เขาตาย
5. ในกรณีที่เหตุแทรกแซงคาดหมายไม่ได้ ศาลจะให้รับผิดเพียงทำร้ายร่างกาย พยายามฆ่า อันเป็นการหีรับผิดในผลของการกระทำก่อนหน้านั้น
6. ความประมาทของบุคคลที่สาม, ของแพทย์ผู้รักษา นั้นเป็นเหตุแทรกแซงที่คาดหมายได้
ผู้กระทำจะต้องรับผิดหนักขึ้น
การกระทำที่ต้องเป็นเหตุให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น นอกจากผลของการกระทำต้องสัมพันธ์การกระทำแล้ว ผลนั้นต้องเป็นผลโดยตรงและเป็นผลธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วย เป็นการกระทำที่คาดเห็นได้ (ไม่ใช่เล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนา) ตาม ปอ. มาตรา ๖๓ เช่น
1. เผาบ้านคนอยู่อาศัยเป็นเหตุให้คนในบ้านนั้นตาย ย่อมคาดเห็นได้ว่าบ้านย่อมมีคนอยู่
2. การเผ่าโกดังร้างในป่า ปรากฎว่ามีคนแอบไปอยู่เป็นเหตุให้ไฟไหม้ตายไปด้วย ความตายของคนนั้น ไม่อาจคาดเห็นได้ ไม่ต้องรับโทษหนักขึ้น
3. ต่อยเข้าที่เบ้าตาเขา ตาบอดย่อมคาดเห็นได้ จะอ้างว่าไม่มีเจตนาให้ตาบอดไม่ได้ ผู้กระทำต้องรับผิดทำร้ายจนเป็นเหตุให้บาดเจ็บสาหัส ปอ. มาตรา ๒๙๗
มาตรา ๖๓ “ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้”
|