หัวข้อ : กฎหมายล้มละลาย สหรัฐอเมริกา
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ





กฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกาประกอบไปด้วยบทบัญญัติทั้งสิ้น 8 บท แต่บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการเลือกปฏิบัติของลูกหนี้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการล้มละลายแล้วมีเพียง 3 บทได้แก่ บทบัญญัติที่ 7 (Chapter 7) บทบัญญัติที่ 11 (Chapter 11) และบทบัญญัติที่ 13 (Chapter 13) โดยกระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นจากลูกหนี้ที่กำลังจะล้มละลาย หรือถูกฟ้องล้มละลายแล้ว ไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอความคุ้มครอง ซึ่งหากศาลรับฟ้อง ลูกหนี้รายนั้นๆ จะอยู่ในภาวะที่เรียกว่า "Automatic Stay" คือ ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย โดยเจ้าหนี้ทุกรายไม่มีสิทธิที่จะมาเรียกร้องบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ และเมื่อขั้นตอนนี้ผ่านพ้นไปแล้ว ลูกหนี้สามารถเลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายล้มละลาย 3 บทข้างต้น ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของตน โดยแต่ละบทบัญญัติมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปดังนี้

1. บทบัญญัติที่ 7 (Chapter 7)

บริษัทที่ล้มละลายในสหรัฐอเมริกามากกว่า 90% เลือกปฏิบัติตามแนวทางของบทบัญญัติที่ 7 คือ หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคล หรือบริษัทล้มละลายแล้ว ศาลจะแต่งตั้งผู้พิทักษ์ทรัพย์ (Trustee) ให้เป็นผู้ดำเนินการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ และแบ่งแยกประมูลขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระคืนแก่เจ้าหนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีทรัพย์สินของลูกหนี้บางประเภทที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า กรรมสิทธิ์ยังเป็นของลูกหนี้ (Exempt-Property) เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยึดครอง เช่น กรมธรรมประกันชีวิต หรือเครื่องประดับอัญมณีที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น อนึ่งการได้รับการยกเว้นนี้มีใช้เฉพาะบทบัญญัติที่ 7 เท่านั้น ไม่สามารถใช้ได้กับบทบัญญัติที่ 11 และบทบัญญัติที่ 13

2. บทบัญญัติที่ 11 (Chapter 11)

บริษัทที่เลือกปฏิบัติตามแนวทางบทบัญญัติที่ 11 หมายถึงบริษัทนั้นๆ มีความประสงค์ที่จะขอฟื้นฟูกิจการของตน โดยหยุดพักการชำระหนี้ไว้ชั่วคราวภายใต้การดำเนินงานปกติ

ในเบื้องต้น ภายหลังจากที่ศาลมีคำฟ้องให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการล้มละลายแล้ว บริษัทจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอฟื้นฟูกิจการ โดยศาลจะพิจารณาว่ามีเหตุผลสมควรหรือไม่ที่ลูกหนี้ควรมีโอกาสที่จะได้รับการฟื้นฟูกิจการ หากมีเหตุผลสมควร ศาลจะสั่งให้ลูกหนี้นั้นฟื้นฟูกิจการ โดยเริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการให้เป็นผู้ร่าง และเสนอแผนเพื่อขอความเห็นชอบจากเจ้าหนี้ รวมทั้งขอให้ศาลรับรองแผน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริง จนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้คืน จึงถือเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการที่กำหนดไว้ตามแผน กล่าวคือ ลูกหนี้หมดภาระหน้าที่และสามารถเข้ามาบริหารกิจการได้ตามปกติต่อไป

บทบัญญัติที่ 11 มีลักษณะที่น่าสนใจบางประการ ได้แก่ กรณีที่ศาลรับฟ้องแล้วปรากฏว่าผู้บริหารของบริษัทลูกหนี้ไม่ได้มีเจตนาฉ้อฉล ผู้ที่มีอำนาจในการบริหารงานของบริษัทต่อไปก็คือตัวลูกหนี้เอง (Debt in Possession) กล่าวคือ ไม่ต้องแต่งตั้งบุคคลภายนอกมาบริหารบริษัท

ในระหว่างการทำแผนฟื้นฟูกิจการ หากลูกหนี้มีเจ้าหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นมา เจ้าหนี้ใหม่จะมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้เดิม โดยเจ้าหนี้ใหม่จะได้รับชำระหนี้คืนก่อนเจ้าหนี้เดิม นอกจากนี้ กฎหมายของสหรัฐอเมริกายังให้ความคุ้มครองแก่ลูกหนี้ในช่วง 120 วันแรกที่ศาลรับฟ้องมิให้เจ้าหนี้มาเรียกร้องหรือทวงถาม และคุ้มครองให้ลูกหนี้เท่านั้นที่มีสิทธิทำแผนฟื้นฟูกิจการได้

3. บทบัญญัติที่ 13 (Chapter 13)

ภายใต้บทบัญญัติที่ 13 ลูกหนี้สามารถขอผ่อนผันจ่ายชำระหนี้เป็นบางส่วนได้ภายในระยะเวลา 3-5 ปีโดยไม่ต้องมีผู้พิทักษ์ทรัพย์มาดูแลและแบ่งแยกขายทรัพย์สินของตนเหมือนกับลูกหนี้ที่เลือกปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ 7 ทั้งนี้ ศาลต้องให้ความเห็นชอบว่าลูกหนี้รายนั้นๆ ยังพอจะมีความสามารถในการชำระหนี้บางส่วนได้

บทบัญญัติที่ 13 เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับลูกหนี้ที่กำลังคิดจะปฏิบัติตามแนวทางของบทบัญญัติที่ 7 เพียงแต่บทบัญญัติที่ 13 จะเหมาะสมกับลูกหนี้ที่มีรายได้ประจำอยู่แล้ว (Wage Earner) และมีมูลค่าหนี้ไม่สูงมากนัก

 

ข้อมูลจาก : ฝ่ายรับประกันการส่งออกและการลงทุนต่างประเทศ
--Exim News ปีที่ 7 ฉบับที่ 9 ประจำเดือนกันยายน 2544--




 




กฎหมายล้มละลาย สหรัฐอเมริกา | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 5906 ครั้ง
ลงวันที่ 21/07/2011 00:57:52


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน