หัวข้อ : มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ (พ.ร.บ.ล้มฯ มาตรา36 และ มาตรา 61, 62)
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



มาตรา36 “ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ขัดต่อกฎหมาย หรือประโยชน์ร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาล และศาลอาจมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมตินั้นได้ แต่ต้องยื่นต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติ”

การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมติ
-ข้อสังเกตเบื้องต้น-- แม้มาตรา36 จะใช้คำว่ามติที่ประชุมเจ้าหนี้ แต่หากคดีนั้นมีการตั้ง “กรรมการเจ้าหนี้”(ส่วนที่4 กรรมการเจ้าหนี้มาตรา37-41) มติกรรมการเจ้าหนี้ก็ถือว่าเป็นมติที่ประชุมเจ้าหนี้ตามาตรานี้ด้วย เนื่องจากกรรมการเจ้าหนี้เป็นผู้กระทำการแทนเจ้าหนี้นั่นเอง
การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ปฏิบัติการตามมติ
1) ผู้มีสิทธิร้องขอตาม36 เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น
-ทายาทของผู้ล้มละลายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ตาม36
-ผู้ล้มละลายไม่มีสิทธิร้องขอตาม36
2) หลักเกณฑ์ที่จะร้องขอ คือเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่ามีกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
2.1) มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ขัดต่อกฎหมาย เช่น ที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกว่าไม่ควรขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายทั้งๆที่ลูกหนี้ไม่ได้ยื่นคำขอประนอมหนี้ ขัดต่อมาตรา31
2.2) มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ขัดต่อประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลาย

ข้อสังเกต
-หากการประชุมเจ้าหนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมนั้นไม่ได้
-หากมีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมเจ้าหนี้ อ้างว่าการประชุมไม่ชอบ เจ้าหนี้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องขอได้ (ข้อเท็จจริงอ้างว่า การส่งประกาศนัดประชุมเจ้าหนี้ไม่ชอบด้วย ป.วิแพ่ง 76--ไม่ใช่กรณีอ้างว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อประโยชน์อันร่วมกันของเจ้าหนี้ทั้งหลาย จึงไม่ใช่กรณีตามมาตรา36 ซึ่งให้อำนาจเฉพาะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นที่มีสิทธิร้องขอ)


มาตรา 61 “เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่ได้เลื่อนไปขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ดี หรือไม่ลงมติประการใดก็ดี หรือไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุมก็ดี หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบก็ดี ให้ศาลพิพากษาให้ลุกหนี้ล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายเพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย
ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำพิพากษาในราชกิจจานุเบกษาและในหนังสือพิมพ์รายวันไม่น้อยกว่าหนึ่งฉบับ ในคำโฆษณาให้ระบุชื่อ ตำบลที่อยู่ อาชีพของลูกหนี้ และวันที่ศาลได้มีคำพิพากษา”


คำพิพากษาให้ล้มละลาย
เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ขั้นตอนที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้และทำให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการจำหน่ายทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายเพื่อแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ก็คือ จ.พ.ท. จะต้องรายงานต่อศาลว่าเจ้าหนี้ได้ลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่เลื่อนไป ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
1) ขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย
2) การประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือครั้งที่ได้เลื่อนไปไม่ลงมติประการใด
3) ไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือในคราวที่เลื่อนไป
4) การประนอมหนี้ของลูกหนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบ
ข้อสังเกต
(1) เมื่อจ.พ.ท.รายงานต่อศาลตาม61 มาตรา61บังคับให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายทันทีเท่านั้น ศาลจะงดพิพากษาหรือพิพากษาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ (ลูกหนี้ยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายพ้นกำหนดเวลาตาม45แล้ว ศาลจะงดอ่านคำพิพากษาโดยให้ไปดำเนินการขอประนอมหนี้ต่อจ.พ.ท.ไม่ได้ ต้องยกคำร้องของลูกหนี้และพิพากษาให้ล้มละลายตาม61)—เหตุผลเพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้เพียงครั้งเดียว หากลูกหนี้จะขอประนอมหนี้อีกชอบที่จะเสนอคำขอตอนได้ตอนหลังเมื่อศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้วตาม63
(2) เมื่อคดีล้มละลายได้ดำเนินการมาถึงขั้นตอนจ.พ.ท. รายงานต่อศาลตาม61 แล้ว ศาลต้องพิพากษาให้ล้มละลาย แม้ลูกหนี้จะฎีกาคัดค้านคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษาให้ลุกหนี้ล้มละลายได้โดยไม่จำต้องรอให้ฎีกาถึงที่สุด เพราะคดีล้มละลายต้องพิจารณาเป็นการด่วนตาม13 และพ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มฯมาตรา19 (หากศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้อง คำพิพากษาให้ล้มละลายของศาลชั้นก็เป็นอันตกไปโดยปริยาย
(3) ตาม31,61 เมื่อลูกหนี้มิได้ขอประนอมหนี้ เจ้าหนี้จะลงมติในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกไม่ให้ลูกหนี้ล้มละลายทั้งๆที่ลูกหนี้มิได้ขอประนอมหนี้ไม่ได้
(4) คำพิพากษาที่ให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม61ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ เพราะมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่ยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มฯและวิธีพิจารณาคดีล้มฯพ.ศ.2542 มาตรา24(1)-(5)—(มีข้อพิจารณาว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาให้ล้มละลาย ลูกหนี้จะต้องยกข้อคัดค้านในเหตุตาม61 เช่นอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาของศาลไม่ตรงกับรายงานของจ.พ.ท. หรือรายงานของ จ.พ.ท. ไม่ตรงกับมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ ฯลฯ เป็นต้น... --แต่จะยกเหตุตาม14 ซึ่งเป็นชั้นที่ศาลพิจารณาเพื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดมาเป็นข้ออุทธรณ์ในชั้นนี้ไม่ได้ เช่นอุทธรณ์ว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน เพราะไม่ใช่การโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่เป็นการโต้แย้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด)
(5) คำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายไม่ต้องแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยตาม ป.วิแพ่ง141 (ไม่นำ ป.วิแพ่ง141โดยอนุโลมมาบังคับใช้)เพราะ เป็นผลต่อเนื่องมาจากคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีไว้แล้ว

มาตรา62 “การล้มละลายของลุกหนี้เริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์”
การเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย—การล้มละลายของลุกหนี้เริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
1) มาตรา62นี้ เป็นเรื่องของผลของการล้มละลายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการดำเนินการตามกฎหมายล้มละลายโดยเฉพาะ(เช่น แม้ว่าศาลยังมิได้พิพากษาให้ลุกหนี้ล้มละลาย หากมีเหตุอื่นมิให้ลุกหนี้ล้มละลายศาลก็มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม135(1)(2) ได้ เพราะเหตุว่าการล้มละลายของลูกหนี้เริ่มต้นมีผลตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จึงยกเลิกการล้มฯได้) หามีผลให้สถานะบุคคลของลูกหนี้เปลี่ยนเป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปด้วย ( คำว่า”ล้มละลายตาม1159 ที่ให้กรรมการบริษัทพ้นจากตำแหน่งเมื่อล้มละลาย จึงหมายถึง เมื่อศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว การที่กรรมการ บริษัทถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงยังถือไม่ได้ว่ากรรมการบริษัทตกเป็นบุคคลล้มละลายตามป.พ.พ.)
2) ผลของคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในกรณีเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรค้างยึดและขายทอดตลาดตามประมวลรัษฎากร (เงินที่ได้จากการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งเจ้าหนี้ภาษีอากรได้นำส่งชำระค่าภาษีอากรค้างของลูกหนี้ไปก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มิใช่ทรัพย์สินซึ่งจำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตาม62 (ไม่ใช่ทรัพย์สินอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ตาม109(1))-- แต่เงินที่ได้จากการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยอีกส่วนหนึ่งซึ่งนำส่งชำระค่าภาษีอากรค้างนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ย่อมถือว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย เป็นทรัพย์สินในคดีล้มฯอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม109(1) จ.พ.ท.มีอำนาจเรียกให้ส่งไปรวมไว้ในกองทรัพย์สินของลุกหนี้ในคดีล้มละลายได้)

***หมายเหตุ คัดสรรและย่อใจความสำคัญ จากหนังสือต่อไปนี้***
1.พระราชบัญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483, พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ฉบับสมบูรณ์ พร้อมแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา รายมาตราและข้อสังเกต โดยอ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร พ.ศ.2553
2. คู่มือการศึกษากฎหมายล้มละลาย โดยอ.เอื้อน ขุนแก้ว พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ.2552


ที่มา : นิติกรชั่วชีวิต (Lifetime Legal Officer)





มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ (พ.ร.บ.ล้มฯ มาตรา36 และ มาตรา 61, 62) | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 4472 ครั้ง
ลงวันที่ 21/07/2011 12:19:09


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน