มาตรา 9 เจ้าหนี้จะฟ้องลุกหนี้ให้ล้มละลายได้ต่อเมื่อ
(1) ลุกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท และ
(3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม
1.1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว—เจ้าหนี้สามารถนำสืบได้ 2 กรณีคือ
1.1.1 ) ลูกหนี้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา8 อนุมาตราใดอนุมาตราหนึ่ง(แต่ไม่จำต้องบรรยายมาตรา8มาในคำฟ้องเพราะมาตรา8 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ที่ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเท่านั้น) หรือ
1.1.2) นำสืบตามความเป็นจริง คือแสดงข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่าลูกหนี้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินก็ได้
1.2) จำนวนหนี้ที่จะฟ้องขอให้ล้มละลาย --- กรณีลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท --กรณีลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท
--ที่ว่า “เป็นหนี้เจ้าหนี้” พิจารณาตามกฎหมายสารบัญญัติว่าด้วยหนี้ เช่นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามป.พ.พ.1490 หากมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท สามีและหรือภริยาก็อาจถูกเจ้าหนี้นำหนี้ร่วมนั้นมาฟ้องขอให้ล้มละลายได้
-กรณีเจ้าหนี้ได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่บุคคลอื่นโดยชอบแล้ว เจ้าหนี้ไม่มีสิทธินำมาฟ้องขอให้ลุกหนี้ล้มละลาย(ข้อเท็จจริงตามฎีกา6157/50คือ เจ้าหนี้ยื่นฟ้องล้มละลาย ภายหลังโอนสิทธิเรียกร้องไปแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง)
-เจ้าหนี้จะฟ้องบุคคลธรรมดาให้ล้มละลายได้ บุคคลนั้นจะต้องมีความผูกพันเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ (ข้อเท็จจริงจากฎีกา333/50คือ สมาชิก150คนที่ฝากเงินออมทรัพย์ไว้กับกองทุนสวัสดิการออมทรัพย์กองพันทหารราบมณฑลทหารบกที่11ร่วมกันยื่นฟ้องคนที่ยักยอกเงินให้ล้มละลาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินที่ฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์ผู้รับฝากแล้ว ผู้รับฝากคงมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น เงินที่ถูกยักยอกไปขณะนั้นจึงมิใช่กรรมสิทธิ์ของสมาชิกผู้ฝาก ผู้ยักยอกเงินจึงมิได้กระทำละเมิดต่อสมาชิกดังกล่าว สมาชิกฯจึงไม่อาจฟ้องผู้ที่ยักยอกเงินดังกล่าวให้ล้มละลายได้)
-บริษัทที่จดทะเบียนแล้วถือว่าเป็นบุคคลมีสิทธิหน้าที่ต่างหากจากผู้ถือหุ้น กรรมการผู้ใดทำให้บริษัทเสียหาย บริษัทย่อมฟ้องเรียกให้กรรมการผู้นั้นชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทได้ ส่วนผู้ถือหุ้นจะต้องฟ้องตามป.พ.พ.1169ได้ต้องเป็นการฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น(ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ถือหุ้นจะฟ้องกรรมการให้ล้มละลายไม่ได้เพราะมิได้อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของกรรมการ และการที่ผู้ถือหุ้นนำหนี้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งกรรมการต้องรับผิดต่อบริษัทมาฟ้องล้มละลาย หาใช่กรณีการฟ้องเพื่อเรียกเอาสินไหมทดแทนจากกรรมการแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์บริษัท-ฎีกา1910/38)
-เจ้าหนี้จะนำหนี้ของผู้ตายซึ่งมิใช่หนี้ที่ลูกหนี้ในฐานะทายาทต้องรับผิดเป็นส่วนตัว มาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายไม่ได้(เพราะลูกหนี้ต้องรับผิดไม่เกินไปกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามป.พ.พ.1601 และฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าลูกหนี้ได้รับมรดกมาเท่าใด-ฎีกา208/31)---ทำนองเดียวกัน เจ้าหนี้จะฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกให้ล้มละลายไม่ได้(ฎีกา3242/43นี้ จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและในฐานะทายาทผู้ตายยอมรับสภาพหนี้ของผู้ตายต่อโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ จำเลยจึงไม่ใช่ลูกหนี้ของโจทก์—อย่างไรก็ตาม กรณีเช่นนี้โจทก์ย่อมฟ้องให้จัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายตามมาตรา82ได้(ดูรายละเอียดในมาตรา82ต่อไป)
-ความรับผิดของหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด ในหนี้ซึ่งหางฯได้ก่อขึ้นก่อนหุ้นส่วนนั้นออกจากหุ้นส่วนจำกัดเพียง 2 ปี นับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วนตามป.พ.พ.1068(นับแต่วันที่นายทะเบียนได้จดทะเบียนการออกจากการเป็นหุ้นส่วน)—พ้นกำหนด2ปีนับแต่วันดังกล่าว โจทก์ฟ้องหุ้นส่วนคนนั้นให้ล้มละลายไม่ได้ เพราะหุ้นส่วนไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว
-ฯลฯ
1.3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม(สังเกต หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนนั้น ไม่จำต้องมีคำพิพากษาของศาลกำหนดจำนวนให้แน่นอนเสียก่อน)
1.3.1)ที่ว่า หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน มีแนวฎีกาดังนี้
-หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่มีดอกเบี้ยอันเป็นโมฆะทบต้นระคนปนกันอยู่และโจทก์มิได้คำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยที่ชอบด้วยกฎหมายให้ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใด ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน(สัญญาบัญชีเดินสะพัด โจทก์มิได้เป็นสถาบันการเงินย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าร้อยละ15ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ มีการเดินสะพัดต่อมาอันเนื่องจากการที่จำเลยค้างชำระหนี้และมีการนำดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะดังกล่าวทบเข้ากับเงินต้นที่จะหักทอนบัญชีกันในปีต่อไป-ฎีกา5013/47)
- แต่หนี้ค่าปรับที่คำนวณได้จากปริมาณน้ำมันที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบให้โจทก์ได้ครบจำนวนที่สั่งซื้อ เป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน)
-ปัญหาว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ
-หนี้ภาษีการค้าที่ยังมิได้มีการประเมินและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบโดยชอบ จำเลยยังไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน เพราะอาจถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิกถอนโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ โจทก์ไม่อาจนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายได้(แต่ข้อสำคัญ หากหนี้ภาษีอากรที่เจ้าพนักงานประเมินได้คำนวณโดยถูกต้องและจำเลยก็ยอมรับ แต่จำเลยนำสืบต่อสู้เพียงว่าเจ้าพนักงานประเมินแจ้งให้เสียภาษีมากเกินไปเท่านั้น ถือว่าเป็นหนี้ที่สามารถกำหนดจำนวนได้แน่นอน—แม้จำเลยจะนำคดีไปฟ้องศาลให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่ทำให้หนี้ดังกล่าวกลับกลายเป็นหนี้ที่มิอาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนอีกไม่-ฎีกา4203/31)
-หนี้ให้ส่งมอบทรัพย์สินคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา—หากการส่งมอบทรัพย์สินคืนยังอยู่ในสภาพที่อาจบังคับได้ จึงไม่แน่นอนว่าหนี้ที่จะบังคับให้ชดใช้ราคาแทนจะมีหรือไม่ ดังนั้น หนี้ให้ชดใช้ราคาแทนที่นำมาฟ้องยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอนนำมาฟ้องให้ล้มละลายไม่ได้ ( แต่หากปรากฏว่าโจทก์ไม่สามารถติดตามเอาคืนทรัพย์สินที่จำเลยจะต้องคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยได้ จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ราคา กรณีเช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะนำหนี้ชดใช้ราคามาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้)
-หนี้ตามฟ้องมีดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะอันเป็นมูลหนี้ที่ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย กรณีถือได้ว่าหนี้ของโจทก์ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จึงไม่อาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ตาม9(3)
-หนี้การงานอันจะพึงชดใช้ให้แก่กันเมื่อเลิกสัญญา หากยังมีข้อโต้แย้งและค่าใช้จ่ายที่จำเลยอาจจะพึงได้รับการชดใช้เพื่อให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมตามป.พ.พ.391 ทั้งตามคำฟ้องและทางนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีการตีราคาค่าแห่งการงานอันจะพึงชดใช้แก่กัน เช่นนี้ ถือว่า เป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน
-แต่หนี้ตามคำพิพากษา แม้ยังไม่ถึงที่สุดก็เป็นหนี้ที่สามารถกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนแล้ว เพราะคู่ความต้องผูกพันในคำพิพากษานั้นจนกว่าคำพิพากษาจะถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข กลับหรืองดเสีย (สังเกตว่า การที่หนี้ตามคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ซึ่งอาจถูกเปลี่ยนแปลงหรือกลับหรืองดเสียโดยศาลสูงได้นี้อาจเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามาตรา14ได้ ซึ่งเป็นประเด็นในการพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง)
1.3.2) ที่ว่า “ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม” แสดงว่าหนี้ที่จะนำมาฟ้องล้มละลายไม่ต้องเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระแล้วเท่านั้น แม้เป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ดี หรือหนี้ในอนาคตก็ดี เจ้าหนี้สามารถนำมาเป็นมูลฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายได้
|