หัวข้อ : การพิจารณาคดีล้มละลาย (มาตรา14)
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



มาตรา14 ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา9 หรือมาตรา10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลุกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง
4.1) เมื่อคำฟ้องของเจ้าหนี้ได้บรรยายมาโดยถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา7 ประกอบ 9หรือ10 แล้วแต่กรณี—เมื่อถึงชั้นพิจารณาของศาลมาตรา14ได้กำหนดให้ศาลพิจารณาเอาความจริงตาม9 หรือ10 โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาหรือไม่ก็ตาม เพราะคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมีผลในทางตัดสิทธิและเสรีภาพของลูกหนี้
4.1.1) ในการพิจารณาเอาความจริงตาม9หรือ10 โจทก์มีภาระพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงให้ศาลฟังได้ความตาม 9หรือ10 (แต่ข้อสำคัญ ปัญหาว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่มาตรา9หรือ10 กำหนดไว้หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ แม้ไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้)
4.1.2) จำเลยมีสิทธินำพยานหลักฐานมาสืบแม้ฝ่าฝืนป.วิแพ่ง88,90,94—ทั้งนี้ แม้มาตรา14กำหนดให้ศาลพิจารณาให้ได้ความจริงตาม9 หรือ10 แต่ก็ได้บัญญัติในตอนท้ายว่า แต่ถ้าลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลุกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง เท่ากับเปิดโอกาสให้ลุกหนี้สามารถนำพยานหลักฐานใดๆมาสืบเพื่อแสดงสถานะของลูกหนี้ว่ามิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวอันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ-- อย่างไรก็ดี การพิจารณาเอาความจริงตาม9 หรือ10 ก่อให้เกิดผลในทางวิธีพิจารณาความในการค้นหาความจริงของฝ่ายเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่างกัน กล่าวคือโจทก์(เจ้าหนี้)ย่อมตกอยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติว่าด้วยการนำพยานหลักฐานเข้าสืบเช่น ป.วิแพ่ง88,90 ฯลฯเพราะการพิสูจน์ความจริงเพื่อให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมิใช่เรื่องเกี่ยวกับความสงบฯ(สังเกต แต่การพิสูจน์หักล้างของลุกหนี้(จำเลย)เกี่ยวกับความจริงตาม9หรือ10 เพื่อมิให้ลูกหนี้ตกเป็นบุคคลล้มละลายนั้น ถือว่าเป็นเรื่องของสถานะของบุคคล อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯ)

4.2) คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ชี้ขาดตามคำฟ้องของเจ้าหนี้
4.2.1) ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด
-จำเลยแถลงต่อศาลในวันสืบพยานจำเลยว่า เป็นหนี้โจทก์และเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพฤติการณ์ที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องไม่ติดใจสืบพยานต่อไป หากถึงวันนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา จำเลยไม่ชำระหนี้ก็ให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งตามรูปคดี—เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามที่แถลงต่อศาลชั้นต้น ดังนี้ ฟังได้ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดได้(สังเกต ฎีกา1036/37นี้จำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้อง และพฤติการณ์ของจำเลยต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม8(9) เมื่อไม่สืบพยาน ศาลชอบที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด...---แต่หากข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าโจทก์จำเลยยอมความชำระหนี้กันและตกลงกันว่าถ้าจำเลยผิดนัดให้ศาลให้ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตามฟ้องโดยจำเลยมิได้ยอมรับข้อเท็จจริงตาม9หรือ10 กรณีเช่นนี้ หากโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง-ฎีกา179/24)
-การนำหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องให้จำเลยล้มละลายภายในกำหนดเวลาการบังคับคดีตาม ป.วิแพ่ง271 การฟ้องล้มละลายย่อมมีผลทำให้อายุความแห่งสิทธิเรียกร้องที่ตั้งหลักฐานโดยคำพิพากษาอันถึงที่สุดสะดุดหยุดลงในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีนั้น
4.2.1.1) คดีที่โจทก์ฟ้องห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด เมื่อศาลฟังได้ว่าห้างมีหนี้สินล้นพ้นตัวและพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลก็ชอบที่จะสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้เป็นหุ้นส่วนจำเลยเด็ดขาดได้ทันทีตาม89 โดยไม่ต้องพิจารณาในประเด็นอื่นอีก
4.2.1.2) คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดมีสภาพเช่นเดียวกับคำพิพากษา เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีมีสภาพบังคับ ลูกหนี้ชอบที่จะอุทธรณ์ต่อไป ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา(หมายเหตุ ที่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเสียก่อน เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย หากไม่มีการประนอมหนี้หรือการประนอมหนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ศาลต้องพิพากษาให้จำเลยล้มละลายตาม61ทันที)
-คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ ภายหลังเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว มิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาและไม่ต้องห้ามอุทธรณ์
-จำเลยคนที่ศาลยกฟ้องจะอุทธรณ์คดีที่จำเลยอื่นถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ได้ เพราะตนไม่ได้รับความเสียหายในปัญหาดังกล่าว
4.2.1.3) การอุทธรณ์คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด---พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มฯพ.ศ.2542 มาตรา24 บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล้มฯให้อุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดอยู่ในข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตาม24(4)—(แต่ข้อสำคัญ คำสั่งของศาลล้มฯที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้รับยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ตามมาตรา24แห่งพรบ.จัดตั้งศาลล้มฯ)

-คำสั่งระหว่างพิจารณาในคดีล้มละลายเช่น คำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่เหลือเพราะทนายจำเลยไม่มาศาลและไม่มีพยานมาสืบก็ดี คำสั่งระหว่างพิจารณาที่อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมก็ดี เหล่านี้ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม ป.วิแพ่ง226 ประกอบพรบ.จัดตั้งศาลล้มฯมาตรา14 และถือว่าเป็นคำสั่งที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ (สังเกต ทั้งนี้ไม่ว่าคู่ความจะได้โต้แย้งไว้ตาม ป.วิแพ่ง226ก็ตาม เพราะมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่ให้อุทธรณ์ได้ตาม24วรรคสองแห่งพรบ.จัดตั้งศาลล้มฯ แต่หากฝ่ายใดประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าวก็ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาไปพร้อมกับอุทธรณ์ได้ตาม 26วรรคแรกแห่งพรบ.จัดตั้งศาลล้มฯ)

4.2.2) กรณีที่ศาลต้องยกฟ้อง
4.2.2.1) กรณีเมื่อศาลพิจารณาแล้วไม่ได้ความจริงตาม9 หรือ10
-ข้อสำคัญ การพิจารณาความจริงในเรื่องหนี้ที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย หากหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องนั้นล่วงเลยกำหนดเวลาการบังคับคดีตาม ป.วิแพ่ง271แล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิบังคับคดี จึงไม่อาจหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายได้ แม้ในระหว่างสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา โจทก์จะได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายได้เงินชำระหนี้แต่เพียงบางส่วนก็ดี หรือจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนก็ดี เหล่านี้ก็ไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติมาใช้บังคับเพื่อให้กำหนดเวลาดังกล่าวสะดุดหยุดลงได้ เพราะกำหนดเวลาการบังคับคดีเป็นระยะเวลาตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ มิใช่อายุความตามกฎหมายสารบัญญัติ(แปลได้ว่า การชำระหนี้บางส่วนหรือการชำระหนี้บางส่วนภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามป.พ.พ.193/14ได้ เพราะระยะเวลาการบังคับคดีตาม ป.วิแพ่งตาม271นั้นไม่ใช่อายุความ แต่เป็นกำหนดเวลาตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ)
-กำหนดระยะเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิแพ่ง271 หรืออายุความแห่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาอันถึงที่สุดตาม ป.พ.พ.193/32 มีกำหนดสิบปีนั้น จะต้องเริ่มนับแต่วันอาจใช้สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีฯเป็นต้นไป...---(ข้อสำคัญ ทำนองเดียวกันกับเจ้าหนี้ภาษีอากรค้าง หากเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างมิได้ดำเนินการบังคับคดีภายในสิบปี นับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องภาษีอากรนั้นเป็นภาษีอากรค้างตามประมวลรัษฎากร เจ้าหนี้ก็ย่อมหมดสิทธิบังคับคดีให้ชำระหนี้ภาษีอากรค้างนั้น จึงไม่มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย)

4.2.2.2) เมื่อลุกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย(กรณีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ของลุกหนี้ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของมาตรา8 ลูกหนี้นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานที่ว่าลูกหนี้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้)
4.2.2.2.1) กรณีลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด ศาลต้องยกฟ้อง (กรณีระหว่างสืบพยาน ลูกหนี้ได้ผ่อนชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่นำมาฟ้องคดีให้เจ้าหนี้ครบถ้วน ถือว่าลูกหนี้นำสืบได้ว่าชำระหนี้ได้ทั้งหมด—หรือแม้ลูกหนี้อาจชำระหนี้ได้ไม่ทั้งหมดแต่มีเหตุอื่นไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องเสียได้)
-ภายหลังโจทก์ฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายแล้ว ลูกหนี้ได้รับโอนที่ดินมา ที่ดินเป็นทรัพย์สินซึ่งโจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ได้ ไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องเป็นทรัพย์สินก่อนฟ้องล้มละลาย การที่จำเลยนำสืบได้เช่นนี้เท่ากับนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานที่ลูกหนี้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามมาตรา8ได้แล้ว-ฎีกา5429/43
4.2.2.2.2) แม้ลูกหนี้นำสืบไม่ได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด แต่เมื่อมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลก็ชอบยกฟ้องได้(สังเกต ฎีกาแนวนี้ส่วนใหญ่ลูกหนี้ได้ขวนขวายหาเงินมาชำระหนี้ด้วยความสุจริต ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งมีที่ทำงานแน่นอน มิได้มีพฤติการณ์ละเลยในการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เช่น ฎีกา 7566/45,1885/42 ฯลฯ ศาลฎีกาถือว่า เป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลุกหนี้ล้มละลาย)
4.2.2.2.3) กรณีลูกหนี้นำสืบไม่ได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดและไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด
-- ที่ว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย มีข้อพิจารณาดังนี้
(1) กรณีลุกหนี้ไม่ได้ยกอายุความเป็นข้อต่อสู้ ซึ่งศาลจะยกอายุความดังกล่าวมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ แต่กรณีเช่นนี้ ย่อมต้องถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลก็ชอบที่จะยกฟ้องเสียได้
(2) กรณีมีลูกหนี้ร่วมหลายคน บางคนอาจชำระหนี้ได้ บางคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว เช่นนี้ การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้แต่ละคน--- (การที่ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นจำเลยที่2(ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันบริษัทจำเลยที่1)ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้ชั้นต้นซึ่งเป็นจำเลยที่1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ายังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่2 ล้มละลาย-ฎีกา3704/46)...—และแม้เจ้าหนี้จะไม่ใช้สิทธิฟ้องลูกหนี้ร่วมคนอื่นที่อาจสามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ ก็มิได้เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะนำมาเป็นเหตุไม่ควรให้ลูกหนี้ร่วมล้มละลายไม่ได้-ฎีกา3738/42(กลับหลักฎีกา2430/39))---แต่ข้อสำคัญ หลักที่ว่าการพิจารณาว่าลุกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคนดังกล่าว มีข้อยกเว้นว่าหากกรณีเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีหรือภริยาและถูกฟ้องร่วมกันมา เช่นนี้ ต้องพิจารณาทรัพย์สินของสามีภริยารวมกันว่าเพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งหมดได้หรือไม่-ฎีกา849/52
(3) แม้โจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการบังคับคดีจนเมื่อระยะเวลาการบังคับใกล้จะสิ้นสุดลงตาม ป.วิแพ่ง271 จึงฟ้องคดีล้มละลาย ทำให้มีการคำนวณดอกเบี้ยเรื่อยมาจำนวนมาก เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและสุจริต จะถือเป็นกรณีที่มีเหตุไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหาได้ไม่ เพราะการบังคับคดีเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะบังคับคดีเมื่อใดก็ได้ภายในกำหนดเวลา271 จึงเป็นสิทธิที่โจทก์สามารถกระทำได้โดยชอบ
(4) หนี้ที่จำเลยประนอมกับเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเดิมและยังค้างชำระอยู่บ้าง ไม่ควรนำมาเป็นเหตุให้จำเลยล้มละลายอีก—หรือกรณีหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นหนี้ที่โจทก์เคยนำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ขอรับชำระหนี้จนศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม135(2) กรณีเช่นนี้ไม่ชอบที่โจทก์จะนำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายอีก(ข้อเท็จจริงจากฎีกา586/06นี้คือไม่มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ถือว่าลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายตาม135(2) ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่เจ้าหนี้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จนศาลยกเลิกการล้มละลายดังกล่าว การที่เจ้าหนี้นำมูลหนี้ดังกล่าวมายื่นฟ้องล้มละลายใหม่นั้นเท่ากับเป็นการขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ตาม91ออกไป และเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม14นี้ )
(5) เหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม14 เป็นข้อที่ศาลจะหยิบยกขึ้นในชั้นพิจารณาเอาความจริงตามฟ้องโจทก์ก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด จึงนำไปอ้างเป็นเหตุมิให้ศาลพิพากษาให้ล้มละลายไม่ได้ตาม61ไม่ได้(สังเกต มาตรา61 เป็นขั้นตอนภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว)
--ข้อสังเกต
(1) กรณีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดถูกฟ้องล้มละลาย
(1.1) เมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์คดีเฉพาะหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเพียงคนเดียวก็ย่อมกระทำได้(แต่สังเกต กรณีเช่นนี้ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตาม14 ไม่ใช่กรณีตาม89)
(1.2) เมื่อศาลฟังว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยที่2ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดจะต่อสู้ในคดีล้มละลายไม่ได้ว่าตนมีทรัพย์สินพอชำระหนี้ได้หรือมิใช่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว---หรือ กรณีศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างฯจำกัดจำเลยที่1 เด็ดขาดและจำเลยที่2 หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดของห้างฯเด็ดขาด เมื่อคดีของจำเลยที่1ถึงที่สุด จำเลยที่2ไม่มีสิทธิโต้เถียงว่าตนมิใช่ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(2) สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดมีอายุความสิบปีตามป.พ.พ.193/32 เมื่อโจทก์นำมาฟ้องล้มฯภายในสิบปี เมื่อโจทก์นำเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายภายในกำหนดสิบปี นับแต่วันมีคำพิพากษาย่อมมีผลเป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้อย่างหนึ่งตามวิธีการที่พรบ.ล้มฯบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามป.พ.พ.193/14(2)—(สังเกต ระยะเวลาภายหลังจากยื่นฟ้องไม่นับเข้าเป็นอายุความและไม่ใช่เรื่องการบังคับคดี-ไม่อาจนำป.วิแพ่ง271มาใช้บังคับ แม้ต่อมาในระหว่างการพิจารณาคดีล้มละลายจะพ้นกำหนดสิบปี ศาลก็มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดได้-ฎีกา1503/39)...—(สังเกต แต่ถ้าสิทธิเรียกร้องโดยคำพิพากษาของศาลพ้นกำหนดเวลาการบังคับคดีตาม ป.วิแพ่ง271แล้ว ทำให้โจทก์หมดสิทธิบังคับคดี โจทก์จะนำมาเป็นมูลฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายไม่ได้ แม้ในระหว่างนั้นโจทก์จะได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อบังคับคดีอันเป็นขั้นตอนการ
ดำเนินการบังคับคดี ก็ไม่มีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลง(เจ้าหนี้ภาษีอากรค้างก็ต้องบังคับคดีภายในสิบปีเช่น—ใช้หลักเดียวกันนี้)
(3) คดีล้มละลายจำเลยจะฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การไม่ได้ (ฎีกาที่5198/46วินิจฉัยว่า เป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม –ด้วยเหตุผลโดยสังเขป ว่าเพราะคดีล้มละลายเป็นคดีที่ฟ้องขอให้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย และในการพิจารณาตาม9,10,14 ศาลจะมีคำสั่งได้เพียง2ประการคือ คำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษายกฟ้อง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวไม่เปิดช่องให้ศาลพิพากษาในประเด็นอื่นนอกจากประเด็นสำคัญที่ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้จำนวนไม่น้อยกว่าฯ(มาตรา9,10)หรือไม่ ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กระทำหรือไม่กระทำการใดได้อีกเพราะเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม)
(4) เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตาม135(2) แล้วจำเลยย่อมหลุดพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายในทันที ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่คัดค้านคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ชอบที่ศาลสูงจะจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

4.2.3) ปัญหาเกี่ยวกับฟ้องซ้อน ฟ้องซ้ำ และการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในคดีล้มละลาย—(หลักคือการพิจารณาคดีล้มละลายศาลมีหน้าที่จะต้องพิจารณาเอาความจริงตาม9 หรือ10 ซึ่งหากคดีก่อนศาลพิจารณาแล้วไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายซึ่งมาตรา14ให้ศาลยกฟ้อง ดังนั้น สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับของคำฟ้องล้มละลายจึงอยู่ที่การพิจารณาเอาความจริงตาม9หรือ10เป็นสำคัญ)
-คดีก่อนโจทก์นำสืบพยานหลักฐานบกพร่องไม่พอฟังว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายใหม่เป็นคดีนี้โดยอ้างว่ามีพยานหลักฐานเพิ่มเติมมาพิสูจน์ได้แล้วว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวอันเป็นประเด็นที่ศาลในคดีก่อนวินิจฉัยมาแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ(สังเกต ถ้าคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด-เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ)กับคดีก่อน(ฎีกา1335/41นี้ โจทก์นำสืบพยานหลักฐานบกพร่องไม่พอฟังว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว...—แต่ถ้าคดีก่อนศาลฟังว่าจำเลยไม่ได้รับหนังสือทวงถามตาม8(9)พิพากษายกฟ้อง โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่อ้างว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างใดที่จะบังคับคดีได้ เช่นนี้ คดีหลังไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน-ฎีกา881/38(โดยสรุปคือแม้จะมีประเด็นเดียวกันกับคดีก่อนว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ แต่ถ้าอ้างคนละเหตุกัน ซึ่งเหตุในคดีหลังยังมิได้มีการวินิจฉัยในคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้ำ)
-ถ้าคดีก่อนศาลจำหน่ายคดีไปเพราะโจทก์ขาดนัดพิจารณา กรณีเช่นนี้ คดีก่อนจึงยังไม่มีการพิจารณาเอาความจริงตามมาตรา9หรือ10 ดังนั้น ฟ้องคดีหลังจะไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไปได้เลย
-ข้อสำคัญ กรณีเจ้าหนี้รับช่วงสิทธิในคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้อื่นในคดีที่ลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดซึ่งศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากการล้มละลายแล้ว เจ้าหนี้ผู้รับช่วงสิทธิจะนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายอีกไม่ได้ ถือว่าเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจฟ้อง(ฎีกา5369/49 นี้ ข้อเท็จจริงคือโจทก์และจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกัน ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด และเจ้าหนี้ได้ขอรับชำระหนี้เต็มจำนวนตามมาตรา27,91,94,101แล้ว-โจทก์จึงไม่อาจขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจำเลยในภายหน้าได้ เมื่อโจทก์ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว การรับช่วงสิทธิเช่นนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจนำมูลแห่งหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มาฟ้องให้จำเลยล้มละลายซ้ำอีกได้)
-แต่การที่โจทก์นำมูลหนี้เดียวกันไปฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง แล้วนำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายอีก ไม่เป็นการฟ้องซ้อนหรือฟ้องซ้ำ เพราะประเด็นแห่งคดีต่างกัน(ฎีกา91/07 วินิจฉัยว่าคดีแพ่งถึงที่สุดไปแล้วนั้นเป็นเรื่องชี้ขาดว่าจำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ ส่วนคดีล้มละลายมีประเด็นว่าเมื่อจำเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ควรตกเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ การวินิจฉัยคดีทั้งสองจึงมิได้อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน)
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
****************************หมายเหตุ คัดสรรและย่อใจความสำคัญจากหนังสือต่อไปนี้
1. คู่มือการศึกษากฎหมายฟื้นฟูกิจการ โดย เอื้อน ขุนแก้ว พิมพ์ครั้งที่6 1 กุมภาพันธ์ 2553
2. พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 ฉบับสมบูรณ์ โดย สมชัย ฑีฆาอุตมากร 2553






การพิจารณาคดีล้มละลาย (มาตรา14) | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 6698 ครั้ง
ลงวันที่ 21/07/2011 14:47:18


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน