หัวข้อ : การเข้าว่าคดีแพ่งของลูกหนี้ (มาตรา25) พรบ ล้มละลายฯ
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



มาตรา25 ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลุกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาล ในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้

6.1) ที่ว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้—(สังเกตมาตรา22,24และ25 ไม่ห้ามบุคคลล้มละลายที่จะร้องขอให้ศาลตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดก)
-กรณีโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์ โดยมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายมาด้วย ไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ไม่จำต้องเรียกจ.พ.ท.เข้ามาในคดีแทนจำเลย
6.1.1) อำนาจของ จ. พ. ท. ที่จะเข้าว่าคดี จำกัดแต่เฉพาะคดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลุกหนี้เท่านั้น ไม่รวมถึงคดีอาญาด้วย(แปลว่ากระบวนการดำเนินคดีอาญาของโจทก์หรือจำเลยซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์ยังคงดำเนินต่อไป)
-ข้อสำคัญ คดีที่โจทก์ซึ่งฟ้องคดีอาญาจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด(โจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด) จำเลยจะอ้างว่าคดีอาญาระงับเพราะโจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ได้เพราะไม่ต้องด้วยป.วิอาญามาตรา39-ฎีกา 2349/47
6.1.2) การเข้าว่าคดีของจ.พ.ท.ตาม25นี้ ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา145 ที่จะต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้หรือกรรมการเจ้าหนี้ในกรณีตามที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว(เหตุผลเพราะไม่ใช่การเริ่มต้นฟ้องคดีใหม่หรือถอนฟ้องคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วซึ่ง145(4)กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้-ฎีกา4230/48)
6.1.3) ผลเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนลูกหนี้ จ.พ.ท.ย่อมอยู่ในฐานะคู่ความในคดีแทนลุกหนี้ และในการดำเนินกระบวนพิจารณาหากจ.พ.ท.ว่าความเองโดยมิได้แต่งทนายความ ก็ไม่ชอบที่ศาลจะกำหนดค่าทนายความให้แก่จ.พ.ท.
6.1.4) นิติกรรมของลูกหนี้ที่ฝ่าฝืนต่อมาตรา24 ตกเป็นโมฆะ หากเจ้าหนี้ถือว่าลุกหนี้กระทำละเมิด ทำให้เจ้าหนี้เสียหาย กรณีเช่นนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเพียงฟ้องลูกหนี้(ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์)เป็นจำเลยโดยตรงได้ แต่จะฟ้องจ.พ.ท.เป็นจำเลยไม่ได้ และถือว่ามิใช่คดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลตาม25 และเมื่อเป็นหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงเป็นความรับผิดของลูกหนี้ซึ่งมิได้เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายโดยตรง(สังเกต ฎีกา4851/45นี้ นิติกรรมการจำนองของลูกหนี้ตกเป็นโมฆะ

แต่ผู้รับจำนองฟ้องให้ลูกหนี้รับผิดฐานละเมิดได้ เพราะละเมิดเป็นนิติเหตุเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ไม่ใช่นิติกรรมจึงไม่อาจเป็นโมฆะได้ กรณีเช่นนี้ ไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้รับจำนองต้องฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลย)

6.2) มาตรา25 เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีต่อไปหรือไม่ก็ได้ เมื่อจ.พ.ท.แถลงต่อศาลไม่ขอเข้าว่าคดี ลุกหนี้จะเข้าว่าคดีต่อไปด้วยตนเองไม่ได้ รวมทั้งจะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาด้วยตนเองก็ไม่ได้
--การที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าไปว่าคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล แยกเป็น2 กรณีคือ
6.2.1) กรณีลูกหนี้เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ จ.พ.ท.อาจให้ศาลสั่งจำหน่ายคดี แล้วจ.พ.ท.มาดำเนินการทวงหนี้ตาม118,119
6.2.2) กรณีลุกหนี้ถูกฟ้องเป็นจำเลย ถ้าหากว่าหนี้นั้นเป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้ เมื่อลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้เจ้าหนี้มาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายก็ได้

6.3) มาตรา25 บัญญัติให้ศาลจะมีคำสั่งประการใดตามที่เห็นสมควร(มิใช่สั่งงดการพิจารณาคดีเพียงประการเดียว)
-แต่ข้อสำคัญกรณีศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่แถลงไม่ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยซึ่งพิทักษ์ทรัพย์และขอให้จำหน่ายคดี(เท่ากับศาลสั่งยกคำร้องของจ.พ.ท.นั่นเอง) เมื่อจ.พ.ท.ทราบคำสั่งของศาลนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในนัดต่อๆมา จ.พ.ท.มิได้มาศาล แต่ศาลได้ประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบหน้าศาลทุกครั้ง ย่อมถือได้ว่าจ.พ.ท.ได้เข้าว่าคดีแทนจำเลยแล้ว เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยหรือจ.พ.ท.แพ้คดี ผู้ซึ่งเป็นโจทก์ย่อมมีสิทธิขอรับชำระหนี้ได้ตาม93(ภายในสองเดือนนับแต่คดีถึงที่สุด)-ฎีกา1916/34---(สังเกต หากมูลหนี้นั้นเจ้าหนี้ไม่สามารถขอรับชำระหนี้ได้ เช่นอาจจะไม่ใช่หนี้เงิน เช่นนี้ จ.พ.ท.จะขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีไม่ได้)...---และกรณีลูกหนี้ซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งเอาไว้และถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แต่จ.พ.ท.ไม่ได้ขอเข้าว่าคดีหรือขอให้จำหน่ายคดี ศาลก็มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป-ฎีกา939/30



6.4) การที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีแพ่งเพราะเหตุจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม25 ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาลบางส่วนได้ตามที่เห็นสมควรตามป.วิแพ่ง151วรรคสาม

6.5) ศาลคดีแพ่งสั่งจำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย หากต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องคดีล้มละลาย และจ.พ.ท.มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ เช่นนี้โจทก์ในคดีแพ่งก็ชอบที่จะขอให้ศาลนั้นยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปได้ และเมื่อจำเลยคัดค้านว่าหนี้ที่โจทก์คดีแพ่งขอรับชำระหนี้นั้น ถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ฟังว่าหนี้ที่โจทก์คดีแพ่งขอรับชำระหนี้นั้นถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ฟังว่าไม่มีมูลหนี้ หากได้ความจริงตามคำคัดค้านของจำเลย โจทก์คดีแพ่งก็ต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย่อมไม่มีเหตุที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนให้ได้ความจริงก่อน-ฎีกา1819/27

6.6) ระหว่างโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายต่อศาลชั้นต้น ล.ฟ้องโจทก์ขอให้ล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด ดังนี้ นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาดเป็นต้นไป จ.พ.ท.แต่ผู้เดียวมีอำนาจเข้าว่าคดีแทนโจทก์ แต่โจทก์กลับกลับดำเนินกระบวนพิจารณาตลอดมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จนกระทั่งเสร็จสิ้นในชั้นอุทธรณ์ จ.พ.ท.จึงเข้าว่าคดีแทนโจทก์ เช่นนี้ ถือได้ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยมาตรา22,25







การเข้าว่าคดีแพ่งของลูกหนี้ (มาตรา25) พรบ ล้มละลายฯ | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 9194 ครั้ง
ลงวันที่ 21/07/2011 14:59:00


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน