หัวข้อ : การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับหนี้ที่อาจขอรับชำระได้ (มาตรา26) พรบ ล้มละลาย
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



มาตรา26 ตราบใดที่ศาลยังมิได้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลุกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้จะฟ้องคดีแพ่งอันเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำบทบัญญัติในมาตราก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม
7.1) คำว่าพิทักษ์ทรัพย์ตาม26 มีความหมายตามบทนิยามมาตรา6 กล่าวคือไม่ว่าพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราวหรือเด็ดขาด
7.2) มาตรา26,27 ห้ามมิให้ฟ้องคดีเกี่ยวกับหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ได้ ซึ่งหมายถึงหนี้เงินเท่านั้น—ส่วนหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการหรือส่งมอบทรัพย์สินอื่นซึ่งเจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ มิได้ห้ามมิให้ฟ้องไม่
-การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ผู้ล้มละลายโอนที่ดินคืนและรับเงินค่าหุ้นจากโจทก์ตามข้อตกลงกับขอให้ขับไล่นั้น โจทก์ฟ้องจ.พ.ท.เป็นจำเลยได้ตาม22(3)-ฎีกา 1517/25(สังเกตฎีกานี้น่าจะเป็นหนี้ส่งมอบทรัพย์สินคือโอนที่ดินคืนและกระทำการรับเงินค่าหุ้นจากโจทก์-ผู้ย่อ)
-โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์คืนโดยมิได้เรียกร้องค่าเสียหายอื่น เป็นการขอให้บังคับจำเลยชำรหนี้ส่งมอบทรัพย์สินเฉพาะสิ่งและเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของโจทก์คืน และเป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งได้ตามป.วิแพ่ง55 ประกอบพรบ.ล้มมาตรา26-ฎีกา2650/50
-หนี้ที่ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กัน เจ้าหนี้ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้เพราะมิใช่หนี้เงิน ไม่อยู่ในบังคับที่ห้ามฟ้องตาม26 (สังเกตฎีกา686/51วินิจฉัยต่อไปว่า แต่เนื่องจากจำเลยซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้วไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินหรือต่อสู้คดีใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของตัวเองอีกต่อไป แต่เป็นอำนาจของจ.พ.ท.แต่ผู้เดียวตาม22(1)(3) ทั้งหนี้ที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็เกิดขึ้นก่อนศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์จึงต้องฟ้องจ.พ.ท.ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์เป็นคดีแพ่งได้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง---ประเด็นต่อมาตามฎีกานี้คือเมื่อจ.พ.ท.มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามป.วิแพ่ง55 ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแพ่งที่มีเขตอำนาจมิใช่การร้องขอเพื่อศาลสั่งกลับคำวินิจฉัยของจ.พ.ท.ตาม146 และไม่ใช่กรณีร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้โดยจ.พ.ท.ตาม158 จึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องดำเนินการในคดีล้มละลาย)—(สังเกต ความยากในการเขียนตอบข้อสอบในฎีกาลักษณะนี้น่าจะอยู่ที่การใช้มาตราใดอนุมาตราใดระหว่างมาตรา22-26 และมาตราอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และจะเขียนลำดับตรรกะอย่างไรให้รัดกุมและตรงประเด็นตามข้อเท็จจริงที่ให้มาในข้อสอบ-ผู้ย่อ)

7.3) กรณีโจทก์ฟ้องจำเลยที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ซึ่งโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จะไม่มีผลทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยอื่นซึ่งมิได้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดด้วย จำเลยอื่นยังต้องรับผิดต่อโจทก์...---อย่างไรก็ตาม หากข้อพิพาทของจำเลยอื่นในคดีจำต้องอาศัยผลข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องโดยมิชอบ(เพราะฟ้องขัดต่อมาตรา26) กรณีเช่นนี้ ศาลชอบที่จะไม่รับคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยอื่นเพราะถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง(ฎีกา893/10—ท่านสมชัยฯยกตัวอย่างโดยเทียบฎีกานี้ว่า เช่น โจทก์ฟ้องล1และล2ซึ่งเป็นสามาภริยากันขอให้เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ โดยล1,ล2ตกลงขายที่ดินแก่โจทก์ แต่กลับไปโอนขายให้แก่ล3โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางทำให้โจทก์เสียเปรียบตามป.พ.พ.237 เช่นนี้ หากล1,ล2ถูกพิทักษ์ทรัพย์ก่อนโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องล.1ล2ตาม26ได้ ผลคดีระหว่างโจทก์กับล3ซึ่งเป็นผู้รับโอนจำต้องอาศัยผลคดีข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับล1ล2ผู้โอนเสียก่อน เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องล1ล2 จึงมีผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับล3 เพราะคำพิพากษาอาจกระทบถึงสิทธิของล1ล2ซึ่งโจทก์ฟ้องโดยมิชอบดังกล่าว)








การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับหนี้ที่อาจขอรับชำระได้ (มาตรา26) พรบ ล้มละลาย | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 4242 ครั้ง
ลงวันที่ 21/07/2011 14:59:41


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน