มาตรา45 เมื่อลูกหนี้ประสงค์จะทำความตกลงเรื่องหนี้สินโดยวิธีขอชำระหนี้แต่เพียงบางส่วนหรือโดยวิธีอื่น ให้ทำคำขอประนอมหนี้เป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันยื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินตามมาตรา30 หรือภายในเวลาตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดให้
คำขอประนอมหนี้ต้องแสดงข้อความแห่งการประนอมหนี้ หรือวิธีจัดกิจการ หรือทรัพย์สินและรายละเอียดแห่งหลักประกัน หรือผู้ค้ำประกัน ถ้ามี
ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาลงมติพิเศษว่าจะยอมรับคำขอนั้นหรือไม่
1.1) ความหมายของการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตาม45 เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ขอทำความตกลงในเรื่องหนี้สินกับเจ้าหนี้ว่าจะขอชำระหนี้แต่เพียงบางส่วนหรือโดยวิธีอื่น กระบวนการหลักก็คือที่ประชุมเจ้าหนี้ยอมรับมติพิเศษแล้วส่งไปยังศาลเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ(สังเกต หากลูกหนี้ชำระหนี้เต็มจำนวนครบถ้วนตามจำนวนที่เป็นหนี้เจ้าหนี้อยู่พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม เช่นนี้ ไม่ใช่การขอประนอมหนี้ ไม่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนในส่วนที่6นี้ แต่เป็นเรื่องที่ศาลต้องดำเนินการยกการล้มละลายตาม135(3))...---การชำระหนี้บางส่วนคือชำระหนี้ไม่ครบจำนวน—ส่วนการชำระหนี้โดยวิธีอื่น เช่น อาจจะโอนที่ดินตีใช้หนี้ ให้เอาที่ดินไปขายทอดตลาดก่อน หรือชำระหนี้ครบแต่ขอผ่อนชำระ20ปี เป็นต้น
-การที่ผู้ร้องมีสิทธิเข้าใช้หนี้แทนลูกหนี้ตามป.พ.พ.230และ314 มิใช่เรื่องการขอประนอมหนี้ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะทำความตกลงในเรื่องหนี้สินตาม45โดยเฉพาะ(ฎีกา5475/39 วินิจฉัยว่าข้อเสนอดังกล่าวของผู้ร้องมีผลทำให้จ.พ.ท.ต้องถอนการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลาย ชอบที่ศาลจะสั่งให้จ.พ.ท.เรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอฯตาม32(การประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น)...—จุดนี้โปรดสังเกตว่า หากเป็นกรณีการประนอมหนี้ตาม45แล้ว จ.พ.ท.ต้องเรียกประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกตาม31ซึ่งต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันตาม31วรรคสองด้วย—แต่กรณีประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่นตาม32ไม่ต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันฯ-ผู้ย่อ)
1.2) วิธีการและกำหนดเวลาที่ลูกหนี้จะขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย---ลูกหนี้ต้องทำขอประนอมหนี้เป็นหนังสือยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนด 7 วันนับแต่วันยื่นคำชี้แจงกิจการและทรัพย์สินตาม30 หรือภายในเวลาที่จ.พ.ท.กำหนดเท่านั้น(หลักในทางปฏิบัติหากลูกหนี้ยื่นเกินเวลาไปบ้างจ.พ.ท.ก็จะรับคำขอประนอมหนี้นั้น แต่ต้องยื่นก่อนการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกตาม31—และหากที่ประชุมเจ้าหนี้ลงมติไปแล้วว่าขอให้ศาลพิพากษาให้ล้มละลาย ระหว่างนั้นลุกหนี้ขอประนอมหนี้ไม่ได้แล้ว เพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายได้ครั้งเดียว)
-หลังจากลูกหนี้ยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายตาม45แล้ว ที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ยอมรับและลงมติให้รายงานศาลพิพากษาให้ล้มละลายตาม61 ระหว่างนั้น(ก่อนศาลพิพากษาให้ล้มละลาย)ลูกหนี้จะขอแก้ไขคำขอประนอมหนี้เดิมที่ทีประชุมเจ้าหนี้ไม่ยอมรับนั้นไม่ได้ เพราะเมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ยอมรับคำขอประนอมหนี้ คำขอประนอมหนี้เดิมตกไป ไม่มีคำขอประนอมหนี้เดิมที่จะขอแก้ไขได้(ฎีกา1350/46นี้ วินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่การขอแก้ไขคำขอประนอมหนี้ตาม47(การขอแก้ไขการประนอมหนี้ในชั้นศาล)เพราะคำขอประนอมหนี้เดิมตกไปแล้ว และเป็นการพ้นระยะเวลาตาม45แล้ว และหากลูกหนี้จะขอแก้ไขอีกก็ชอบที่จะเสนอคำขอได้ในตอนหลังเมื่อศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว แต่เป็นการขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายอีกครั้ง ทำให้คดีล้มละลายไม่อาจดำเนินไปโดยรวดเร็ว ผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลาย เป็นการไม่ชอบ)
1.3)มาตรา45วรรคสอง(ไม่มีประเด็นน่าสนใจ)
1.4)มาตรา45วรรคสาม ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อปรึกษาลงมติพิเศษว่าจะยอมรับคำขอนั้นหรือไม่
1.4.1) การประชุมเจ้าหนี้ที่พิจารณาคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ จ.พ.ท.ต้องเรียกเจ้าหนี้ทั้งหลายมาประชุมเพื่อพิจารณาฯ การประชุมดังกล่าวนี้มาตรา31วรรคแรก บัญญัติให้เรียกว่า “การประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก”
1.4.2) มติของที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเพื่อพิจารณาคำขอประนอมหนี้ ต้องได้”มติพิเศษ”ตามมาตรา6 จึงจะถือว่าที่ประชุมเจ้าหนี้ให้การยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ตาม46 (สังเกต “มติพิเศษ “ หมายความว่าเป็นมติของเจ้าหนี้ฝ่ายข้างมากและมีจำนวนหนี้เท่ากับสามในสี่แห่งจำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ซึ่งได้เข้าประชุมด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนในที่ประชุมเจ้าหนี้ และได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น—ข้อพิจารณามติพิเศษมีองค์ประกอบ 2 ประการคือ 1.จำนวนเจ้าหนี้ต้องเป็นฝ่ายข้างมาก และ 2.จำนวนหนี้ต้องเท่ากับสามในสี่หรือมากกว่า)
|