หัวข้อ : หลัก Right to Confrontation the witnesses
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 บัญญัติว่า "การพิจารณาและสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น..."

หลักการสืบพยานต้องกระทำต่อหน้าจำเลยนั้น มาจากแนวคิดเรื่องสิทธิที่จะเผชิญหน้ากับพยาน (Right to Confrontation the witnesses) กล่าวคือ การสืบพยานในศาลของโจทก์นั้น จะต้องกระทำในขณะที่จำเลยอยู่ในที่นั้นด้วย หลักการดังกล่าวมีเจตนารมณ์สำคัญ 2 ประการ คือ

1) เพื่อให้จำเลยได้ซักถาม หรือโต้แย้งคำเบิกความของพยานโจทก์ว่า ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง เป็นการให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และ

2) เพื่อป้องกันมิให้จำเลยถูกลงโทษซ้ำในการกระทำผิดเดียวกัน (Double Jeopardy) โดยให้จำเลยได้คัดค้านว่าคำเบิกความของพยานดังกล่าวจะทำให้จำเลยต้องถูกพิจารณาพิพากษาลงโทษในการกระทำซึ่งจำเลยได้รับการพิจารณามาก่อนแล้ว

ศาลในคดี United States กับ Avis วินิจฉัยว่าสิทธิเผชิญหน้ากับพยานนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนำสืบพยาน (testimonial statements) เท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสถามค้านพยานดังกล่าวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนได้ นอกจากนี้สิทธิเผชิญหน้ากับพยานมิใช่สิทธิเด็ดขาด จำเลยจึงอาจยินยอมสละโดยความยินยอม (consent) หรือถูกเพิกถอนสิทธิดังกล่าวได้เมื่อประพฤติตนไม่เหมาะสม (misconduct) เช่น ก่อความวุ่นวายในศาลหรือขัดขวางการพิจารณาคดี เป็นต้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายไทยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ และมาตรา 180

เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์และแนวคิดเรื่องสิทธิเผชิญหน้ากับพยานแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่า สิทธิดังกล่าวจะเกิดขึ้น เมื่อมีการนำสืบพยานในศาลเพื่อให้จำเลยได้คัดค้านพยานดังกล่าว ดังนั้น เมื่อไม่มีการสืบพยานก็ไม่เกิดสิทธิเผชิญหน้ากับพยาน ด้วยเหตุนี้ การดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในศาล ที่มิใช่การสืบพยาน และไม่มีการสืบพยาน จึงไม่จำต้องกระทำต่อหน้าจำเลย และจำเลยไม่อาจอ้างว่ากระบวนพิจารณานั้นกระทำโดยฝ่าฝืนหลักเผชิญหน้ากับพยานได้

จากข้อเท็จจริงในคดี ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อคำพิพากษาศาลฎีกา ผู้เขียนเห็นว่า ในกรณีที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่มาศาลและไม่มีการสืบพยานในวันนัด กระบวนพิจารณาอื่นใดที่ศาลได้กระทำในวันดังกล่าว ย่อมไม่เสียไป เนื่องจากเป็นกรณีที่จำเลยไม่มีสิทธิเผชิญหน้ากับพยานเลย ซึ่งจะแตกต่างกับข้อยกเว้นที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ อันเป็นกรณีที่จำเลยมีสิทธิแต่ได้สละสิทธินั้นตามมาตรา 172 ทวิ (1) หรือถูกเพิกถอนสิทธิตามมาตรา 180 การที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารเป็นการสมัครใจระงับข้อโต้แย้งหรือยุติประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์จะต้องนำเอกสารหรือพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสืบ มีผลให้โจทก์ไม่มีภาระนำสืบในประเด็นดังกล่าว คู่ความจึงน่าจะกระทำได้ทั้งภายนอกศาลและระหว่างพิจารณาในศาล ไม่ว่าจะเป็นการตกลงกันต่อหน้าหรือลับหลังจำเลย เพราะการรับข้อเท็จจริงตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง มิใช่กระบวนการสืบพยานพิสูจน์ความผิด อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านพยานได้ตามแนวคิดเรื่อง Right to Confrontation ดังกล่าวมาแล้ว

ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในวันนัดสืบพยานโจทก์ โดยบันทึกการตกลงรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กับทนายจำเลยทั้งสองสมัครใจตกลงกัน จึงน่าจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ส่วนการที่โจทก์แถลงหมดพยานหรือโจทก์ร่วมแถลงไม่ติดใจสืบพยานก็เป็นสิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วมที่จะกระทำได้โดยชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิเผชิญหน้ากับพยาน จึงไม่น่าจะขัดกับหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำระบบ Discovery มาใช้ ซึ่งจะมีการเปิดเผยพยานเอกสารและพยานวัตถุให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และมีการสืบพยานบุคคลนอกศาล (Deposition) ล่วงหน้าก่อนสืบพยานในศาล ส่วนการรับข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานก็จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้หรือในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเพื่อจำกัดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดจำนวนวันนัดสืบพยานของทั้งสองฝ่าย การตกลงกันรับข้อเท็จจริงระหว่างคู่ความจึงไม่ปรากฏในชั้นพิจารณาคดีของศาลเหมือนกับประเทศไทย
 



หลัก Right to Confrontation the witnesses | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 5332 ครั้ง
ลงวันที่ 06/10/2011 18:48:51


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน