“เจ้าหนี้ในตั๋วเงิน” ภาษากฎหมายตั๋วเงิน เรียกว่า “ผู้ทรง” ซึ่งจะมี
มาตรา 904 อันผู้ทรงนั้น หมายความว่าบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้
ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงิน หรือเป็นผู้รับสลักหลัง ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน
มาตรา 904 กฎหมายจะบัญญัติถึงคำว่า “ผู้ทรง” หมายความถึงบุคคลใดบ้าง
ซึ่งก็จะแยกออกได้เป็น 3 กรณี
ผู้ทรงนั้น หมายความถึงบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง
โดยฐานเป็นผู้รับเงิน คือ บุคคลคนแรกที่เป็นผู้ทรงในเรื่องตั๋วเงิน
หมายความถึง บุคคลที่ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน ผู้สั่งจ่ายเช็ค หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินระบุชื่อไว้ในตั๋ว
เช่น นาย ก. สั่งจ่ายเช็คระบุชื่อ นาย ข. เป็นผู้รับเงิน นาย ข. ก็มีเช็คไว้ใน
ครอบครอง ในฐานเป็นผู้รับเงิน ดังนี้ นาย ข. ก็เป็นผู้ทรง ซึ่งเป็นผู้ทรงคนแรก
ในฐานเป็นผู้รับสลักหลัง
ตั๋วเงินเป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือได้ แล้วไม่จำกัดตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็นลูกหนี้ เพราะตั๋วเงินจะโอนไปกี่ทอดก็ได้ แต่ทางปฏิบัติไม่เกินสองทอด เพราะฉะนั้น เมื่อตั๋วเงินเป็นตราสารที่โอนเปลี่ยนมือ กรณีที่ผู้โอนได้โอนตั๋วเงินนั้นต่อไปโดยการสลักหลังและส่งมอบ ตัวผู้รับโอนก็อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรงในฐานเป็นผู้รับสลักหลัง
แต่เดิมผู้รับเงินเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้ทรงคนแรก เมื่อผู้รับเงินได้สลักหลังและส่งมอบ
โอนตั๋วเงินไปแล้ว ฐานะของตนก็เปลี่ยนไปเป็นลูกหนี้ ตัวผู้รับโอนก็อยู่ในฐานะเป็นผู้ทรง
คนใหม่ เป็นผู้ทรงในฐานเป็นผู้รับสลักหลัง
ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน
ตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ซึ่งจะมีเฉพาะในตั๋วแลกเงินและเช็ค เพราะฉะนั้น
ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ บุคคลใดที่ครอบครองตั๋วไว้บุคคลนั้นก็เป็นผู้ทรง
ผู้ที่ครอบครองเช็คผู้ถือที่จะถือว่าเป็นผู้ทรง จะต้องครอบครองอย่างเป็น
เจ้าของเช็ค ไม่ใช่ครอบครองแทนบุคคลอื่น เช่น ลูกจ้างครอบครองแทนก็ไม่ใช่ผู้ทรง
ในทางตรงข้ามเจ้าของร้านไม่ได้ครอบครองแต่เป็นผู้ทรง เพราะกฎหมายลักษณะทรัพย์จะมี
บทบัญญัติไว้ว่าบุคคลอาจได้มาซึ่งสิทธิครอบครอง โดยบุคคลอื่นครอบครองแทนก็ได้ ก็ให้จำหลักเบื้องต้นก่อน
เมื่อกล่าวถึงตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ขอทบทวนคำว่า “เช็คชนิดผู้ถือ”
จะแบ่งออกเป็น 2 กรณีด้วยกัน คือ
กรณีแรก
เช็คผู้ถือล้วน ๆ คือ เช็คที่เขียนว่า “จ่ายสดหรือผู้ถือ” ดังนี้ เป็นเช็คผู้ถือแน่นอน
กรณีที่สอง
เช็คกรณีเช่นนี้ ศาลฎีกาแปลความตลอดมาว่า “แสดงว่าตัวผู้สั่งจ่ายนั้น
ไม่ประสงค์จะสั่งจ่ายแต่เฉพาะบุคคลผู้มีชื่อเป็นผู้รับเงินเท่านั้น แต่หากยอมจ่ายเงินตามเช็คให้แก่ผู้ถือด้วย ดังนั้น เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงิน แต่ไม่ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออก จึงเป็นเช็คผู้ถือ”
แต่จะมีอีกกรณีหนึ่ง คือ เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินไม่ขีดฆ่า คำว่า “หรือผู้ถือ” ออก
แล้วมีข้อความว่า “เปลี่ยนมือไม่ได้” ซึ่งเช็คชนิดนี้ มีทั้งชื่อผู้รับเงิน แล้วเขียนว่า
“เปลี่ยนมือไม่ได้” เช็คแบบนี้จะโอนด้วยวิธีการอย่างตั๋วเงินไม่ได้
แต่ถ้าเป็นเช็คชนิดผู้ถือล้วน ๆ ผู้สั่งจ่ายจะไปห้ามเปลี่ยนมือไม่ได้ เช่น สั่งจ่าย
เงินสดหรือผู้ถือ อย่างนี้ จะห้ามเปลี่ยนมือไม่ได้
คู่สัญญาฝ่ายเจ้าหนี้ในตั๋วเงิน ซึ่งเราเรียกว่า “ผู้ทรง”
การเป็นผู้ทรงนั้นจะมีองค์ประกอบอยู่ 2 ข้อ
จะต้องมีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง
จะต้องครอบครองตั๋วเงินในฐาน
- เป็นผู้รับเงิน หรือ
- ผู้รับสลักหลัง หรือ
- ถ้าเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ผู้ใดเป็นผู้ถือตั๋วเงินไว้
ในเบื้องต้นก่อนถือว่าเป็นผู้ทรง
หลักเกณฑ์ในข้อแรก
คำว่า “บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง”
การครอบครอบตั๋วเงินนั้น ตัวผู้ทรงไม่จำเป็นต้องครอบครอบเองอาจจะ
มอบหมายให้บุคคลอื่นครอบครองตั๋วเงินไว้แทนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ก็ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ทรง
ที่แท้จริง
ในทางตรงกันข้ามกับบุคลที่ครอบครองตั๋วเงินไว้แทนผู้อื่น ย่อมมิใช่ผู้ทรงถึงแม้จะมีชื่อระบุในตั๋วเงินว่าเป็นผู้รับเงิน ก็อาจจะไม่ใช่ผู้ทรงก็ได้ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าการที่มีชื่อในตั๋วเงินนั้นเป็นแต่เพียงการยึดถือแทนผู้อื่น
สำหรับคำว่า “บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง” ถ้าสมมติว่าตั๋วเงินนั้นหลุดพ้นไปจาก
มือตน เช่น โอนตั๋วเงินไปแล้ว อย่างนี้ ฐานะความเป็นผู้ทรงก็หมดไป
อีกกรณีหนึ่ง ถ้าหากว่าตั๋วเงินนั้นหายหรือถูกลักขโมยไปก่อนจะถึงกำหนดใช้เงิน
ตัวผู้ทรงก็จะต้องจัดการให้ได้ตั๋วเงินนั้นมาไว้ในครอบครองเสียก่อน หรืออาจจะร้องขอให้
ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว ออกตั๋วเงินให้แก่ตนฉบับใหม่ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1011
เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ก็คือ บุคคลที่เป็นผู้ทรงนั้นต้องมีตั๋วเงิน
ไว้ในครอบครอง
แต่ต่างกับมีตั๋วเงินไว้ในครอบครองแล้วและตั๋วถึงกำหนดเรียกเก็บเงินไม่ได้
ต่อมาตั๋วเงินหายไป อย่างนี้ ไม่ใช่ไม่มีตั๋วเงิน แต่เป็นเรื่องเอกสารสูญหาย
ซึ่งในกฎหมายลักษณะพยานก็สามารถนำพยานบุคคลมาสืบแทนพยานเอกสารได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 5422/2541 เป็นเรื่องความรับผิดทางอาญา
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อหาฐานความผิดลักทรัพย์
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์รับจ้างซ่อมเครื่องถ่ายเอกสารให้บริษัท ส. เมื่อซ่อมเสร็จ
แล้ว โจทก์ก็ได้ให้ลูกจ้างของโจทก์ไปรับเงินค่าซ่อมเครื่องถ่ายเอกสารที่บริษัท ส. เมื่อไปถึง
บริษัท ส. ได้พบจำเลย ซึ่งจำเลยนั่งอยู่ที่ห้องฝ่ายการเงินโดยจำเลยให้ลูกจ้างของโจทก์
ลงชื่อในเอกสารเพื่อรับเช็คว่า “ได้รับเช็คแล้ว” เมื่อลูกจ้างโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารว่า
“ได้รับเช็คแล้ว” ปรากฏว่าจำเลยไม่ยอมส่งมอบเช็คให้แก่ลูกจ้างโจทก์ โดยบอกว่าจะติดต่อ
กับโจทก์เอง
ปัญหามีว่า กรณีนี้จำเลยจะมีความผิดฐานลักทรัพย์เช็คของโจทก์หรือยัง ?
ปัญหานี้ ก็จะเกี่ยวพันกับ ปพพ. มาตรา 904 คือ กรณีนี้ ถือว่า โจทก์เป็น
ผู้ทรงเช็คแล้วหรือยัง ?
เครื่องถ่ายเอกสารให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบเช็คให้โจทก์ อีกทั้ง
ลูกจ้างของโจทก์ ก็ยังมิได้เข้ายึดถือครอบครองเอาเช็คพิพาทไว้ โจทก์จึงยังไม่เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ
(ตรงตามมาตรา 904 แห่ง ปพพ. ก็คือ ผู้ทรงต้องมีเช็คไว้ในครอบครอง
กรณีนี้ลูกจ้างโจทก์ยังไม่ได้รับเช็คจากจำเลย อันจะถือได้ว่าลูกจ้างโจทก์ได้ครอบครองเช็คแทนโจทก์ เพราะฉะนั้น ฐานะความเป็นผู้ทรงยังไม่มีอยู่) กรรมสิทธิ์ในเช็คพิพาทยังอยู่ในความครอบครองของบริษัท ส. การที่จำเลยให้ลูกจ้างโจทก์ลงชื่อในเอกสารว่า “ได้รับเช็คพิพาท” แต่ปรากฎว่าจำเลยก็ยังคงยึดถือเช็คพิพาทไว้ ไม่ส่งมอบให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ ยังไม่ถือว่าการครอบครองในเช็คพิพาทได้ผ่านมือไปยังโจทก์โดยแท้จริงแน่นอน เพราะเช็คพิพาทยังเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ส. ซึ่งอยู่ในครอบครองของจำเลยอยู่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์โจทก์”
|