การผ่อนเวลา
มาตรา 903 ในการใช้เงินตามตั๋วเงินท่านมิให้ให้วันผ่อน
กฎหมายลักษณะตั๋วเงินวางหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา 903 ว่า ในการใช้เงินตามตั๋วเงินนั้น มิให้มีการผัดผ่อนวันเวลาการใช้เงินอีกต่อไป เหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังนี้ เพราะว่า ปกติแล้วการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงิน ส่วนมากแล้วเท่ากับเป็นการที่เจ้าหนี้ย่อมผ่อนเวลาให้
ลูกหนี้ไปในตัว จึงไม่ควรให้มีการผ่อนเวลาอีก และเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือว่า บุคคลที่เข้ามาเกี่ยวพันในเรื่องตั๋วเงินโดยเฉพาะที่เข้ามาเป็นลูกหนี้นั้นมิได้โดยไม่จำกัดจำนวนด้วยเพียงลายมือชื่อผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินทุกคนตกอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้จะต้องร่วมกันรับผิดใช้เงินตามตั๋วแก่ผู้ทรง ลูกหนี้ทุกคนเขาก็ประสงค์จะทราบว่าตั๋วเงินฉบับนั้น ๆ มีการใช้เงินหรือไม่ เนื่องจากตนเองก็เป็นลูกหนี้ด้วย ไม่มีใครต้องการผูกพันในเรื่องตั๋วเงินเป็นระยะเวลานาน ๆ
ถ้ามีการผ่อนเวลาใช้เงินในเรื่องตั๋วเงิน ผลจะเป็นอย่างไร ?
การผ่อนเวลาให้ใช้เงิน ซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 903 นั้น กฎหมาย จะมีบทลงโทษเฉพาะในเรื่องตั๋วแลกเงินเท่านั้น ตามมาตรา 948 ที่บัญญัติว่า “ถ้าผู้ทรงตั๋วแลกเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่าย ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้มีคู่สัญญาคนก่อน ๆ ซึ่งมิได้ตกลงในการผ่อนเวลานั้น”
มาตรา 903 จะคู่กับ มาตรา 948 เท่านั้น !
คำพิพากษาฎีกาที่ 921/2501 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ผู้ทรงตั๋วแลกเงินยอมผ่อนเวลาการจ่ายเงินให้แก่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน โดยไม่ได้ตกลงกับผู้สั่งจ่ายเสียก่อน ผู้ทรงตั๋วแลกเงินย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ย และผู้สั่งจ่ายก็พ้นความรับผิด”
ส่วนในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินกับเช็ค ไม่มีกฎหมายบัญญัติบทลงโทษไว้
ดังนั้น กรณีตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือเช็ค ถ้าผู้ทรงผ่อนเวลาให้แก่ผู้ออกตั๋วสัญญา
ใช้เงิน ถามว่า จะมีผลต่อลูกหนี้คนอื่นหรือไม่ ? อันนี้ไม่มีผลเพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้
คำพิพากษาฎีกา 422/2521 โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน
ฟ้องจำเลยที่ 2 ผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้ร่วมรับผิดให้ใช้เงินตามตั๋ว
จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และอ้างด้วยว่าตนอยู่ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน ตามมาตรา 700
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้รับอาวัลย่อมผูกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคลซึ่งตนประกันตามมาตรา 940 และในเรื่องตั๋วเงินนั้น ผู้จ่าย ผู้รับรอง ผู้สลักหลังหรืออาวัล ต้องร่วมกัน
รับผิดต่อผู้ทรงตามมาตรา 967 ผู้รับอาวัลจึงไม่อยู่ในฐานะเดียวกันกับผู้ค้ำประกันตาม
กฎหมายในเรื่องค้ำประกัน คือ ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ชั้นสอง จะต้องรับผิดต่อเมื่อลูกหนี้
ไม่ชำระหนี้นั้นตามมาตรา 680 แต่กรณีของผู้รับอาวัลนั้นมาตรา 967 กฎหมายบัญญัติไว้
ชัดเจนว่า ผู้รับอาวัลต้องร่วมกับลูกหนี้คนอื่น ๆ รับผิดต่อผู้ทรง ก็คือ มีความรับผิดในระดับ
เดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้รับอาวัลจึงไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน จะนำมาตรา 700 มาบังคับใช้หาได้ไม่
การที่ผู้ทรงได้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้นั้น ก็ไม่ทำให้ลูกหนี้คนอื่น ๆ หลุดพ้นความรับผิดเพราะไม่นำมาตรา 948 มาใช้กับเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงินตามบทบัญญัติมาตรา 985
ตัวอย่างในเรื่องเช็ค
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะสั่งจ่ายเช็ค ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังให้ร่วมกันรับผิดใช้เงินตามเช็ค
ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็ค
จำเลยที่ 2 ผู้สลักหลังเช็คยื่นฎีกาขึ้นมาข้อหนึ่งว่า คดีนี้ตัวผู้ทรงเช็คได้ผ่อนเวลา
การชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิด
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้สลักหลังเช็คมิได้อยู่ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเพราะผู้สลักหลังเช็ค ต้องร่วมกับลูกหนี้อื่น ๆ รับผิดต่อผู้ทรงตามมาตรา 967 มิได้อยู่ในฐานะผู้ค้ำประกัน ดังนั้น จะไปนำบทบัญญัติในเรื่องที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามมาตรา 700 มาใช้ไม่ได้ และจะนำ ปพพ. มาตรา 948 มาบังคับไม่ได้ เพราะมาตรา 989 ไม่มีบทบัญญัติว่าให้นำมาตรา 948 มาใช้กับเช็ค (ฎ. 595/2509 , 1083/2517 3242/2530 และ 1034/2507)
สรุป มาตรา 903 การใช้เงินตามตั๋วเงินนั้น ท่านมิให้ให้วันผ่อนจะมี
บทกฎหมายลงโทษ เฉพาะกรณีตั๋วแลกเงินตามมาตรา 948 เท่านั้น
แต่ถ้าเป็นเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน กับ เช็ค ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงิน
ผ่อนเวลาให้แก่ผู้ออกตั๋ว หรือ ผู้ทรงเช็คผ่อนเวลาให้แก่ผู้สั่งจ่ายเช็ค ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ลูกหนี้ในตั๋วเงินหลุดพ้นจากความรับผิดแต่อย่างใด
ที่สรุปมาทั้งหมดในตอนต้นนั้น ก็จะเป็นในส่วนที่เกี่ยวกับฝ่ายลูกหนี้ในตั๋วเงิน
ซึ่งจะมีหลักมาจากมาตรา 900
|