คำถาม นิติกรรม หมายถึงอะไร?
ตอบ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 149 ความว่า “นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยสมัครใจ มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ”
ประเด็นดังกล่าวนี้ได้แยกองค์ประกอบของนิติกรรมเป็น 6 ประการ ได้แก่
1) เป็นการแสดงเจตนา
คำว่า “การ” ซึ่งเป็นคำแรกในตัวบทนี่แหล่ะมุ่งหมายถึง “การแสดงเจตนา”ออกมา อะไรจึงเรียกว่าเป็นการแสดงเจตนา ? ก็คือ การคิดตัดสินใจและทำในสิ่งที่คิดตัดสินใจนั้น โดยรู้สำนึกในสิ่งที่ตนทำนั่นเอง
ทั้งนี้ การกระทำบางอย่างอาจจะไม่ใช่การแสดงเจตนาก็ได้ เช่น คนละเมอแล้วมาเซ็นต์สัญญา(ความจริงอาจไม่มี แต่ยกตัวอย่างที่เห็นภาพง่ายๆ ) หรือการที่ถูกบุคคลอื่นใช้กำลังกายบังคับ (บังคับทางกายภาพ) โดยไม่อาจขัดขืนได้ เช่น ถูกจับพิมพ์ลายนิ้วมือทำพินัยกรรม อันนี้ก็ไม่ใช่การแสดงเจตนาเพราะผู้ทำไม่ได้ทำการโดยคิดตัดสินใจเอง
แต่กรณีตัวอย่าง เช่น นายเอ ใช้มีดจี้ข่มขู่ให้นายบีเซ็นต์สัญญา กรณีนี้เมื่อนายบีเซ็นต์ จัดเป็นการแสดงเจตนา แต่จะมีผลอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง (ผลคือ การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆียะ ตาม ม.164 การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ เป็นโมฆียะ)
วิธีการแสดงเจตนาทำได้อย่างไรบ้าง ? ตอบ วิธีการแสดงเจตนาสามารถทำได้ 3 ลักษณะ คือ 1) การแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง เช่น พูด เขียนหรือแสดงกริยา เช่น พยักหน้า 2) การแสดงเจตนาโดยปริยาย (อันนี้ต้องตีความจึงเข้าใจเจตนา) เช่น ผู้ให้กู้ฉีกสัญญากู้ อาจเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายที่จะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ 3) การนิ่ง โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นการแสดงเจตนา ยกเว้นแต่กรณีที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือปกติประเพณีที่เข้าใจกันและที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น เมื่อสิ้นกำหนดเวลาเช่า แต่ผู้เช่ายังครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่ ผู้ให้เช่าก็เฉยอยู่ทั้งที่รู้ว่าสิ้นกำหนดเวลาแล้ว แต่มิได้ดำเนินการใด ๆ อันนี้ทำให้เป็นการที่คู่สัญญาได้ทำสัญญาใหม่โดยไม่มีกำหนดเวลา (ตาม ม.570)
ข้อสังเกต
ถ้าไม่มีการแสดงเจตนา ก็จะไม่มีนิติกรรม
2) เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
คำว่า “ชอบด้วยกฎหมาย” นั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีกฎหมายรองรับทุกกรณีไป แต่ต้องไม่ขัดกับ “กรอบ” หลักความสงบเรียบร้อยฯ เช่น กรอบตาม ม.150 , 152 เป็นต้น
ข้อสังเกต
แม้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายก็ยอมให้เกิดนิติกรรม แต่เป็นนิติกรรมที่ไม่สมบูรณ์
3) ทำโดยสมัครใจ คือ เป็นการตัดสินใจทำเอง
4) ต้องการก่อให้เกิดผลผูกพันในทางกฎหมาย
การกระทำตามารยาทในทางสังคมหรือในทางอัธยาศัยไมตรีหรือการพูดล้อเล่น ไม่เป็นการมุ่งต่อผลในทางกฎหมาย เช่น นาย ก.บอกนาย ข.ว่าจะไปส่ง ข.ที่บ้าน แต่ต่อมา นาย ค.มาชวน ก.ไปดูหนัง นาย ก.จึงบอกนาย ข.ว่า ไม่สามารถไปส่งได้ (นาย ข.จะเอาผิดนาย ก.ในทางกฎหมายมิได้) อันนี้ไม่ใช่นิติกรรม แต่เป็นอัธยาศัยไมตรี
ข้อสังเกต
ถ้าทำสิ่งใดโดยไม่มุ่งผลทางกฎหมาย นิติกรรมไม่เกิด เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมอาจจะกล่าวได้ว่า นิติกรรมจะเกิดไม่ได้ เพราะ 1) ไม่มีการแสดงเจตนา และ/หรือ 2) ขาดการมุ่งผลทางกฎหมาย (แต่บางกรณีอาจมีข้อยกเว้น แม้จะอ้างว่าไม่มีเจตนาที่แท้จริง ก็เกิดนิติกรรม เช่น นาย ก.ส่งหนังสือให้นาย ข. แล้วบอกว่า ให้คุณ แต่ต่อมา นาย ก.ขอหนังสือคืน และบอกนาย ข.ว่า ที่ทำไปเพราะประชด นาย ค. ที่จริงไม่ได้เจตนาจะให้ เหตุดังนี้ จะอ้างว่าไม่มีเจตนา นิติกรรมไม่เกิดไม่ได้ เพราะตามมาตรา 154 บัญญัติว่า “การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงเจตนาจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น” เพราะฉะนั้น กรณีข้างต้นนี้ ถือว่าเกิดนิติกรรมแล้ว เพราะ ข.ก็ไม่รู้ความรู้สึกนึกคิดในใจของ ก.เลยว่าทำไปเพราะประชด ค.
5) เป็นผลผูกพันระหว่างบุคคล
ตรงนี้อย่าหลงประเด็นว่าการทำนิติกรรมต้องทำหลายคนเท่านั้นน่ะ นิติกรรมฝ่ายเดียวก็มี คำว่า “ผูกพันระหว่างบุคคล” นั้น หมายถึง มีผลถึงบุคคลอื่น ๆ ด้วย เช่น การทำพินัยกรรม มีผลถึงลูกหลานที่จะรับมรดก เป็นต้น
6) ผลนั้นคือความเคลื่อนไหวในทางสิทธิ
ความเคลื่อนไหวในทางสิทธิที่ว่าก็คือ ก่อให้เกิด เปลี่ยนแปลง โอน สงวน และระงับสิทธิ
นิติกรรม จึงเป็นเครื่องมือที่กฎหมายมอบให้แก่เอกชนไว้สร้างหรือก่อความผูกพันซึ่งกันและกัน ซึ่งอาจจำแนกออกเป็นกลุ่มตามความสัมพันธ์กับบุคคลได้ 3 กลุ่ม คือ
1) นิติกรรมฝ่ายเดียว เช่น พินัยกรรม การบอกล้างโมฆียกรรม
2) นิติกรรมสองฝ่าย ได้แก่ สัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าทรัพย์สิน
3) นิติกรรมหลายฝ่าย เช่น การจัดตั้งห้างหุ้นส่วน บริษัท
|