จำนอง คือการที่ผู้จำนองนำทรัพย์สินไปตราไว้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเพื่อเป็นการชำระหนี้ หลักที่ควรทราบ
จำนอง เป็นทรัพยสิทธิ คือสิทธิที่มีอยู่เหนือตัวทรัพย์ จาก ม ๗๐๒
ผู้จำนองยังเป็นเจ้าของทรัยพ์สินที่จำนอง สามารถจำหน่าย จ่าย โอนได้ แต่จำนองก็ติดไปกับตัวทรัพย์ด้วย ตาม ๗๐๒ วรรค ๒
การจำนองต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อ จนท
ผู้รับจำนอง คือเจ้าหนี้แบ่งออกเป็น
เจ้าหนี้สามัญ และ เจ้าหนี้ปุริมสิทธิ์
ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิก่อนเจ้าหนี้สามัญทั่วไป (เหลือแล้วจึงตกเป็นของ เจ้าหนี้สามัญ) มาตรา ๗๐๒
๗๐๙ ผู้จำนองอาจเป็นบุคคลอื่น ที่มิใช่ตัวลูกหนี้ก็ได้ บุคคลหนึ่งจะจำนองทรัพย์สินของตนไว้ เพื่อประกันหนี้อันหนี้บุคคลหนึ่งจะต้องชำระก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวลูกหนี้
แต่ต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น ตาม ม ๗๐๕ เพราะฉะนั้นถ้าผู้จำนองจำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง การจำนองจะไม่ผูกพันเจ้าของ เหตุที่ต้องเป็นเจ้าของ เพราะอาจต้องมีการบังคับจำนองตาม ๗๓๓ และต้องมีการขายทอดตลาด
ถ้าผู้รับจำนองจะฟ้องบังคับจำนอง ซึ่งมีอยู่ สอง วิธี
๑) ขอให้ศาลสั่งยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองขายทอดตลาด
๒) เอาทรัพย์ซึ่งจำนองหลุดเป็นของผู้รับจำนองเอง ตาม ม ๖๒๙ (หลักเกณ)
แต่ไม่ว่าจะเป็นการบังคับโดยวิธีใดก็ตาม ต้องมีการบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน
การบอกกล่าว กม แบ่งเป็น ๒ กรณี ได้แก่
๑ บอกกล่าวบังคับจำนองแก่ผู้จำนอง ผู้นำเอาทรัพย์สินมาเป็นประกันการชำระหนี้ ๗๒๘ โดยต้องมีข้อความให้ “มีการชำระหนี้ ภายในระยะเวลาอันสมควร”
เช่น ผู้จำนองอาจเป็นตัวลูกหนี้เองก็ได้ ในกรณีนี้ ให้บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังตัวลูกหนี้
แต่หากเป็นบุคคลอื่นนำทรัพย์สินมาประกันการชำระหนี้ แทนลูกหนี้ (เป็นบุคคลภายนอก) ดังนี้ ต้องบอกกล่าวไปยัง บุคคลภายนอก (ผู้จำนองทรัพย์) กรณีศึกษา ตาม ๘๘๔๓/๔๔ จำเลยไม่ได้จำนองที่ดินกับโจทก์ คนที่จำนองคือ จำเลยที่ ๒ โจทก์จึงต้องหาบอกกล่าวบังคังจำนองแก่ จำเลยที่ ๑ ก่อนไม่ คือต้องบอกกล่าวไปยังผู้จำนอง ( ไม่ใช่ ตัวลูกหนี้ชั้นต้น)
๒ บอกกล่าวบังคับจำนอง แก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง จำนองเป็นทรัพยสิทธิติดไปกับตัวทรัพย์ เมื่อมีการโอนขายที่ดินที่จำนอง ให้แก่บุคคลอื่น จำนองจึงติดไปด้วย ผู้รับจำนองก็ยังมีสิทธิ ที่จะบังคับจำนองได้เหมือนกัน แต่ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินก่อน โดยบอกกล่าวแก่ผู้รับจำนอง ตาม มาตรา ๗๓๕ ต่างกันคือ
ข้อแตกต่าง ถ้าบังคับจำนองแก่ผู้จำนองโดยตรง ซึ่งต้องให้เวลาตามสมควร (ไม่ได้ระบุจำนวนวัน) แต่ถ้าบอกกล่าวแก่ ผู้รับโอนแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนอง ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หนึ่งเดือน (ตาม ๗๓๕)
ฏีกา ๕๕๕๓/๔๒ (เกือบเป็นข้อสอบ)
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้และบังคับจำนอง
ข้อเท็จจริง จำเลยที่ ๑ และ ๒ ทำสัญญากู้เงินโจทก์ แล้วมีบุคคลภายนอก คือนางสุนา นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันหนี้
มีข้อตกลง หากบังคับจำนองและได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยอมใช้เงินที่ขาดนั้นจนครบ
ข้อตกลงยกเว้น ตามมาตรา ๗๓๓ โดยปรกติเป็นกรณีที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์เองเป็นฝ่ายตกลง ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นข้อตกลงของบุคคลภายนอกที่อาจเป็นเจ้าของทรัพย์จำนอง
เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนบังคับคดี โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนอง แก่ผู้จำนองไปแล้ว แต่ปรากฏว่าผู้จำนองนั้น ตาย โจทก์จึงฟ้องบังคับกับทายาทผู้จำนองเป็นจำเลย เกิดปัญหาขึ้นมาว่า การบอกกล่าวบังคับจำนองแบบนี้ถูกต้องไหม คือ ต้องใช้ตาม มาตรา ๗๒๘ หรือ มาตรา ๗๓๕ ? แน่นอนว่าถ้าผู้จำนองยังมีชีวิตอยู่ ต้องปรับด้วย มาตรา ๗๒๘ แต่ปัญหาก็คือผู้จำนองตายแล้ว ในตอนบอกกล่าวบังคับจำนอง โดยมีบุคคลในบ้านเซ็นรับเอกสารไว้แทน ศาลฎีกา บอกว่า ไม่ชอบ เพราะการบอกกล่าว เป็นการแสดงเจตนา ที่ต้องมีผู้รับการแสดงเจตนา เมื่อตายไปก่อน จะเป็นการ “รับ” การแสดงเจตนาไม่ได้ ศาลบอกว่า กรณีนี้ผู้รับจำนอง ก่อนฟ้องคดี โจทก์ต้องทำการบอกกล่าวบังคับไปยังทายาท ก่อนเปรียบเสมือนผู้รับโอนทรัพย์สิน คือต้องบอกกล่าวตาม ๗๓๕ คือให้เวลาอย่างน้อย หนึ่งเดือน การฟ้องคดีไม่เป็นการบอกกล่าวในตัว
เรื่องนี้ ศาลให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์อย่างหนี้สามัญเป็นจำนวนเงินแทน ไม่ให้บังคับจำนองแก่ทรัพย์สิน
ในเรื่องจำนองนั้น ถ้าผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนองตาม ๗๓๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษ ปรกติ ตามมาตรา ๒๑๔ เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้โดยสิ้นเชิง ยกเว้นเรื่องเดียวที่เจ้าหนี้อาจจะได้รับไม่ครบถ้วน ก็คือตามมาตรา ๗๓๓ คือลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในจำนวนนั้น หากมีการบังคับชำระหนี้แล้ว ได้เงินมาไม่ครบ ส่วนที่เหลือจำเลยไม่ต้องรับผิด
อีกส่วนหนึ่งคือ ตาม เจดสามสามนั้น ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชน คู่สัญญาอาจกำหนดให้ยกเว้นมาตราเจดสามสามได้ ตาม ป พ ๑๕๑
ฏีกาอีกเรื่อง คือ ตาม ๗๓๓ เมื่อบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในส่วนเงินที่ขาด
หากลูกหนี้ ก เป็นหนี้ ข ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ หนึ่งล้านบาท เจ้าหนี้บังคับจำนองได้เงิน แปดแสดบาท ลูกหนี้ ก ไม่ต้องรับผิด
แต่หาก ค บุคคลภายนอกนำที่ดินมาประกันหนี้เงินกู้ หากเป็นกรณีเดียวกันคือบังคับจำนองได้เงินมาแปดแสนบาท อย่างนี้ ก ซึ่งเป็นลูกหนี้ยังต้องรับผิดอีกไหม
ฏีกาปี ๔๐ วินิจฉัยว่า มาตรา ๗๓๓ ใช้บังคับเฉพาะกรณีลูกหนี้ที่จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น แน่นอนหากเป็นกรณีลูกหนี้จำนองเองเป็นตรงตามตัวบท แต่ว่าปัญหาคือหากเป็นกรณีที่บุคคลอื่นนำทรัพย์สินมาจำนองไว้ก็มีผลเหมือน กัน ขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเหมือนกัน
ฏีกา ๘๘๕๑/๕๑ โจทก์ได้นำยึดทรัพย์จำนองของผู้จำนอง จำเลยที่ ๒ โดยมีจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ แม้ได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ จำเลยที่ ๑ ต่อไปอีกไม่ได้
ฏีกา ๓๕๓๕/๕๐ โดยในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีการทำสัญญายกเว้นความรับผิด ตาม ๗๓๓ ไว้ ถ้าเป็นดังนี้ คู่สัญญาต้องรับผิด ไม่เป็นสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
สืบเนื่องจากมาตรา ๗๓๓ คือลูกหนึ้ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด จะ”ไม่นำ”มาใช้ในกรณีดังต่อไปนี้คือ
๑ กรณีคู่สัญญาตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ๒๙๐๐/๕๐ ให้เป็นไปตามข้อตกลงได้
๒ ประเด็นลึกลงไป คือ กรณีที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่นนั้น กระทำได้ หลังๆมีฏีกาหลายเรื่อง กรณีสัญญาจำนองที่มีข้อยกเว้นตาม ๗๓๓ และ สมมติต่อมาหนี้ประธานขาดอายุคววาม
เช่น ก กู้ เงิน ข ก นำที่ดินมาจำนองหนี้เงินกู้ มีข้อตกลงพิเศษตาม ๗๓๓ และหากหนี้เกิดกำหนดชำระและหนี้ประธานขาดอายุความ คือเกินสิบปีแล้ว
หากเป็นกรณี ๗๔๕ ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้หนี้ประธาน คือหนี้เงินกู้ขาดอายุความแล้ว เจ้าหนี้ยังฟ้องบังคับจำนองได้อยู่ แต่จะฟ้องเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนอง เกิดกว่าห้าปี ไม่ได้
ปัญหาต่อไปที่ตามมาคือ กรณีตอนฟ้องบังคับจำนองที่หนี้ขาดอายุความแล้ว โดยปรกติ ตอนฟ้องบังคับจำนอง ศาลจะสั่งคือ ศาลสั่งให้ชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดจำนองเอากับทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยขาดทอดตลาด
ประเด็นคือ ศาลจะสั่งโดยมีข้อความแบบนี้ได้หรือไม่ ว่า “หากบังคับจำนองกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอมาชำระหนี้ ให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้” (ตามข้อยกเว้นมาตรา ๗๓๓ ที่ระบุไว้ในสัญญา)
ประเด็นนี้มีแนววินิจฉัยว่า แม้หนี้ประธานขาดอายุความแล้ว ผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนองได้เฉพาะแก่ทรัพย์สินที่จำนองไว้เท่านั้น จะไปบังคับเอากับทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ไม่ได้ แม้ตามที่มีข้อยกเว้นดังกล่าวระบุไว้ก็ตาม เพราะข้อตกลงดังกล่าว เป็นบุคคลสิทธิ์ ขาดอายุความไปแล้ว จะนำมาใช้บังคับไม่ได้ ๖๖๗/๔๙ ๑๑๘๗ /๔๑ ๔๖๐/๕๐ ๒๖๕๙/๔๖
กรณีที่นักศึกษามักจะตีความผิด คือ กรณีมีการฟ้องเรียกดอกเบี้ยที่ค้างจำนองเกินกว่า ห้าปีไม่ได้
บางคนตีความว่า หากหนี้ประธานไม่ขาดอายุความ มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินห้าปีได้จากวันฟ้องย้อนหลังไป คำตอบแบบนี้คือผิด
ที่ถูกคือ ถึงแม้หนี้ไม่ขาดอายุความ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิฟ้องเรียกดอกเบี้ยได้เพียงห้าปีอยู่นั่นเอง ตาม ปพ ๑๙๓/๓๓ (๑) หนี้ประธานจะขาดอายุความหรือไม่ เรียกดอกเบี้ยค้างชำระได้เพียงห้าปีเช่นเดียวกัน ๑๔๑๖/๔๐
(ต่อ) สัญญาจำนองที่มีข้อตกลงยกเว้น ๗๓๓ แม้สัญญามีข้อตกลงอันนี้แต่ข้อตกลงดังกล่าวจะใช้บังคับต่อไปไม่ได้ในกรณีใดบ้าง
กรณีผู้จำนองสิ้นสิทธิบังคับคดีตาม ป วิแพ่ง มาตรา ๒๗๑ แล้ว หมายความว่า กรณีเจ้าหนี้หมดสิทธิบังคับคดี คือไม่บังคับภายในสิบปี ฏีกา ๑๕๐๗/๓๘
กรณี เจ้าของทรัพย์สินที่จำนองสามารถโอนขายทรัพย์ที่จำนองให้แก่บุคคลอื่นได้ จำนองติดไปกับตัวทรัพย์ ผู้บังคับจำนองมีสิทธิบังคับแก่ผู้รับโอนได้
คำถามมีว่า สมมติขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนอง คือผู้จำนองคนแรก ตกลงผูกพันไว้ที่จะรับผิดในส่วนที่ขาด ดังนี้ จะมีผลผูกพันผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองหรือไม่
ในกรณีต้องดูหลักใหญ่ ว่า บุคคลภายนอกผู้รับโอนนั้น ไม่ใช่คู่สัญญาตามสัญญาจำนอง ดังนี้ข้อตกลงดังกล่าวที่จะบังคับเอากับทรัพย์อื่นของลูกหนี้ เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา เป็นบุคคลสิทธิ เมื่อผู้รับโอนไม่ใช่คู่สัญญาด้วย จึงสรุปได้ว่า “บุคคลผู้รับโอนไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง”
ดังนี้เวลาศาลตัดสิน จะตัดสินแต่เพียงว่า “ให้ยึดที่ดินที่จำนอง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้” จะพิพากษาให้บุคคลนั้นชำระเงินให้แก่โจทก์ เท่านั้น เท่านี้ บาท ไม่ได้
(สรุปคือไม่ผูกพันผู้รับโอนทรัพย์สินไม่ต้องรับผิดนอกเหนือจากนั้น ตามฏีกา ๔๑๐๕/๔๘ ๑๑๑๕/๔๙ ๒๗๖๙/๔๙)
สัญญาจำนองที่ไม่มีข้อตกลงยกเว้นมาตรา ๗๓๓ แต่ลูกหนี้ชำระหนี้จนครบในกรณีดังต่อไปนี้
๑ ผู้รับจำนองฟ้องให้ชำระหนี้ตามมูลหนี้สามัญเท่านั้น (หนี้เงินกู้) ถ้าฟ้องในมูลหนี้สามัญ เมื่อชนะคดีแล้ว เจ้าหนี้สามารถเรียกบังคับเอากับทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ได้ อีกจนครบจำนวน ตามฏีกาที่ ๙๓๒/๕๐
๒ ให้ผู้จำนอง เอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ สมมติหนี้เงินกู้ ถึงกำหนดชำระ ก ไม่มีเงินชำระ ก อาจจะเสนอต่อจ้าหนี้ ข ว่า ให้โอนที่ดินตีใช้หนี้แทน “ตาม ๓๒๑ วรรค ๑” คือตามปรกติแล้ว ลูกหนี้จะไปบังคับหนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เช่นหนี้เงิน ก็ต้องชำระเป็นเงิน ถ้าชำระด้วยอย่างอื่น เจ้าหนี้อาจบอกปัดได้ ดังนี้ ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยินยอมเท่านั้น ตาม ๓๒๑
เมื่อถึงกำหนดชำระ ลูกหนี้เสนอเอาที่ดินตีชำระหนี้จำนอง “บางส่วน” อย่างนี้ถือว่าไม่ได้เป็นการบังคับจำนอง แต่เป็นการเอาทรัพย์ตีใช้หนี้ หนี้จะระงับไปเฉพาะส่วนที่ตกลงตีชำระ เจ้าหนี้สามารถไปฟ้องชำระหนี้อื่นอีกได้ ฏีกา ๓๐๐/๐๖ ๒๙๘/๒๕๑๗
แต่ การที่ผู้จำนอง จะเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้ให้แก่ผู้รับจำนองนั้น จะตกลงกันล่วงหน้าไม่ได้ ต้องให้หนี้ถึงกำหนดชำระก่อน
เรื่องจำนอง ตาม ปพ ๗๑๑ ได้บัญญัติไว้เช่นเดียวกับเรื่องจำนำ ว่า จะไปตกลงกันก่อนหนี้ถึงกำหนดชำระว่า จะให้ผู้รับจำนอง ให้ผู้จำนองโอนทรัพย์สินให้ตกเป็นแก่ผู้รับจำนองเลย ไม่ได้
ถ้ามีการทำข้อตกลงดังกล่าวไว้ล่วงหน้า จะมีผล คือ ข้อตกลงนั้นไม่สมบูรณ์ เป็นไปตาม ๗๑๑ หากมีการโอนทรัพย์ดังกล่าวไปแล้ว ผู้จำนองฟ้องให้เพิกถอน ข้อตกลงอื่นที่สมบูรณ์จะมาฟ้องบังคับในส่วนนี้ไม่ได้ แต่ข้อสัญญาอื่นนั้นเป็นโมฆะ ไม่เป็นผลให้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๕๑๐/๔๒ และ ๗๐๗/๐๖
|