มาตรา ๑๖๙๘ ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป
***(๑) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม
(๒) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นผลใช้ได้ต่อเมื่อเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จลง และผู้รับพินัยกรรมตายเสียก่อนเงื่อนไขสำเร็จ หรือปรากฏเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเงื่อนไขนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้
***(๓) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม
(๔) เมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่ยกให้สูญหาย หรือถูกทำลายโดยผู้ทำพินัยกรรมมิได้ตั้งใจในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพินัยกรรมมิได้ได้มาซึ่งของแทน หรือซึ่งสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนในการที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายไป
มาตรา ๑๖๙๙ ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกำหนดในพินัยกรรม เกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี
ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น เป็นอันตกไป เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม ตามมาตรา ๑๖๙๘***(๑) ข้อกำหนดในพินัยกรรม เกี่ยวกับทรัพย์สินเป็นอันไร้ผล ทรัพย์สินตามพินัยกรรมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี ตามมาตรา ๑๖๙๙
หนึ่งเป็นผู้สืบสันดาน ตาม ๑๖๒๙(๑) เป็นทายาท ย่อมมีการรับมรดกแทนที่ได้ ตาม ๑๖๓๙ สองเป็นผู้สืบสันดานของหนึ่งรับมรดกแทนที่ได้
2784/2515 ผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างส่วนหนึ่งให้บุตรคนหนึ่ง แต่บุตรผู้รับพินัยกรรมนั้นตายไปก่อนผู้ทำพินัยกรรมข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินตามพินัยกรรมนั้นจึงเป็นอันตกไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1698(1) และต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1699 ประกอบกับ มาตรา 1620 วรรคสอง ทรัพย์สินดังกล่าวต้องตกทอดแก่ผู้สืบสันดานของบุตรผู้รับพินัยกรรมซึ่งตายไปก่อนผู้ทำพินัยกรรมนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639
ถ้าหนึ่งสละมรดก คำตอบเหมือนกัน
ถ้าบุตร ๒คน หนึ่ง +สอง หนึ่งตายก่อน
สองรับครึ่งหนึ่งตามส่วนของตน
ส่วนของหนึ่งเข้าสู่กองมรดก ตาม ๑๖๙๘(๑) + ๑๖๙๙ เมื่อมีทายาทโดยธรรมคนเดียว คือสอง สองจึงรับในฐานะทายาทโดยธรรม ตาม ๑๖๒๑
มาตรา ๑๖๒๑ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้แสดงเจตนากำหนดไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น แม้ทายาทโดยธรรมคนใดจะได้รับทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพินัยกรรม ทายาทคนนั้นก็ยังมีสิทธิที่จะเรียกเอาส่วนโดยธรรมของตนจากทรัพย์มรดกส่วนที่ยังไม่ได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมจนเต็มอีกก็ได้
478/2501 เมื่อพินัยกรรมได้ระบุยกทรัพย์สินให้ น.ส. หนุ่ย ๆ ตายก่อนเจ้ามรดก ต้องเอาส่วนของ น.ส.หนุ่ยมาแบ่งแก่ทายาทที่มิได้มีคำสั่งกำจัดมรดกทุกคน
มาตรา ๑๖๒๒ พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔
แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้
779/2485 พระภิกษุได้รับมรดกที่ดินมาแล้วให้ผู้อื่นอาศัย ย่อมฟ้องขับไล่ผู้อาศัยในระหว่างเป็นภิกษุได้ กรณีไม่เข้า ม.1622, โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินซึ่งอ้างว่าเป็นของโจทก์ได้รับมรดกมา แต่การนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า บิดายกให้ดังนี้ไม่เป็นการนอกประเด็น
พระฟ้องขับไล่ ไม่ใช่ฟ้องเรียกมรดก จึงไม่ต้องสึก
273/2475 หมายความว่าทรัพย์ที่พระได้มาเมื่อระวางบวช ถ้าทรัพย์หรือสิทธิมีก่อนบวชไม่ใช่มฤดกพระที่ตกแก่อารามก่อนบวชได้รับมฤดกที่ดินแต่พึ่งมาโอนใส่ชื่อเมื่อบวชแล้ว ที่ดินนั้นไม่เป็นของพระอาราม ญาติสนิท+ญาติห่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม +มฤดก ศก.121 ม.4 ฟ้องเรียกมฤดกปรากฎว่า มีญาติอื่นควรได้ส่วนแบ่งด้วย+กันส่วนนั้นไว้ให้ ผู้รับมฤดกสาบสูญให้กอบหมายรักษาส่วนนั้นไว้
903/2536 การที่ ช. เช่าซื้อที่พิพาท และชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนก่อนบวชเป็นพระภิกษุแต่ผู้ให้เช่าซื้อโอนที่พิพาทให้ขณะ ช.บวชเป็นพระภิกษุนั้น ต้องถือว่า ช. ได้ที่พิพาทมาแล้วก่อนที่จะบวช เพราะการจดทะเบียนการได้มาภายหลังเป็นเพียงทำให้การได้มาสมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรกเท่านั้น แม้ ช. จะถึงแก่กรรมในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศที่พิพาทก็ไม่ตกเป็นสมบัติของวัด ตามมาตรา 1623
1064/2532 บิดามารดายกที่นาให้แก่พระภิกษุ ข. ภายหลังที่พระภิกษุ ข.บวชเป็นพระภิกษุ การที่พระภิกษุ ข.ขายที่นาแปลงดังกล่าวและนำเงินที่ขายได้ไปฝากธนาคาร เงินที่นำไปฝากธนาคารรวมทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุ ข.ถึงแก่มรณภาพ เงินฝากดังกล่าวย่อมตกเป็นของวัดโจทก์ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุ ข
|