ฎีกา5885/54 (พยานวิอาญา ข้อเท็จจริง-คำให้การของผู้ต้องหาคนหนึ่งในชั้นสอบสวนของอีกคดีหนึ่ง ที่ให้การซัดทอดว่าจำเลยในคดีนี้ร่วมกระทำความผิดด้วย ศาลจะรับฟังได้หรือไม่เพียงใด?-----“แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของพ.จะเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอดระหว่างผู้ร่วมกระทำความผิดอันต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามป.วิอาญา226/3 ทั้งในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่มีเหตุผลหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นสนับสนุนตามป.วิอาญา227/1 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นเรื่องที่พ.ให้การซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยให้จำเลยรับผิดเพียงลำพัง ลักษณะและแหล่งที่มาของคำให้การของพ.ในชั้นสอบสวน จึงน่าเชื่อว่าสามารถพิสูจน์ความจริงได้ กับมีเหตุผลหนักแน่น ทั้งเชื่อได้ว่าเป็นการให้การตามความเป็นจริง”-----
(ข้อสังเกต ป.วิอาญา226/3 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ความหมายว่า“พยานบอกเล่า” คืออะไร ส่วนวรรคสองบัญญัติห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตาม226/3อนุ(1)หรือ(2) ดังนั้น ป.วิอาญา226/3จึงเป็นเรื่องที่ว่าอะไรคือพยานบอกเล่าและพยานบอกเล่ารับฟัง(เป็นพยานหลักฐาน)ได้หรือไม่ –ส่วนป.วิอาญา227/1บัญญัติถึงการชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า/พยานซัดทอด/พยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้าน/หรือพยานที่มีข้อบกพร่องประการอื่นอันอาจกระทบถึงความน่าเชื่อของพยานหลักฐานนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่ 1.จะมีเหตุผลหนักแน่น หรือ2.มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือ3.มีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน(โปรดสังเกตว่า227/1วรรคสองคือส่วนขยายของ”พยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน”ในวรรคหนึ่ง ดังนั้น หากการชั่งน้ำหนักของพยานบอกเล่าตาม227/1 เข้าข้อยกเว้น “มีเหตุผลอันหนักแน่น”หรือ “มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี” การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอดฯตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องปรับใช้227/1วรรคสอง) ดังนั้น มาตรา227/1จึงเป็นเรื่องที่ว่าพยานบอกเล่า(และพยานที่ระบุใน227/1)นั้นรับฟังได้เพียงใดซึ่งเป็นเรื่องการชั่งน้ำหนักมาลงโทษจำเลยได้หรือไม่—และมีข้อพิจารณาการปรับบทกฎหมายตามฎีกาดังนี้ 1. คำให้การในชั้นสอบสวนของพ.ผู้ร่วมกระทำผิดซึ่งถูกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง-เป็นพยานบอกเล่าหรือไม่ จะเห็นได้ว่า คำให้การในชั้นสอบสวนของพ.ผู้ต้องหาที่ร่วมกระทำผิดอีกคนหนึ่ง-เป็นข้อความที่บันทึกไว้ในเอกสารซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล(โจทก์อ้างบันทึกคำให้การของพ.เป็นพยานหลักฐานต่อศาล) หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น(ที่โจทก์อ้างบันทึกคำให้การของพ.ต่อศาลก็เพื่อพิสูจน์ว่าข้อความที่เป็นการบอกเล่าของพ.ในชั้นสอบสวนที่บันทึกไว้ในเอกสารเป็นความจริง) ดังนั้น บันทึกคำให้การของพ.จึงเป็นพยานบอกเล่าตาม226/3 วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่มีข้อยกเว้นตาม226/3วรรคสอง(1)หรือ(2) 2. เหตุผลตามฎีกานี้ บันทึกคำให้การของพ.ซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้นเข้าข้อยกเว้นให้รับฟังได้เพราะ226/3วรรคสอง(1) เพราะตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงที่แวดล้อมน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ทั้งนี้ในฎีกาฉบับย่อยาวใช้ถ้อยคำต่อไปนี้- “แต่ก็มิใช่เรื่องที่พ.จะต้องให้การซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยให้จำเลยรับผิดเพียงลำพัง นอกจากนี้จำเลยกับพ.ยังมีความสัมพันธ์เป็นญาติที่ใกล้ชิดกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่พ.จะต้องให้การปรักปรำจำเลย ดังนี้ ลักษณะ แหล่งที่มาของคำให้การของพ.ในชั้นสอบสวน จึงน่าเชื่อว่าสามารถพิสูจน์ความจริงได้ กับทั้งมีเหตุผลอันหนักแน่นที่จะเชื่อได้ว่าเป็นการให้การไปตามความจริง” ซึ่งจะเห็นได้ว่าศาลฎีกานำมาปรับตามป.วิอาญา226/3และ227/1ไปเลยทีเดียว และด้วยความเคารพต่อศาลฎีกา การวินิจฉัยรวมกันมาเช่นนี้ไม่น่าจะสอดคล้องกับป.วิอาญาที่แก้ไขใหม่ เพราะการวินิจฉัย226/3และ227/1 น่าจะเป็นคนละขั้นตอน เพราะกฎหมายบัญญัติแยกการรับฟังและการชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่าออกจากกันอย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น การวินิจฉัยเช่นนี้น่าจะยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ 3. คำให้การของพ.ผู้ต้องหาอีกคนในชั้นสอบสวนในอีกคดีหนึ่งรับฟังได้เพียงใด ต่อประเด็นนี้ศาลฎีกาให้เหตุผลสั้นๆว่า “กับทั้งมีเหตุผลอันหนักแน่นที่จะเชื่อได้ว่าเป็นการให้การไปตามความจริง” ดังนั้น ถ้าเป็นข้อสอบ การเขียนตอบในประเด็นนี้ ผมคงจะตอบดังนี้ “คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำผิดในอีกคดีหนึ่งเป็นพยานบอกเล่า และเป็นพยานที่ซัดทอดผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามป.วิอาญา227/1 การวินิจฉัยชั่งน้ำหนัก ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย ซี่งคำให้การของพ.ดังกล่าว มิใช่เรื่องที่พ.จะต้องให้การซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยให้จำเลยรับผิดเพียงลำพัง นอกจากนี้จำเลยกับพ.ยังมีความสัมพันธ์เป็นญาติที่ใกล้ชิดกัน จึงไม่มีเหตุผลใดที่พ.จะต้องให้การปรักปรำจำเลย จึงมีเหตุผลอันหนักแน่นน่าที่จะเชื่อได้ว่าเป็นการให้การไปตามความจริง ศาลจึงนำบันทึกคำให้การของพ.ในชั้นสอบสวนมารับฟังลงโทษจำเลยได้ตามป.วิอาญา227/1” (หมายเหตุ “การรับฟังลงโทษจำเลย”ในบริบทการวินิจฉัยเช่นนี้อ.จรัญ ภักดีธนากุลอธิบายในตำราพยานหลักฐานของท่านว่า การรับฟังได้เพียงใดในกรณีนี้เป็นการชั่งน้ำหนักของพยานตาม227/1ว่านำมาลงโทษจำเลยได้หรือไม่ มิใช่”รับฟังได้หรือไม่”ตาม226/3ซึ่งเป็นเรื่องขั้นตอนนำคำให้การของพ.มาเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ (ฎีกาส่งเสริมฯปี54เล่ม4หน้า179)
|