ฎีกา1898/54 (วิอาญา ข้อเท็จจริง-คดีอาญาเรื่องหนึ่ง โจทก์แถลงขอว่าจะขอถือคำให้การของพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำให้การของพยานในชั้นพิจารณา เพราะทนายโจทก์จะถามพยานเช่นเดียวกันกับที่พยานได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยยอมรับ ศาลอนุญาต ต่อมาคู่ความปฏิบัติตามที่ตกลงกันโดยทนายจำเลยถามค้านและทนายโจทก์ถามติงเพิ่มเติม แล้วต่างสืบพยานของตนจนเสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง/โจทก์อุทธรณ์-ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์/โจทก์ฎีกาว่าการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความถือเอาคำให้การของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความในชั้นพิจารณา แล้วให้ทนายจำเลยถามค้าน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้กระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยตามป.วิอาญา172วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้มาก่อน คำถาม-ถ้าท่านเป็นศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อย่างไร?)
“ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คู่ความถือเอาคำให้การของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความในชั้นพิจารณา แล้วให้ทนายจำเลยถามค้านเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยตามป.วิอาญา172วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย(น่าจะปรับตามป.วิอาญา195วรรคสอง แต่ไม่ปรากฏมาตรานี้ในฎีกา) แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ก็ยกขึ้นฎีกาได้—ศาลชั้นต้นบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาและอนุญาตตามที่คู่ความตกลงกันว่า ก่อนเบิกความโจทก์เป็นฝ่ายเสนอโดยแถลงว่าจะขอถือคำให้การพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นคำให้การในชั้นพิจารณา เพราะทนายโจทก์จะถามพยานเช่นเดียวกันกับที่พยานได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ทนายจำเลยยอมรับ โดยทนายจำเลยถามค้านและทนายโจทก์ถามติงเพิ่มเติม แล้วต่างสืบพยานของตนจนเสร็จสิ้น โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามป.วิแพ่งมาตรา27ประกอบป.วิอาญา15 ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย –การที่โจทก์ขอถือเอาคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา เป็นวิธีการของโจทก์ที่เลือกเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ฎีกาของโจทก์ที่ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามป.วิแพ่ง249วรรคหนึ่งประกอบป.วิอาญามาตรา15 พิพากษายกฎีกาโจทก์”
(ข้อสังเกต 1. ปัญหาว่าการพิจารณาและสืบพยานขัดต่อป.วิอาญา172เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบฯตาม195วรรคสอง(+215+225) แม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ฎีกาได้ 2. การพิจารณาคดีและการสืบพยานต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยตามป.วิอาญา172วรรคหนึ่ง มิฉะนั้นจะเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ นำมาลงโทษจำเลยไม่ได้( เช่น โจทก์ขอให้ศาลวินิจฉัยตามพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องซึ่งมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยมาลงโทษจำเลยไม่ได้-ฎีกา1573/21) เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น เช่น ป.วิอาญา172 ทวิฯลฯ --ข้อเท็จจริงตามฎีกานี้ 2.1คู่ความตกลงกันและทนายจำเลยได้ถามค้าน แล้วต่างสืบพยานอื่นของตนจนเสร็จสิ้นน่าจะถือว่าให้สิทธิจำเลยต่อสู้คดีแล้วเต็มที่แล้ว 2.2โจทก์ไม่เคยโต้แย้งคัดค้านถึงการผิดระเบียบก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา-แต่ไม่ช้ากว่า8วันนับแต่พฤติการณ์อันเป็นมูลนั้นตามป.วิแพ่ง27+ป.วิอาญา15 2.3 (หมายเหตุ คดีนี้มีการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นในปี2545) แต่ในปัจจุบันปัจจุบันป.วิอาญา226/5วางหลักว่าในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือสมควร ศาลอาจรับฟังคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง “ประกอบพยานหลักฐานอื่น”ในคดีได้( 2.3.1 การที่คู่ความตกลงกันให้นำคำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำให้การในชั้นพิจารณาดังกล่าว-น่าจะถือว่ามี “เหตุอันสมควร”และ2.3.2 การที่โจทก์นำสืบพยานหลักฐานอื่นไปแล้วจนเสร็จสิ้น ศาลย่อมนำคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง “ประกอบพยานหลักฐานอื่น”ในคดีได้ 3. (ประเด็นสำคัญ)การที่โจทก์ถือเอาคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา “เป็นวิธีการของโจทก์ที่เลือกเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย”(สังเกตว่า ฎีกาก่อนๆที่นำเอาคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาลงโทษจำเลยไม่ได้นั้นเพราะไม่มีการนำสืบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เลยซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าขัดต่อ172—แต่ฎีกานี้โจทก์และจำเลยได้นำสืบพยานหลักฐานอื่นๆกันจนเสร็จสิ้น ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงแตกต่างกัน) 4.(ประเด็นสำคัญ)(ด้วยเหตุผลตาม2.1,2.2และ3.ที่กล่าวมา) ฎีกาโจทก์ที่ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้กระทำต่อหน้าจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามป.วิแพ่ง249วรรคหนึ่งประกอบป.วิอาญามาตรา15--(หมายเหตุ ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้นจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย นำมาใช้บังคับกับคดีอาญาโดยอนุโลมตามป.วิอาญา15ได้หรือไม่ ก่อนนี้(ถึงปี2553)มีแนวคิดเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายแรก-เห็นว่าควรนำไปอนุโลมใช้เช่นเดียวกับ “ข้อเท็จจริง”ที่จะยกขึ้นอ้างในการยืนฎีกาต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ด้วย(ข้อกฎหมาย-ป.วิอาญา195(+215+225)บัญญัติไว้แล้ว ไม่ต้องนำมาอนุโลมใช้) ฝ่ายที่สอง-เห็นว่าคดีอาญาเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของจำเลยและเป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาถึงความบริสุทธิ์ของจำเลย จึงไม่น่าจะนำมาใช้ในคดีอาญา(วิแพ่ง ภาค2 สมชัย ฑีฆาอุตมากร 2253 หน้า634) ดังนั้น ฎีกานี้เท่ากับวางวินิจฉัยตามความเห็นฝ่ายแรกแล้ว( ฎีกาเนติฯปี54ตอน6หน้า1016)
|