หัวข้อ : ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกา5213/54
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



ฎีกา5213/54 (วิแพ่ง ข้อเท็จจริง-โจทก์ฟ้องให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน211,821บาทกับค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน45,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปี/จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง /ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน150,000 บาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน45,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปีของต้นเงิน45,000บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีกเดือนละ3,000บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ2,000บาท /ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน—คำถาม-จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่?)


“ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 150,000บาท และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน 45,000บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวน 195,000 บาท(150,000+45,000บาท)—ส่วนดอกเบี้ยร้อยละ7.5ต่อปีของต้นเงิน45,000บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จและค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน6 เดือน ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้นเป็นค่าเสียหายในอนาคต ไม่นำมาคำนวณรวมเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกา เช่นนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน200,000บาท ต้องห้ามมิให้ค่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง”


(ข้อสังเกต 1.ดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายหลังวันยื่นคำฟ้องหรือนับแต่วันฟ้องจนถึงวันยื่นอุทธรณ์หรือจนกว่าจะชำระเสร็จ เป็นหนี้ในอนาคต ไม่นำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา2897/50,ฎีกา5692/46 ฯลฯ รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความจะต้องรับผิดชำระแทนอีกฝ่ายตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ก็ไม่นำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ฎีกาตามป.วิแพ่ง190(1) 2.ตามฎีกานี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน(ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น) จำเลยฎีกา ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงเท่ากับทุนทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น 3.ข้อสอบผู้ช่วยฯในระยะหลังมักนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาถามในลักษณะนี้เพื่อให้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องทุนทรัพย์และประเด็นที่เกี่ยวพัน จึงนำมาคำฟ้องของโจทก์มาลงด้วยเพื่อให้เห็นวิธีการคิดทุนทรัพย์ซึ่งฎีกานี้เป็นตัวอย่างที่ดีอีกฎีกาหนึ่ง เพราะจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับรองให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าทุนทรัพย์เกิน2แสนบาท-ยกคำร้องแล้วมีคำสั่งรับฎีกา จึงเป็นการสั่งรับฎีกาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องให้มีการดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายเสียก่อน พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้รับรองฎีกาของจำเลยกับให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกา และให้ดำเนินการสั่งคำร้องของจำเลยใหม่ว่าจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ เสร็จแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งฎีกาของจำเลยต่อไป(ฎีกาส่งเสริมฯปี54เล่ม4 หน้า167)




ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกา5213/54 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 3247 ครั้ง
ลงวันที่ 18/05/2013 22:49:53


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน