ฎีกา2460/54 (ล้มละลาย ข้อเท็จจริง-คดีล้มละลายเรื่องหนึ่ง 1.เจ้าหนี้มีประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว แต่มิได้นำต้นฉบับหลักฐานแห่งหนี้มายื่นแสดงตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจทำความเห็นต่อไปได้หรือไม่? และ2.การพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา107ซึ่งมีผู้โต้แย้ง ศาลจะพิจารณาเฉพาะรายงานความเห็นและสำนวนการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แล้วมีคำสั่งโดยไม่เรียกเจ้าหนี้มาสอบถามก่อนได้หรือไม่?)
“การสอบสวนคำขอรับชำระหนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่กระทำโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพ.ร.บ.ล้มฯ พ.ศ.2483 มาตรา105และมาตรา6 แต่ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการส่งคำคู่ความหรือเอกสารไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำป.วิแพ่งมาตรา67และ79มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มฯ พ.ศ.2542มาตรา14 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจออกหมายเรียกหรือหมายอื่นๆแก่เจ้าหนี้ และสามารถใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการส่งหมายได้ตามที่เห็นสมควรโดยอนุโลมเช่นเดียวกัน การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งให้พนักงานเดินหมายส่งหมายไปยังสถานที่อันเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ให้เจ้าหนี้นำพยานหลักฐานมาให้การสอบสวนและสั่งให้ปิดหมาย จึงชอบด้วยกฎหมาย---การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายของเจ้าหนี้ทั้งหลาย ไม่ว่าเจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ หาผูกพันให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลต้องถือตามไม่ เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานไปแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ามูลหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ยังคงมีอยู่จริงก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และไม่ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพ.ร.บ.ล้มฯมาตรา94 เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้นำส่งต้นฉบับเอกสารและบันทึกถอ้ยคำยืนยันข้อเท็จจริงพร้อมตารางคำนวณยอดหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในวันตรวจคำขอรับชำระหนี้ ผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ลงชื่อทราบคำสั่งแล้วในวันเดียวกัน แต่ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้มิได้นำส่งต้นฉบับเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษืทรัพย์ได้มีหมายนัดส่งให้ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้โดยชอบแล้วอีกสองครั้งเพื่อให้นำพยานหลักฐานไปให้การสอบสวนและนำส่งต้นฉบับเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษทรัพย์ แต่ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ไม่เคยไปให้การสอบสวนหรือนำส่งต้นฉบับเอกสารหลักฐานต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ จึงต้องถือว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจอ้างพยาหนลักฐานใดประกอบคำขอรับชำระหนี้อีก เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงชอบที่จะทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน หามีหน้าที่ต้องไปตรวจสอบความมีอยู่ของต้นฉบับเอกสารหรือความถูกต้องของสำเนาเอกสารที่เจ้าหนี้แต่ละรายยื่นประกอบการขอรับชำระหนี้ไม่---การพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ที่มีผู้โต้แย้งของศาลตามพ.ร.บ.ล้มฯ พ.ศ.2483 มาตรา107 เป็นดุลพินิจของศาลที่อาจจะพิจารณาจากสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยไม่จำเป็นจะต้องออกนั่งพิจารณาพยานหลักฐานอะไรอีกก็ได้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่พิจารณารายงานความเห็นและสำนวนการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยมิได้เรียกเจ้าหนี้มาสอบถามก่อน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว”
(ข้อสังเกต 1. ขั้นตอนการสอบสวนการขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพ.ร.บ.ล้มฯมาตรา105 และ”สามารถดุลพินิจกำหนดวิธีการส่งหมายได้ตามที่เห็นสมควร” โดยนำป.วิแพ่ง67และ79มาใช้บังคับโดยอนุโลม(พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มฯมาตรา14)--สังเกตว่าดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในเรื่องการส่งหมายคล้ายกับอำนาจของศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง 2.การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แม้เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ก็ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษืทรัพย์เด็ดขาดตามมาตรา91 3.เจ้าหนี้มีประกัน(มาตรา6)มิได้ใช้สิทธิตามมาตรา95 แต่ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ตาม96 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจตรวจคำขอรับชำระหนี้ และมีอำนาจสอบสวนและทำความเห็นเกี่ยวกับหนี้สินที่ขอรับชำระหนี้ต่อศาลได้-ฎีกา4651/4 เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งหมายนัดแก่เจ้าหนี้โดยชอบแล้ว แต่เจ้าหนี้ไม่เคยไปให้การสอบสวนหรือนำส่งต้นฉบับเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามคำสั่ง(ตามฎีกานี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งให้เจ้าหนี้(ผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้)แสดงต้นฉบับหลักฐานแห่งหนี้ภายในเวลาที่กำหนด) ทั้งไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ทราบ 3.1ถือว่าเจ้าหนี้ไม่ติดใจอ้างพยานหลักฐานใดประกอบคำขอรับชำระหนี้อีก และ3.2เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบที่จะทำความเห็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน 3.3(ประเด็นเพิ่มเติม)คำสั่งใดๆของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการสอบสวนทำความเห็นเสนอสำนวนในเรื่องหนี้สินต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา106,107 ยังไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ทั้งไม่ถือว่าเป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำให้เกิดความเสียหาย เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ไม่มีสิทธิคัดค้านภายในสิบสี่วันที่ทราบคำสั่งตามมาตรา146ต่อศาล-ฎีกา4434/39(หมายเหตุ (เปรียบเทียบ)ในคดีฟื้นฟูกิจการมาตรา90/32ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่ง(มิใช่ความเห็น)เกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้เอง เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งประการใดๆแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียย่อมยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งตาม90/32วรรคสาม) 4.การนั่งพิจารณาของศาลในคำขอรับชำระหนี้ที่มีผู้โต้แย้งเป็นไปตามมาตรา107 ซึ่งศาลอาจพิจารณาจากสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(ตาม105)หรือออกนั่งพิจารณาอีกก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาล-ฎีกา494/18 ดังนั้น การที่ศาลพิจารณารายงานความเห็นและสำนวนการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยมิได้เรียกเจ้าหนี้มาสอบถามก่อน จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว 5.(ประเด็นเพิ่มเติม)ตามฎีกานี้ศาลมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลฎีกาได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่มีคำสั่งตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มฯมาตรา24(3) เพราะถือว่าเป็นคำสั่งไม่อนุญาตให้ชำระหนี้ แต่ทั้งนี้หากเจ้าหนี้จะอุทธรณ์ต้องพิจารณาทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาตามป.วิแพ่งซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม(หมายเหตุ***ข้อสังเกตทั้งหมดอ้างอิงจากคำอธิบายกฎหมายล้มละลาย สมชัย ฑีฆาอุตมากร 2555)(ฎีกาเนติฯปี54ตอน6 หน้า1081).
|