|
|
| หัวข้อ : สรุปกฎหมายปกครอง ครั้งที่ 14 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 |
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ |
|
|
|
|
|
คดีในศาลปกครองคู่กรณีอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานที่จะถูกฟ้องต่อศาลปกครองได้ต้องเป็นหน่วยงานที่อยู่ในฝ่ายบริหารใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ใช่หน่วยงานที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติหรือใช้อำนาจตุลาการ
หน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ แยกหน่วยงานทางปกครองออกเป็น 4 ประเภท
1.ส่วนราชการ
2.รัฐวิสาหกิจ เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.หรือพระราชกฤษฎีกา
3.หน่วยงานอื่นของรัฐ เช่น องค์การมหาชนต่างๆ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ฯลฯ
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 60/2544 การที่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้เช่าตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดโดยตรง แต่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนทั้งหมดให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีแล้วให้ผู้เช่าไปเรียกร้องเอาจากผู้ถูกฟ้องคดี โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้ติดต่อประสานงานและอำนวยการช่วยเหลือตลอดมาเป็นลำดับ และผู้ถูกฟ้องคดีได้ตกลงที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้เช่า ถือได้ว่าเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะช่วยเหลือนั้นเป็นเงินค่าทดแทนที่ผู้เช่ามีสิทธิที่จะได้รับเนื่องจากต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 18 (3) แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิจารณาและดำเนินการจ่ายค่าทดแทนให้แก่ผู้เช่าอันเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองในคดีนี้ คดีนี้เป็นคดีที่โอนมาจากเรื่องร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา และเหตุแห่งความเดือดร้อนเสียหายเกิดจากการที่ผู้ฟ้องคดีต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่เช่าเนื่องจากถูกเวนคืน โดยไม่ได้รับเงินค่าทดแทน ซึ่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และอาจต้องรับผิดจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองจึงมีอำนาจกำหนดให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยเป็นผู้ถูกฟ้องคดีนี้ได้ตามข้อ 7 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบฯว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพาทคดีปกครองที่โอนมาจากเรื่องร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2544
4.หน่วยงานเอกชนที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครอง เช่น สภาทนายความ
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 168/2546
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 406/2548
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 880/2549
องค์กรตามรัฐธรรมนูญรวมถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญด้วย หน่วยงานที่เป็นธุรการขององค์กรอิสระนี้อาจถูกฟ้องต่อศาลปกครองได้ เช่น สำนักงานการเลือกตั้ง สำนักงานปปช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ข้อสังเกต การฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยหลักแล้วต้องฟ้องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และอาจเป็นกรณีที่เอกชนอาจถูกฟ้องต่อศาลปกครองได้ เช่น คดีพิพาทที่เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หน่วยงานของรัฐฟ้องเอกชน เทศบาลจ้างผู้รับเหมาให้มาก่อสร้าง ผู้รับเหมาผิดสัญญาเทศบาลจึงฟ้องผู้รับเหมา หากสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองก็ฟ้องผู้รับเหมาต่อศาลปกครอง เป็นคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) หรืออาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ คือเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกกครอง
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.26/2546 มติคณะรัฐมนตรีที่มีลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติซึ่งบุคคลในองค์กรฝ่ายบริหารต้องปฏิบัติตามโดยมีสภาพบังคับ มีสถานะเป็นกฎตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้สิทธิพิเศษแก่ ทศท. ในการให้บริการเลขหมายโทรศัพท์แก่หน่วยงานของรัฐ อันเป็นการวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีกรณีพิเศษตามข้อ 26 (2) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุฯ อันมีสภาพบังคับเป็นการทั่วไปกับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องปฏิบัติตาม จึงมีสถานะเป็นกฎตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งการฟ้องขอให้เพิกถอนกฎนั้นต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยต้องถือวันที่รู้หรือควรรู้โดยตรงว่ากฎนั้นมีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่หรือผลประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีเป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ทั้งนี้ แม้การฟ้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวจะไม่ถือว่าเป็นการฟ้องคดีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่ ผลการพิจารณาพิพากษาจะเป็นบรรทัดฐานและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ถูกฟ้องคดีในการใช้อำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะโดยให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการ จึงถือได้ว่า การฟ้องคดีจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมซึ่งศาลปกครองรับไว้พิจารณาได้ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของ ศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา 11 (2) แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว
การให้สิทธิพิเศษแก่ ทศท. ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีข้างต้น อันมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่สัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนกับ ทศท. ไม่อาจให้บริการแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถือว่าเป็นการออกกฎอันเป็นการลดสิทธิหรือจำกัดสิทธิตามสัญญาฯ ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการให้ความคุ้มครองสิทธิแก่ผู้เข้าทำสัญญาจัดทำบริการสาธารณะหรือสัญญาสัมปทานกับรัฐตามนัยมาตรา 335 (2) ของรัฐธรรมนูญฯ และมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อสิทธิตามสัญญาฯ ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งขัดกับหลักความเสมอภาคตามที่มาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญฯ บัญญัติรับรองไว้ กรณีจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีมาจำกัดสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่ตามสัญญา ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาตามหลักสัญญาทางปกครองที่รัฐมีเอกสิทธิ์เหนือเอกชนคู่สัญญา นอกจากนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีไม่อาจกล่าวอ้างภาระทางสังคมของ ทศท. มาเป็นเหตุออกกฎจำกัดสิทธิของผู้ฟ้องคดี ไม่อาจกล่าวอ้างว่าการให้สิทธิพิเศษฯ จะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐมีความคล่องตัวขึ้น เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้ ไม่อาจกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้มติที่ให้สิทธิพิเศษฯ ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเข้าทำสัญญา เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียกับสิทธิตามมติดังกล่าวมาก่อน และไม่อาจกล่าวอ้างว่าการให้สิทธิพิเศษฯ เป็นเพราะ ทศท. ไม่มีหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแรงจูงใจในการขอใช้บริการดังเช่นกรณีของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากหากผู้ฟ้องคดีปฏิบัติไม่ถูกต้องตามสัญญาฯ ทศท. ย่อมสามารถใช้ช่องทางตามข้อตกลงในสัญญาฯ เพื่อแก้ไขให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีในการให้สิทธิพิเศษแก่ ทศท. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ
คดีใดที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองนิยามตามมาตรา 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
- คดีที่ฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ฟ้องว่าเจ้าหน้าที่มีหน้าที่แล้วไม่กระทำตามหน้าที่หรือละเลยต่อหน้าที่
- ฟ้องเรื่องละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นที่ไม่ใช่ละเมิด เช่น การฟ้องเรียกค่าทดแทนว่าด้วยการเวนคืนฯ
- ฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
คำสั่งทางปกครองมาตรา 5 พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1.คำสั่งทางปกครองระหว่างเจ้าหน้าที่กับหน่วยงานของรัฐ เช่น คำสั่งที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล คำสั่งทางปกครองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับหน่วยงานเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมาย ไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงาน การใช้อำนาจต่างๆจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย เช่น กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ที่ออกตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ กฎกระทรวงนี้เป็นข้อยกเว้นของมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ถ้าเป็นคำสั่งทางปกครองที่อาจกระทบสิทธิแล้วเจ้าหน้าที่ต้องให้โอกาสคู่กรณีชี้แจ้งเสียก่อน ยกเว้นเข้าข้อยกเว้นตามกฎกระทรวง เช่น คำสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการ คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน คำสั่งพักงานหรือพักราชการ คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน คำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง คำสั่งไล่ออกปลดออก เป็นคำสั่งทางปกครอง
ถ้าคำสั่งทางปกครองนั้นทำให้ข้าราชการนั้นเดือดร้อนเสียหาย ข้าราชการก็สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ ถ้าข้าราชการผู้นั้นได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการฟ้องคดีครบถ้วนแล้ว เงื่อนไขการฟ้องคดีตามมาตรา 42 พรบ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีจะมีสิทธิฟ้องคดีได้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
การฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลกฎหมายกำหนดขั้นตอนการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายให้มีสิทธิร้องทุกข์ได้ เว้นแต่กฎหมายกำหนดให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ คือ คำสั่งลงโทษทางวินัย คำสั่งให้ออกจากราชการ หากไม่พอใจไม่ต้องร้องทุกข์ใช้สิทธิอุทธรณ์นั้นได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนการแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายตามที่กฎหมายกำหนดไว้ จะมีสิทธิฟ้องคดีได้จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวเสียก่อนตามมาตรา 42 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
2.คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการต่างๆ คำสั่งอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ มาตรา 44 วรรคหนึ่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองให้สิทธิอุทธรณ์ไว้ เมื่อมีสิทธิอุทธรณ์หากนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองโดยยังไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ศาลก็จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดี
คำสั่งทางปกครองโดยหลักต้องมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งก่อนฟ้องคดี การฟ้องเพิกถอดกฎสามารถฟ้องได้เลยโดยไม่ต้องมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งก่อน เช่น
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.9/2546 การที่สภามหาวิทยาลัยอาศัยอำนาจตามกฎหมายในการออกข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการศึกษาระดับบัณฑิตวิทยาลัยฯ เป็นกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และใช้บังคับกับนักศึกษาทุกคนในสถาบันการศึกษาของผู้ถูกฟ้องคดีโดยเสมอภาคกัน ข้อบังคับดังกล่าวเป็นนโยบายในการวางแผนทางการศึกษา เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่สมควร ได้รับปริญญาบัตรและวุฒิบัตรของมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยได้วางมาตรฐานระดับความรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักศึกษาพัฒนายกระดับให้สูงขึ้น เป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 และผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อกำหนดต่างๆ ก่อนสมัครเข้าศึกษาแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีและนักศึกษาอื่นที่สมัครใจเข้าศึกษาในสถาบันบัณฑิตศึกษาของผู้ถูกฟ้องคดีก็ชอบที่จะต้องศึกษาค้นคว้ายกระดับความรู้ให้สูงขึ้น จนสามารถสอบผ่านได้ทุกวิชา ตลอดทั้งการทำและการสอบวิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ให้ได้ตามหลักสูตร ส่วนการที่มีนักศึกษาบางรายต้องจ้างบุคคลภายนอกแปลวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษนั้น นอกจากจะไม่ใช่วัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่านักศึกษาผู้นั้นมีความรู้ภาษาอังกฤษไม่ถึงระดับมาตรฐาน ซึ่งเป็นภาระเฉพาะตัวของนักศึกษาเอง ในขณะที่มีนักศึกษาอีกมากกว่าร้อยละ 85 ที่สามารถเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษได้ ฉะนั้นข้อกำหนดของข้อบังคับดังกล่าวจึงไม่มีเนื้อหาในลักษณะสร้างภาระให้เกิดแก่นักศึกษาเกินสมควร
ส่วนการที่ข้อบังคับดังกล่าว มีข้อกำหนดให้อำนาจคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยในการใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุโลมให้ใช้ภาษาไทยในการเขียนวิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ได้เป็นรายๆ ไป มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่าการให้อำนาจใช้ดุลพินิจและการใช้ดุลพินิจเป็นคนละส่วนกัน การที่นักศึกษาผู้ใดจะได้รับการอนุโลมให้เขียนวิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์เป็นภาษาไทยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของคณบดีฯ หากการใช้ดุลพินิจของคณบดีฯ ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างนักศึกษา ก็เป็นเรื่องของคำสั่งที่เกิดจากการใช้ดุลพินิจของคณบดีมิใช่เป็นเพราะข้อบังคับที่ให้อำนาจใช้ดุลพินิจซึ่งเป็นเรื่องของกฎแต่อย่างใด ฉะนั้น ข้อกำหนดที่ให้อำนาจใช้ดุลพินิจอนุโลมให้ใช้ภาษาไทยในการเขียนวิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ได้ จึงไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด
ดังนั้น ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลในส่วนที่กำหนดให้นักศึกษาต้องทำวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ จึงไม่เป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 586/2545
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.142/2547
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.41/2552
|
สรุปกฎหมายปกครอง ครั้งที่ 14 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
จำนวนผู้ชม : 3642 ครั้ง
ลงวันที่ 23/05/2013 10:49:58

|
ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|