การสิ้นผลโดยการลบล้างคำสั่งทางปกครอง มี 2 กรณี
1.สิ้นผลโดยศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2.สิ้นผลโดยการลบล้างขององค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง มี 2 ลักษณะ
กระบวนพิจารณาอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งทางปกครอง เมื่อมีการออกคำสั่งทางปกครองแล้วผู้ซึ่งได้รับคำสั่งทางปกครองไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งคำสั่ง ในชั้นนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมีอำนาจในการลบล้างคำสั่งทางปกครองนั้นได้หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองไปในทางใดก็ได้ตามมาตรา 46 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
การลบล้างคำสั่งทางปกครองนอกกระบวนการพิจารณาชั้นอุทธรณ์จะเกิดขึ้นได้นับแต่มีการออกคำสั่งทางปกครองเป็นต้นไป เช่น เมื่อศาลมีคำพิพากษาไปแล้วศาลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานั้นได้ เว้นแต่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อยศาลสามารถแก้ได้ตามวิ.แพ่ง แต่ศาลจะไปเปลี่ยนคำพิพากษาหรือเพิกถอนคำพิพากษา กลับหรือแก้ไม่ได้ ผู้ที่เป็นคู่ความหากต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในผลของคำพิพากษาต้องอุทธรณ์คำพิพากษาเท่านั้นภายในระยะเวลาอุทธรณ์
แต่กรณีของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเมื่อมีการออกคำสั่งไปแล้ว คำสั่งไปถึงผู้รับคำสั่งเกิดผลในทางกฎหมายขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งทางปกครองนั้นได้ ถ้าอยู่ในระยะเวลาอุทธรณ์ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งก็จะอุทธรณ์การร้องขออาจเกิดขึ้นได้ในลักษณะคำสั่งนั้นได้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์โต้แย้งแล้ว เช่น เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร คำสั่งได้ถึงผู้รับคำสั่งและเจ้าหน้าที่ได้ระบุในคำสั่งนั้นว่า ถ้าผู้รับคำสั่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ให้โต้แย้งอุทธรณ์ภายใน 30 วัน เมื่อไม่มีการโต้แย้งภายใน 30 วัน คำสั่งถึงที่สุดและคำสั่งนั้นย่อมเกิดผลบังคับผูกพัน คำสั่งนั้นอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่เมื่อคำสั่งไปถึงตัวผู้รับคำสั่งแล้วเจ้าหน้าที่ให้อุทธรณ์ภายใน 30 วัน แต่ผู้รับคำสั่งเพิกเฉยจนสิ้นสุดระยะเวลาการอุทธรณ์ เมื่อเจ้าหน้าที่เตือนให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งผู้รับคำสั่งโต้แย้งภายหลังระยะเวลาอุทธรณ์เจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์นั้นได้ เพราะผู้รับคำสั่งยื่นเลยกำหนดระยะเวลา และก่อนที่จะยื่นต่อศาลปกครองได้นั้นต้องมีการกระทำตามเงื่อนไขของการฟ้องคดีเสียก่อน คือต้องมีการอุทธรณ์ต่อฝ่ายปกครองภายในระยะเวลาเสียก่อน เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ให้ครบขั้นตอนก่อนการฟ้องคดีศาลก็จะไม่รับไว้พิจารณา ผลในคำสั่งทางปกครองย่อมผูกพันเป็นที่สุด
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 347/2550 การลบล้างคำสั่งทางปกครองนอกกระบวนการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ มาตรา 49 – 53 การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ให้ประโยชน์หรือเป็นการสร้างภาระ หลักทั่วไปอยู่ในมาตรา 49 เจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ตามหลักเกณฑ์มาตรา 51 ,52,53 ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการโต้แย้งตามกฎหมายแล้วหรือไม่ แม้คำสั่งนั้นยังไม่พ้นเวลาอุทธรณ์เจ้าหน้าที่ก็ใช้อำนาจตามมาตรา 49 ได้หรือคำสั่งนั้นพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ซึ่งมีผลบังคับแล้วเจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจตามมาตรา 49 ถึงมาตรา 53 นี้ต่อไป
การลบล้างคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่ที่ได้รู้เหตุในการลบล้าง เว้นแต่คำสั่งทางปกครองได้ทำขึ้นเพราะเป็นการแสดงเจตนาข้อความอันเป็นเท็จ เช่น มีคำสั่งให้บุคคลหนึ่งได้ประโยชน์ได้เงิน 20,000 บาท ถ้าเจ้าหน้าที่รู้ว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อใดต้องลบล้างภายใน 90 วัน ซึ่งเจ้าหน้าอาจจะพึ่งทราบหลังออกคำสั่งไปแล้ว 3 ปีเมื่อเจ้าหน้าที่ทราบและต้องการลบล้างคำสั่งนั้นต้องทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุ
แต่กรณีที่คำสั่งนั้นทำขึ้นเพื่อแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง ถือว่าผู้รับคำสั่งไม่สุจริตเจ้าหน้าที่จะเพิกถอนคำสั่งในระยะเวลาใดก็ได้
การเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ให้ประโยชน์ การเพิกถอนนั้นต้องเป็นไปตามมาตรา 51และมาตรา 52 ตัวอย่างเช่น บุคคลผู้หนึ่งได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ เมื่อผ่านพ้นไป 10 ปีตรวจพบว่าบุคคลผู้นี่ใช้วุฒิการศึกษาปลอมสมัครเข้ารับราชการ คำสั่งแต่งตั้งบรรจุเป็นข้าราชการเป็นคำสั่งที่ให้ประโยชน์ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างอื่น เจ้าหน้าที่สามารถเพิกถอนคำสั่งนั้นโดยมีผลย้อนหลังและเรียกประโยชน์นั้นกลับคืนพร้อมดอกเบี้ยด้วยเพราะถือว่าผู้นั้นไม่สุจริตปกปิดข้อเท็จจริง
ผู้ที่ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้ประโยชน์แก่ตนเองต้องรับผิดชอบในข้อมูลที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ ถ้าให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วนในสาระสำคัญ แม้ผู้นั้นจะไม่รู้ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการเพิกถอนคำสั่งนั้น ผู้ที่รับคำสั่งรู้อยู่แล้วว่าคำสั่งที่ให้ประโยชน์แก่ตนเองไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่กลับเพิกเฉยแล้วรับเอาประโยชน์จากความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองนั้น หรือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเช่นนี้กฎหมายก็ไม่คุ้มครองเจ้าหน้าที่มีอำนาจเพิกถอนได้และสามารถเพิกถอนย้อนกลับไปในอดีตเรียกถอนเอาประโยชน์กลับคืนมาทั้งหมด
กรณีผู้รับคำสั่งสุจริตคือไม่เข้าเหตุมาตรา 51วรรคสาม แต่คำสั่งที่ได้ประโยชน์นั้นเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความเชื่อโดยสุจริตจะได้รับความคุ้มครองต่อเมื่อผู้ได้รับคำสั่งทางปกครองได้ใช้ประโยชน์อันเกิดจากคำสั่งทางปกครองหรือได้ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินไปแล้วโดยไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หรือการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความเสียหาย เช่นมีคำสั่งทางปกครองให้เงินผู้รับคำสั่ง 30,000 บาท ผู้รับคำสั่งรับโดยสุจริตแต่คำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีการจ่ายเงินจริงและคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผู้รับคำสั่งยังไม่ได้ใช้เงินนั้นไปแม้ผู้รับคำสั่งจะมีความเชื่อโดยสุจริตแต่มาตรา 51 วรรคสองไม่คุ้มครอง เจ้าหน้าที่สามารถเพิกถอนคำสั่งแล้วเรียกเอาเงินคืนได้ การกระทำดังกล่าวไม่ทำให้ผู้รับคำสั่งเสียหายเพราะผู้รับคำสั่งยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากคำสั่งทางปกครองนั้น
ถ้าผู้รับคำสั่งได้ใช้เงินไปแล้วได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 51 วรรคสอง ถ้าเป็นคำสั่งทางปกครองเป็นการให้เงินผู้รับคำสั่งนั้นสุจริตและใช้เงินนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเชื่อโดยสุจริตของผู้รับประโยชน์ในความคงอยู่กับประโยชน์สาธารณะประกอบกัน กรณีที่มีการเรียกคืนให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
กรณีเพิกถอนภายใน 90 วันตามมาตรา 49 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.143/2551 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยเกิดจากผู้ฟ้องคดีปกปิดข้อความจริงเกี่ยวกับผู้ฟ้องคดีไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีคือหน่วยงานของรัฐจึงเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในเวลาใดๆก็ได้ แม้จะล่วงเลย 90 วันนับแต่วันที่ได้ล่วงรู้ถึงเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแล้วก็ตาม
มาตรา 52 เช่น มีบุคคลไปยื่นขอใบอนุญาตจำหน่ายสุรากับอธิบดีกรมสรรพสามิต เมื่อพิจารณาแล้วออกใบอนุญาตให้ต่อมาอธิบดีฯย้ายไปตำรงตำแหน่งอื่นอธิบดีคนใหม่มาแทนตรวจสอบพบว่าใบอนุญาตจำหน่ายสุราที่อธิบดีคนเก่าออกไปนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเกิดจากการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ใบอนุญาตโดยการจ่ายเงินใต้โต๊ะ อธิบดีกรมสรรพสามิตคนใหม่มีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตได้และไม่ต้องจ่ายเงินค่าเสียหายให้แก่ผู้ขอใบอนุญาตเพราะผู้นั้นไม่สุจริตกฎหมายไม่คุ้มครอง แต่ถ้าอธิบดีคนใหม่มีการตรวจสอบพบว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ไม่มีข้อเท็จจริงยืนยันถึงความไม่สุจริตของผู้รับคำสั่ง อธิบดีฯก็สามารถเพิกถอนใบอนุญาตได้แต่ต้องคำนวณว่าผู้รับคำสั่งเสียหายเท่าไรรัฐจะต้องจ่ายให้ผู้รับคำสั่ง
การยกเลิกคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการสร้างภาระ มาตรา 53 วรรคหนึ่ง การยกเลิกคำสั่งทางปกครองย่อมทำได้ เว้นแต่
1.ยกเลิกคำสั่งนั้นแล้วออกคำสั่งทางปกครองนั้นในลักษณะเดิม
2.การยกเลิกไม่อาจกระทำได้เพราะเหตุอื่น เช่น มีกฎหมายกำหนดเงื่อนไขในการยกเลิกไว้โดยเฉพาะ มาตรา 53 วรรคสอง
ข้อสังเกต กำหนดเหตุที่ยอมหรืออนุญาตให้มีการยกเลิกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ประโยชน์ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่อาจจะทำได้เพราะคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมาย
เรียบเรียงโดยทีมงาน LawDD
|