พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ แบ่งออกเป็น 2 กรณี
- กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก มาตรา 5,6,8
- กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 10 ประกอบมาตรา 8
กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก บุคคลภายนอกผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องดำเนินคดีและสามารถยื่นคำขอต่อหน่วยงานให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 11 เมื่อหน่วยงานได้รับคำขอแล้วมีหน้าที่ 2 ประการคือ
1. ออกแบบคำขอ
2. พิจารณาคำขอโดยไม่ชักช้าให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ถ้ายังไม่เสร็จขอขยายระยะเวลา
หากหน่วยงานไม่ได้ปฏิบัติตามกติกาผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานว่าละเลยหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการฟ้องคดีศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง หากผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานแล้วถูกปฏิเสธหรือพิจารณาให้แต่ผู้เสียหายไม่พึงพอใจก็สามารถฟ้องต่อศาลได้ ถ้าศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายหน่วยงานย่อมใช้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้
หน่วยงานใช้สิทธิเรียกร้องแบ่งเป็น 2 กรณี
1. กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก หน่วยงานชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกกระทำละเมิดแล้ว หน่วยงานใช้สิทธิเรียกร้องจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้ภายในอายุความ 1 ปี นับแต่ได้ชดใช้ค่าเสียหายไปตามมาตรา 9
2. กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกร้องจากเจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดได้ภายในอายุความมาตรา 10 วรรคสอง หน่วยงานอาจฟ้องต่อศาลหรือออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รับผิดชดใช้เงินให้แก่หน่วยงานภายในเวลาที่หน่วยงานกำหนด ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 12 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ และคำสั่งนั้นเป็นการใช้อำนาจทางปกครองมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือมีผลกระทบต่อสหภาพสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล
ถ้าหากเป็นคำสั่งตามมาตรา 5 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ การออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 12 จะต้องเข้าเงื่อนไข 2 ประการคือ
1. การออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 12 ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ละเมิดขณะปฏิบัติหน้าที่
2. ต้องเป็นกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งทางปกครองหากคำสั่งนั้นทำให้เจ้าหน้าที่เสียหาย เจ้าหน้าที่มีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ เมื่อเป็นคำสั่งทางปกครองต้องนำ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาใช้ประกอบด้วย
การใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองของเจ้าหน้าที่ มาตรา 42 วรรคสอง หลักเกณฑ์การฟ้องคดีถ้ามีกฎหมายกำหนดวิธีการขั้นตอนหรือแก้ไขความเดือนร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะจะฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ต่อเมื่อได้ดำเนินการตามวิธีการดังกล่าวแล้ว ถ้ากฎหมายบัญญัติวิธีการเยียวยาแก้ไขให้ผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายต้องดำเนินตามวิธีการนั้นเสียก่อน หากนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองโดยไม่ได้ดำเนินการตามวิธีดั่งกล่าวผู้เสียหายไม่มีสิทธิที่จะฟ้อง ศาลจะไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสาระบบความ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 44 วรรคหนึ่ง หลักการอุทธรณ์ คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองได้ ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ เช่น หากมีการกำหนดให้ฝ่ายปกครองมีการอุทธรณ์เป็นการเฉพาะแล้วก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว หากไม่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้ให้นำมาตรา 44 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯมาบังคับใช้ ดังนั้นการใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งคำสั่งทางปกครองต้องดูกฎหมายเฉพาะเสียก่อน จะใช้มาตรา 44 วรรคหนึ่งได้ต้องเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเป็นการเฉพาะ
แม้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ ไม่ได้บัญญัติสิทธิในการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งไว้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งดังกล่าวก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามกฎหมายทั่วไป คือ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หากไม่ใช้อุทธรณ์เมื่อนำคดีไปฟ้องต่อศาลถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 42 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ถ้าไม่มีการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งตามขั้นตอนวิธีการศาลมีอำนาจไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ การบังคับทางปกครอง มาตรา 57 หากไม่ปฏิบัติตามคำเตือนเจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เมื่อหน่วยงานใช้อำนาจในการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รับผิดตามมาตรา 52 คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองและเป็นคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องชำระเงินเมื่อถึงกำหนดไม่มีการชำระ กฎหมายให้อำนาจหน่วยงานที่จะมีหนังสือเตือนให้เจ้าหน้าที่ชำระภายในกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน หากมีหนังสือเตือนไปแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ชำระหน่วยงานก็มีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ คือ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้แก่หน่วยงานโดยไม่ต้องฟ้องศาล ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
เมื่อหน่วยงานออกคำเตือนแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ชำระเงินตามระยะเวลาที่กำหนดหน่วยงานมีสิทธิ 2 ประการ
1. นำคดีไปฟ้องต่อศาลบังคับให้เจ้าหน้าที่ชำระเงิน
2. ใช้มาตรการบังคับทางปกครองคือบังคับเอาจากเจ้าหน้าที่ได้โดยไม่ต้องฟ้องต่อศาล
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 113/2545 เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรมีหน้าที่ในการรับชำระเงินค่าทะเบียนเป็นค่าภาษี เมื่อรับเงินมาแล้วยักยอกเงินไปโดยทุจริต กรมสรรพากรตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรมสรรพากรเห็นว่าผู้ที่จะต้องรับผิดมี 3 คน คือเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตยักยอกเงินไป และผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตอีก 2 คน ซึ่งหน่วยงานเห็นว่าผู้บังคับบัญชาการทั้ง 2 ละเลยต่อหน้าที่เป็นช่องทางทำให้เจ้าหน้าที่ยักยอกทุจริตเงินไปได้ ผู้บังคับบัญชาทั้ง 2 คนประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจึงต้องรับผิดด้วย กรมสรรพากรมีหนังสือทวงถามถึงเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คนให้ชดใช้แต่เพิกเฉยจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คำสั่งที่ออกตามมาตรา 12 เป็นคำสั่งทางปกครองถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ชำระโดยมีหนังสือเตือนแล้วโดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน หน่วยงานก็มีอำนาจใช้มาตรการทางปกครองยึดหรืออายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คนได้ การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ขัดต่อมาตรา 55 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ดังนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ชำระเงินและมีการเตือนแล้วหน่วยงานก็อาจจะใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้โดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 57 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ หน่วยงานจึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เพราะการฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ บัญญัติเงื่อนไขแห่งการฟ้องคดีไว้ว่าผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้เสียหายและต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายจำเป็นต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้กำหนดคำบังคับไปแก้ไขความเดือนร้อนหรือบรรเทาความเสียหายนั้น
เมื่อหน่วยงานมีอำนาจใช้มาตรการทางปกครองโดยไม่ต้องฟ้องศาลแล้วหน่วยงานก็ไม่มีความจำเป็นต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลกำหนดคำบังคับให้ การฟ้องดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสาระบบความ
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 331/2546 เจ้าหน้าที่ผู้บริหารท้องถิ่นถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิดเนื่องจากเทศบาลไปซื้อที่ดินจำนวน 51ไร่เพื่อทำที่กลบฝังขยะ ผู้ขายส่งมอบที่ดินให้เทศบาล เทศบาลก็ชำระเงินให้แก่ผู้ขาย ผู้บริหารคนเก่าออกจากตำแหน่งผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารชุดเก่าพบว่าที่ดินที่ส่งมอบ 51 ไร่ เป็นที่ดินสาธารณะ 10 กว่าไร่ ผู้บริหารชุดใหม่กล่าวหาว่าผู้บริหารชุดเก่ากระทำละเมิดชำระค่าที่ดินเกินไปกว่าที่ต้องชำระ ผู้บริหารชุดเก่าที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วยังคงสามารถออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 12 ได้ เนื่องจากมาตรา 8 , 10 พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ มุ่งหมายบังคับต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่โยไม่คำนึงถึงสถานะขอเจ้าหน้าที่ผู้นั้นว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดหรือสถานะใด แม้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วหน่วยงานก็ยังคงมีอำนาจออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 12 ได้ เมื่อหน่วยงานมีอำนาจออกคำสั่งในทางปกครองได้ ถ้าเจ้าหน้าดังกล่าวที่ไม่ชำระหน่วยงานดังกล่าวก็ใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา 57 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ได้ หน่วยงานจึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสาระบบความ
ต่อมาศาลปกครองได้กลับแนวคำวินิจฉัยเดิม คือเมื่อหน่วยงานใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้หน่วยงานไม่มีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครอง คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 128/2554
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 128/2554 คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินนั้นมาตรา 57 กำหนดให้เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดได้ แต่ถ้าผู้ฟ้องคดีเห็นว่ายังมีข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับทางปกครองก็ไม่ตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีที่จะใช้สิทธิในการฟ้องคดีทางศาลปกครอง เพราะการใช้สิทธิดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นประโยชน์แก่คู่กรณีที่ได้รับการคุ้มครองสิทธิโดยศาล
เงื่อนไขในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ถ้าเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดวิธีการแก้ไขเยียวยาไว้โดยเฉพาะผู้เสียหายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนนั้นเสียก่อน ถ้าไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองไม่ได้ตามมาตรา 42 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
เรียบเรียงโดยทีมงาน LawDD
|